บทที่ 155: แอบเคือง (1/2)
“หืม...?”
หลินเจาถึงกับไปไม่เป็นเมื่อได้ยินคำถามนั้น
พอปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้ หลินเจาถึงได้เข้าใจว่าพ่อของลูกๆ กำลังหึงเธอเรื่องอะไรอยู่ เธอหัวเราะร่าจนตัวสั่น ก่อนจะใช้นิ้วขาวเรียวจิ้มเอวสอบของเขาเบาๆ
“กู้เฉิงหวย คุณโตมาในถังน้ำส้มสายชูเหรอไง ทำไมถึงได้เปรี้ยว(ขี้หึง)ขนาดนี้คะ”
เธอขำไม่หยุด ปล่อยเสียงหัวเราะใสๆ ออกมาอย่างอารมณ์ดี “ไม่ได้กลิ่นเปรี้ยวๆ ลอยในอากาศบ้างเหรอ”
“หลินเจา!” กู้เฉิงหวยเบรกรถจักรยานกะทันหัน ขาซ้ายที่เหยียดยาวของเขาวางลงบนพื้น ก่อนจะหันมามองหน้าเธอด้วยสีหน้าจริงจัง
“ผมจริงจังนะ อย่ามาทำเป็นเล่นไป”
เรื่องนี้เขาซีเรียสมาก! ซีเรียสสุดๆ!
เขาเฝ้าประคบประหงมความสัมพันธ์ของเขากับภรรยาสุดที่รักคนนี้ และตั้งใจจะปกป้องครอบครัวเล็กๆ ของพวกเขาให้ดีที่สุด ถึงแม้เขาจะเก่งกาจมีความสามารถล้นฟ้า แต่เขาก็เป็นแค่ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่กลัวว่าสักวันครอบครัวที่สร้างมาจะแหลกสลายเป็นผุยผงในตอนที่เขาเผลอ
ไอ้จิ้งจอกเจ้าเล่ห์บางคนมันร้ายกาจนัก จะไม่ให้ระวังได้ยังไง!
บทเรียนราคาแพงของเพื่อนร่วมรบก็มีให้เห็นตำตาอยู่แล้ว!!
หลินเจาเลิกแกล้งแล้วสบตากับดวงตาสีนิลที่เต็มไปด้วยอารมณ์ของกู้เฉิงหวย เธอใช้นิ้วเรียวเกี่ยวมือเขาเอาไว้ แล้วลูบไล้ไปบนปุ่มกระดูกด้านในของนิ้วโป้งเขาเบาๆ
แววตาของเธอทั้งอ่อนโยนและจริงจัง
“ฉันหามาด้วยตัวเอง ไม่ได้ไปขอความช่วยเหลือจากใครเลย คุณจะมาหึงมาน้อยใจอะไรกัน กู้เฉิงหวย คุณนี่ทำตัวเป็นเด็กๆ ไปได้”
“ถ้าเพื่อนร่วมรบของคุณมาเห็นคุณในสภาพนี้ พวกเขาจะยังจำคุณได้ไหมเนี่ย”
พลัน...
แววตาของชายหนุ่มก็ผ่อนคลายลง จากที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งก็ฉายแววขบขันจางๆ “ผมไม่สนหรอกว่าพวกเขาจะมองยังไง!”
