บทที่ 153: "หึง" (1/2)
นายแพทย์หนุ่มเงยหน้าขึ้นมองชายตรงข้ามด้วยความตกตะลึง ประหนึ่งว่ากำลังเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาด
"คุณยังหนุ่มยังแน่นแท้ๆ"
เหตุใดถึงได้คิดสั้นเช่นนี้
ยังไม่ทันที่นายแพทย์จะเอ่ยจบประโยค กู้เฉิงหวยก็พูดแทรกขึ้นมาอย่างเรียบเฉย "ผมเป็นพ่อของลูก 4 คนแล้วครับ"
"…" ไม่น่าถามเลยจริงๆ!
นายแพทย์หนุ่มอยากจะตบปากตัวเองสักฉาดให้รู้แล้วรู้รอด แต่พอสัมผัสได้ถึงสายตาคมกริบของสหายทหารที่จับจ้องอยู่ ก็ทำได้เพียงลดมือลง
เขากระแอมในลำคอเบาๆ เพื่อเรียกสติ ก่อนจะเริ่มอธิบายข้อสงสัยของกู้เฉิงหวย
"การทำหมันชายคือการผ่าตัดเล็กๆ เพื่อตัดท่อนำอสุจิครับ พอทำแล้วก็จะไม่สามารถมีลูกได้อีกต่อไป ขั้นตอนไม่ซับซ้อนอะไรมาก ฟื้นตัวก็เร็ว แถมยังไม่ส่งผลกระทบต่อ… อืม ฟังก์ชันอื่นๆ ในร่างกายด้วยครับ"
"เพียงแต่ว่าโรงพยาบาลของเรายังไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยพอจะทำการผ่าตัดนี้ได้ ผมแนะนำให้คุณไปทำที่โรงพยาบาลในเมืองใหญ่จะดีกว่า" นายแพทย์หนุ่มเสนอแนะด้วยความหวังดี
กู้เฉิงหวยตั้งใจฟังทุกถ้อยคำอย่างถี่ถ้วน ในใจครุ่นคิดว่าวิธีการนี้น่าจะไว้ใจได้มากกว่าการใส่ห่วงคุมกำเนิดเป็นไหนๆ แม้สีหน้าจะยังคงเรียบเฉยดังเดิม แต่แววตากลับฉายแววครุ่นคิดอย่างเห็นได้ชัด
"ขอบคุณครับ"
ชายหนุ่มเอ่ยขอบคุณเพียงสั้นๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากห้องตรวจ แล้วมุ่งหน้าไปยังห้องจ่ายยาในทันที
***
ช่วงกลางวันของวันนั้น ซ่งอวิ๋นจิ่นยังคงรับหน้าที่นำอาหารกลางวันมาส่งให้หลินเจาที่สหกรณ์การค้าและการตลาดเช่นเคย
ทว่าวันนี้ ท่าทางการเดินของเขาดูผิดปกติไปเล็กน้อย ไม่ได้ดูสบายๆ เป็นธรรมชาติเหมือนเมื่อวาน แต่กลับแฝงความเกร็งไว้อย่างเห็นได้ชัด
"โดนตีมาเหรอ" หลินจากวาดสายตาไปยังบั้นท้ายของลูกพี่ลูกน้องด้วยแววตาใคร่รู้
ซ่งอวิ๋นจิ่นวางปิ่นโตข้าวลงบนเคาน์เตอร์ รู้สึกเสียวสันหลังวาบกับสายตาของพี่สาวจนอยากจะยกมือขึ้นมาบังไว้ แต่สุดท้ายก็ได้แต่ฝืนทน
เด็กหนุ่มร้องครวญครางออกมาอย่างน่าสงสาร "พี่ครับ!"
หลินเจาละสายตาจากเขาแล้วนั่งลงเพื่อรับประทานอาหาร "ไม่เป็นอะไรมากใช่ไหม"
"เป็นสิครับ" ซ่งอวิ๋นจิ่นทำหน้าเบ้ ก่อนจะเริ่มฟ้องพี่สาวเป็นฉากๆ "พี่ครับ พ่อผมนี่มือหนักจริงๆ นะ"
ก้นของเขาเจ็บระบมไปหมดแล้ว!