มือใหญ่กำมือบางของภรรยาไว้แน่นพลางพูดว่า “ต่อไปถ้าอยากได้อะไรก็เขียนจดหมายมาบอกผม เดี๋ยวผมจัดการให้เอง คุณไปหามาเองมันอันตราย”
เขาเข้าใจว่าที่ภรรยาบอกว่า “หามาด้วยตัวเอง” คือการแอบย่องไปซื้อจากตลาดมืด
“ก็ได้ค่ะ” หลินเจารับคำอย่างว่าง่าย
กู้เฉิงหวยยิ้มกว้างอย่างพอใจ
เขากระชับมือภรรยาแน่นขึ้นอีกนิด
หลินเจายิ้มตอบ “ถ้ามันอันตรายฉันไม่ทำหรอกน่า คุณวางใจได้เลย ฉันไม่มีทางพาตัวเองไปเสี่ยงอันตรายเด็ดขาด”
คำพูดของเธอหนักแน่นเสมอ กู้เฉิงหวยเชื่อว่าเธอรู้จักขอบเขตดีจึงไม่ได้เซ้าซี้อะไรต่อ
จักรยานเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอีกครั้ง มุ่งตรงไปยังร้านถ่ายรูป
“ฉันฝากให้อวิ๋นจิ่นเอาฟิล์มไปส่งที่ร้านให้แล้วล่ะค่ะ พอดีเลยจะได้แวะเข้าไปถามด้วย ในนั้นมีทั้งรูปของครอบครัวเราแล้วก็รูปของคนในหมู่บ้าน”
หลินเจานั่งซ้อนท้ายชวนคุยไปเรื่อยเปื่อย
และกู้เฉิงหวยก็ตั้งใจฟังทุกถ้อยคำ
“คุณเป็นคนถ่ายทั้งหมดเลยเหรอ เหนื่อยแย่เลยนะ”
หลินเจาเม้มปากยิ้มบางๆ
“ไม่เหนื่อยเลยสักนิด การถ่ายรูปสนุกจะตาย”
เธอชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้นเสมอ
กู้เฉิงหวยชอบที่เห็นเธอมีความสุข น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาเจือแววหยอกล้อ “มันยากไหม สอนผมบ้างสิ ผมจะได้ถ่ายรูปให้คุณ”
สายลมพัดโชยมาเบาๆ
หลินเจากดปีกหมวกลงเล็กน้อย ใบหน้ากว่าครึ่งจึงซ่อนอยู่ใต้เงา เผยให้เห็นเพียงปลายคางเรียวสวยได้รูป
“ไม่ยากเลยค่ะ คุณหัวไวจะตาย เรื่องแค่นี้สบายมากอยู่แล้ว”
อืม นั่นสินะ เขาก็เรียนรู้เร็วใช่ย่อย
รอยยิ้มในดวงตาสีนิลของกู้เฉิงหวยยิ่งเด่นชัดขึ้น ขาทั้งสองข้างออกแรงปั่นจักรยานด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น
ไม่นานนัก ทั้งคู่ก็มาถึงร้านถ่ายรูป
สองสามีภรรยาเดินเคียงกันเข้าไปในร้าน
“สวัสดีค่ะสหาย”
ช่างภาพอาวุโสในร้านจำหลินเจาได้เป็นอย่างดี ส่วนหนึ่งก็เพราะหน้าตาที่สวยสะดุดตาจนเห็นครั้งเดียวก็ลืมไม่ลง อีกส่วนก็เพราะเธอใจป้ำสุดๆ เวลามาล้างรูปทีก็สั่งล้างทีละเยอะๆ เหมือนเงินเป็นแค่เศษกระดาษ
“รูปยังล้างไม่เสร็จนะ” ช่างภาพพูดตัดบทเพราะคิดว่าเธอคงมาตามเรื่องรูปถ่าย ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองต่อ
“ฉันรู้ค่ะว่าต้องรอวันอาทิตย์ แต่วันนี้ฉันจะมาถ่ายรูป” หลินเจายิ้มหวาน
“...” มีกล่องถ่ายรูปอยู่แล้ว ยังจะมาที่ร้านอีกเนี่ยนะ! ไอ้พวกคนรวยนี่มันจริงๆ เลย!
ช่างภาพทำหน้าเซ็ง “ถ่ายรูปแต่งงานเหรอ”
“ไม่ใช่ค่ะ เราแต่งงานกันมาหลายปีแล้ว” หลินเจาตอบพลางหยิบจดหมายแนะนำตัวกับทะเบียนสมรสออกมาวางบนเคาน์เตอร์
“หา?”