"ไปหาเรื่องใส่ตัวมาอีกแล้วล่ะสิ" สายตาของหลินเจาฉายแววรู้ทันไปเสียทุกอย่าง "บอกมานะ ว่าไปยั่วโมโหลุงเข้าได้ยังไง"
ซ่งอวิ๋นจิ่นยกมือขึ้นลูบจมูกแก้เก้อ สายตาหลุกหลิกไปมา "ก็เปล่านี่ครับ แค่เมื่อวานผมแย่งธุระเอาข้าวมาส่งให้พี่ก็เท่านั้นเอง"
"อะไรนะ? นี่ปกติแล้วลุงเป็นคนเอาข้าวมาส่งให้ฉันเองเหรอ! เขาไม่ได้งานยุ่งหรอกเหรอ" หากไม่ใช่เพราะรู้ว่าลุงซ่งมีงานล้นมือจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ป่านนี้หลินเจาคงแวะไปเยี่ยมเยียนที่บ้านตั้งแต่หลังเลิกงานแล้ว
"ก็ยุ่งสิครับ" ซ่งอวิ๋นจิ่นยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะโกหกพี่สาว "…เมื่อวานตอนเที่ยง ลุงอุตส่าห์หาเวลาว่างมาได้แล้วแท้ๆ"
แต่ก็ดันถูกเขาชิงตัดหน้าไปเสียก่อน!
หลินเจาส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายให้เขา "เรื่องนี้… สมน้ำหน้าแล้วล่ะ!"
"พี่ใจร้าย!" ซ่งอวิ๋นจิ่นแผดเสียงประท้วงเบาๆ
"พี่ครับ! ผมอุตส่าห์เอาข้าวมาส่งให้พี่นะ พี่พูดกับผมแบบนี้ได้ยังไงกัน พอมีลูก 4 คนแล้ว ผมก็ไม่ใช่ลูกพี่ลูกน้องสุดที่รักของพี่อีกต่อไปแล้วใช่ไหม! พี่ไม่คิดถึงผมเลย ผมไม่ใช่คนในครอบครัวของพี่แล้วเหรอ!"
บางครั้ง เด็กหนุ่มในวัยต่อต้านก็อาจจะกลายร่างเป็นคนช่างพูดช่างจาได้อย่างน่าประหลาดใจ
"…"
หลินเจาทำเพียงหันหลังให้เขาเงียบๆ โดยไม่เอ่ยคำใด
หากเขาหน้าตาไม่ดีสักหน่อย ท่าทางแบบนี้คงดูไม่จืดเลยทีเดียว
พอเห็นซ่งอวิ๋นจิ่นสงบปากสงบคำลงได้ ผู้เป็นพี่สาวก็เริ่มใจอ่อนขึ้นมา หลินเจาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพาย หยิบของบางอย่างออกมา 2 ชิ้น ก่อนจะยื่นแขนไปด้านหลัง
"ช็อกโกแลตเหรอครับ" ดวงตาของซ่งอวิ๋นจิ่นพลันลุกวาวเป็นประกายเจิดจ้า ราวกับเปลวไฟจากคบเพลิง 2 ด้าม "พี่ไปเอามาจากไหนครับ พ่อผมบอกว่าของแบบนี้มีขายแค่ที่ร้านค้ามิตรภาพ แถมยังหายากสุดๆ ไปเลย"
เขาเคยได้ลิ้มลองรสชาติของมันเพียงครั้งเดียว ตอนที่ต้องแบ่งกันกินกับพี่ชาย และเขาก็ชอบมันมาก
"ช่างพูดจริงนะ" หลินเจาแสร้งทำเสียงรำคาญ
ซ่งอวิ๋นจิ่นรีบปิดปากเงียบกริบทันควัน
"สามีของพี่กลับมาถึงเมื่อวานแล้ว วันอาทิตย์นี้ฉันว่าจะพาเขาไปที่บ้านนายด้วย ยังไงก็ฝากกลับไปบอกลุงกับป้าสะใภ้ด้วยนะ" หลินเจากลืนอาหารในปากลงคอจนหมด ก่อนจะหันไปกำชับลูกพี่ลูกน้องของเธอ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอแทบไม่ได้ไปมาหาสู่กับครอบครัวสกุลซ่งเลย ทำให้ลุงซ่งมีโอกาสได้พบเจอกับกู้เฉิงหวยเพียงไม่กี่ครั้ง ความประทับใจที่มีต่อเขาจึงค่อนข้างจืดจาง การไปเยี่ยมเยียนในสุดสัปดาห์นี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้สร้างคะแนนความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
"อะไรนะครับ" ซ่งอวิ๋นจิ่นลุกพรวดพราดขึ้นจากเก้าอี้ ดวงตาเบิกกว้างราวกับได้ยินเรื่องเหลือเชื่อ "เขากลับมาแล้วเหรอครับ!"
หลินเจาหรี่ตาลงเล็กน้อย น้ำเสียงแฝงแววคุกคาม "เขา?"
"พี่เขย พี่เขย! พอใจหรือยังครับ" ซ่งอวิ๋นจิ่นเปลี่ยนท่าทีกลายเป็นลูกนกกระทาเชื่องๆ ในบัดดล แต่ก็ไม่วายพึมพำด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ "พี่นี่มันเห็นผู้ชายดีกว่าน้องจริงๆ!"
หลินเจายักไหล่แบบไม่คิดจะปฏิเสธ "ก็ใช่ไง ฉันเห็นผู้ชายดีกว่าน้อง ก็กู้เฉิงหวยทั้งให้เงินฉันใช้ ทั้งซื้อกระโปรง หมวก รองเท้าหนังน่ารักๆ ให้ ทำไมฉันจะไม่ให้ความสำคัญกับเขาล่ะ"
สิ้นเสียงของเธอ หญิงสาวก็ลุกขึ้นยืน กางแขนออกเล็กน้อย แล้วหมุนตัวหนึ่งรอบ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอวดๆ ว่า
"ดูชุดที่ฉันใส่สิ พี่เขยของนายอุตส่าห์หิ้วมาจากเมืองไห่ให้ฉันโดยเฉพาะเลยนะ สวยไหมล่ะ"
ซ่งอวิ๋นจิ่นจนด้วยคำพูด เพราะไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าพี่สาวของเขาในชุดนี้ดูดีมากจริงๆ สวยจนหาที่ติไม่ได้ แม้แต่นางเอกในภาพยนตร์ก็ยังเทียบไม่ติด
"…สวยครับ"
ถึงกระนั้น เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะเถียงข้างๆ คูๆ "ก็พี่หน้าตาสวยนี่ครับ ต่อให้สวมกระสอบป่านก็ยังสวยอยู่ดี"
เด็กหนุ่มที่ติดพี่สาวงอมแงมอย่างซ่งเสี่ยวจิ่นไม่ชอบหน้ากู้เฉิงหวยมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ตอนที่พี่สาวของเขาแต่งงาน เขาเพิ่งจะอายุได้เพียง 10 ขวบเท่านั้น เด็กชายร้องไห้ฟูมฟายอยู่ถึง 2 วันเต็ม จนดวงตาทั้งสองข้างบวมเป่งราวกับหลอดไฟ ในใจนั้นทั้งเกลียดทั้งชังผู้ชายที่พรากพี่สาวสุดที่รักของเขาไปจนแทบกระอักเลือด
จวบจนบัดนี้ เมื่อนึกย้อนกลับไปก็ยังรู้สึกเจ็บใจไม่หาย
ยิ่งไปกว่านั้น!
ในความคิดของเด็กหนุ่ม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างพี่สาวกับครอบครัวของพวกเขาก็เริ่มห่างเหินไป เหตุผลทั้งหมดก็เพราะการแต่งงานครั้งนั้น ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจครอบครัวกู้อยู่ลึกๆ
"ฉันไม่สวมกระสอบป่านหรอกนะ มีชุดใหม่สวยๆ ให้ใส่ตั้งเยอะแยะ ทำไมฉันต้องไปสวมกระสอบป่านด้วย ฉันไม่ได้โง่สักหน่อย" หลินเจานั่งลงที่เดิม แล้วค่อยๆ รับประทานอาหารต่ออย่างไม่ทุกข์ร้อน
เธอไม่มีวันยอมทนลำบากเด็ดขาด!
ชีวิตคนเรามันสั้นนิดเดียว เธอจะใช้ชีวิตให้เจิดจรัส เหมือนดั่งดอกไม้ที่เบ่งบานอย่างเต็มที่
ซ่งอวิ๋นจิ่นถึงกับไหล่ลู่ลง "ผมไม่ได้หมายความว่าอยากให้พี่ไปสวมกระสอบป่านจริงๆ สักหน่อย ที่ผมจะสื่อก็คือ…"
ช่างเถอะ เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองต้องการจะสื่ออะไรกันแน่ แค่รู้สึกเคยชินกับการตั้งแง่กับพี่เขยไปเสียแล้ว
แน่นอนว่าทั้งหมดนั้นเป็นเพียงการบ่นพึมพำอยู่ลับหลังเท่านั้น
เด็กหนุ่มที่ยังเรียนไม่จบอย่างเขา เมื่อต้องเผชิญหน้ากับชายชาติทหารอย่างแท้จริง ก็เปรียบได้ดั่งดวงดาวริบหรี่ที่ต้องเทียบรัศมีกับกาแล็กซีอันกว้างใหญ่ ไม่กล้าหือขึ้นมาหรอก
"ฉันรู้หรอกน่าว่านายหมายความว่าอะไร ก็แค่ไม่อยากให้ฉันแต่งงานออกไปใช่ไหมล่ะ แต่ฉันเป็นผู้หญิงนะ ยังไงก็ต้องมีวันที่จะต้องออกเรือนอยู่ดี การได้แต่งเข้าบ้านสกุลกู้ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว ไม่ต้องถูกใครกดขี่ข่มเหง แถมยังได้เป็นใหญ่ในบ้านอีก สบายจะตายไป" หลินเจาเอ่ยปลอบน้องชาย เพื่อให้เขาเลิกคิดเล็กคิดน้อยเสียที
ซ่งอวิ๋นจิ่นทำหน้าขรึมขึ้นมาทันที ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านเราหรือแต่งออกไปแล้ว พี่ก็ต้องเป็นที่หนึ่งเสมอ! ห้ามให้ใครมารังแกเด็ดขาด! ไม่อย่างนั้นจะแต่งงานไปเพื่ออะไรกัน! เพื่อให้เขาทิ้งพี่ไว้ที่บ้านคนเดียวตลอดทั้งปี หรือเพื่อให้เขามาทำหน้าดุๆ ใส่พี่อย่างนั้นเหรอ"
เขายอมรับอย่างเต็มอกว่าสถานะของพี่สาวในบ้านสกุลหลินและสกุลซ่งนั้นสูงส่งที่สุด
ชีวิตหลังแต่งงานจะย่ำแย่กว่าตอนที่ยังไม่แต่งไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะแต่งไปทำไมกัน!
ว่างมากหรืออย่างไร!
"พี่เขยของนายเป็นคนดีจะตาย! นายเจอเขาแค่ไม่กี่ครั้งก็ตัดสินเขาเสียแล้ว แถมยังไปพูดจาไม่ดีใส่ทหารที่กำลังปฏิบัติหน้าที่รับใช้ชาติอีก มันมีมารยาทที่ไหนกัน" หลินเจาส่ายศีรษะเบาๆ พลางยกมือขึ้นหมายจะดีดหน้าผากของเขาเพื่อเป็นการสั่งสอน
ทว่ามือกลับลื่นจนพลาดเป้า
ไม่มีแม้แต่เสียงดังแปะให้ได้ยิน
เธอเก็บมือกลับมาอย่างแนบเนียน ก่อนจะกล่าวสรุป "นายทำแบบนี้มันเสียมารยาทเกินไปแล้วนะ!"
ซ่งอวิ๋นจิ่นแสร้งทำเสียงซี๊ดซ๊าดอย่างโอเวอร์แอคติ้ง เชิดคอขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ พร้อมกับพึมพำ "ก็ใช่ว่าผมไม่อยากเจอเขาบ่อยๆ สักหน่อย แต่มันก็ต้องมีโอกาสด้วยสิครับ"
"…" นี่นายกำลังจงใจหาเรื่องกันชัดๆ
เมื่อหลินเจารับประทานอาหารเสร็จ ซ่งอวิ๋นจิ่นก็รีบเก็บปิ่นโตอย่างคล่องแคล่วว่องไว นำมาคล้องไว้ที่ข้อมือ แล้วเตรียมตัวจะจากไป
"ซ่งเสี่ยวจิ่น.."
ยังไม่ทันที่หลินเจาจะได้เอ่ยคำใด ซ่งอวิ๋นจิ่นก็โบกมือไปมา "รู้แล้วครับ รู้แล้วน่า กลับไปผมจะบอกพ่อให้เอง รับรองว่าจะเตรียมการต้อนรับอย่างดี ไม่ทำให้พี่เขยต้องอึดอัดใจแน่นอนครับ"
สองพยางค์สุดท้ายของคำว่า ‘พี่เขย’ ถูกเน้นเสียงหนักเป็นพิเศษ
"ขอบใจมากนะซ่งเสี่ยวจิ่น นายเนี่ยพึ่งพาได้ที่สุดเลย!" หลินเจาเอ่ยปากชมจากใจจริง พร้อมกับยื่นเนื้อกระป๋องให้เขาหนึ่งกระป๋อง "เอาไปกินเป็นมื้อพิเศษนะ"
เด็กหนุ่มผู้ปราดเปรื่องพลันถูกหลอกล่อจนกลายเป็นกวางโง่ ยิ้มกว้างจนแก้มปริ รีบคว้ากระป๋องแล้ววิ่งกลับบ้านไปด้วยความดีใจ
หลี่เฟินเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกทึ่ง "เธอกับลูกพี่ลูกน้องนี่สนิทกันดีจริงๆ นะ"
[จบบท]