ช่างภาพอาวุโสเหลือบมองหลินเจาอีกหลายครั้ง มองยังไง้ยังไงก็ไม่เหมือนคนมีสามีแล้วเลยสักนิด
เขาหยิบจดหมายขึ้นมาอ่านอย่างละเอียด เทียบชื่อในทะเบียนสมรสแล้วถึงได้เชื่อ
อืม... มาจากกองพลการผลิตแถวนี้นี่เอง
“จะถ่ายกี่แบบล่ะ ขาวดำหรือสี”
กู้เฉิงหวยตอบเสียงเรียบ “เอา 3 ชุดครับ ทั้งสีทั้งขาวดำ”
ช่างภาพได้แต่คิดในใจอีกครั้ง หนุ่มสาวสมัยนี้นี่ใช้เงินเก่งกันจริงๆ
เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ แค่ผายมือเชิญให้ทั้งคู่เข้าไปด้านในเพื่อถ่ายรูป
ในสตูดิโอถ่ายภาพแห่งนี้ ช่างภาพอาวุโสคนนี้ผ่านการถ่ายรูปให้คู่รักมานับไม่ถ้วน
คู่รักส่วนใหญ่มักจะดูเกร็งๆ และทำตัวไม่ถูกเมื่ออยู่หน้ากล้อง บางคู่ถึงขั้นยืนห่างกันเป็นวา แม้จะยืนไหล่ชิดกันก็ยังสัมผัสได้ถึงความห่างเหิน เหมือนโดนใครเอาดาบมาจี้คอบังคับให้ถ่ายรูปอย่างนั้นแหละ
แต่คู่รักตรงหน้านี้แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ฝ่ายชายก็หล่อเหลา ฝ่ายหญิงก็งดงาม ทั้งรูปลักษณ์และบรรยากาศรอบตัวช่างเข้ากันได้อย่างน่าประหลาด มองมุมไหนก็เหมือนกิ่งทองใบหยกที่ถูกสร้างมาเพื่อกันและกัน
บางทีคำว่า ‘เหมาะสม’ อาจเป็นความรู้สึกที่สัมผัสได้แบบนี้นี่เอง
ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งคู่ยังทำตัวตามสบาย ไม่ได้มองว่าเขาเป็นคนนอกเลยสักนิด
ฝ่ายหญิงควงแขนสามีอย่างสนิทสนม ซบศีรษะลงบนไหล่กว้างของเขาเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ที่ทำให้ดวงตาของเธองดงามราวกับภาพวาด
ส่วนนายทหารหนุ่มก็ยืนสง่าตัวตรงดั่งต้นสน ดวงตาสีนิลของเขาคมกริบและลุ่มลึกจนน่าเกรงขาม ราวกับคมดาบที่พร้อมจะฟาดฟันได้ทุกเมื่อ แต่พอหันไปมองภรรยา สายตานั้นกลับอ่อนโยนลงราวกับน้ำแข็งที่ละลายเพราะไออุ่น ช่างดูหวานชื่นเสียจริง
คนหนึ่งแข็งแกร่ง อีกคนอ่อนหวาน
“หนูๆ ระวังหน่อยนะ” ช่างภาพเตือนพลางบุ้ยใบ้ให้ทั้งสองคนขยับห่างกันนิดหน่อย
หลินเจาชูทะเบียนสมรสในมือขึ้นมาโบกไปมา “ถูกกฎหมายค่ะ”
“ลุงรู้ว่าถูกกฎหมาย” ช่างภาพตรวจเช็กขาตั้งกล้องพลางเหลือบมองหลินเจา “ถ้าไม่ถูกกฎหมาย พวกเธอสองคนเข้ามาที่นี่ไม่ได้หรอก แต่ช่วงนี้เขาเข้มงวดเรื่องความสัมพันธ์ชายหญิงกันอยู่ ยังไงก็ระวังตัวไว้หน่อยก็ดี”
“เราไม่เอาไปพูดข้างนอกหรอกค่ะ” หลินเจาเถียง ก็แค่ควงแขนกัน ไม่ได้ถึงขั้นกอดคอซะหน่อย มันจะเกินเลยไปตรงไหนกัน
ดูเหมือนช่างภาพอาวุโสจะเป็นคนคุยง่าย เขาจึงพูดต่อว่า “จำไว้นะ อย่าให้ใครข้างนอกเห็นล่ะ คนพวกนั้นน่ะ เรื่องเล็กๆ ก็ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ได้”
“ค่ะ ขอบคุณนะคะลุง” หลินเจาขอบคุณอย่างจริงใจ
ช่างภาพโบกมือให้
หลังจากถ่ายรูป จ่ายเงิน และรับใบเสร็จเรียบร้อย ทั้งคู่ก็เดินออกจากร้านไป
ทว่าปั่นจักรยานไปได้ไม่กี่เมตร หลินเจาเห็นกลุ่มนักเรียนเดินขบวนกันมาเป็นพรวนจนเกือบเต็มถนน แขนขวาของทุกคนชูขึ้นสูง พร้อมกับเสียงตะโกนคำขวัญที่ดังขึ้นเป็นระยะๆ
หลินเจาขมวดคิ้วอย่างไม่สบายใจ
ไม่นานนัก ทั้งสองฝ่ายก็มาเผชิญหน้ากัน
แววตาคลั่งไคล้บนใบหน้าของเด็กหนุ่มสาวเหล่านั้นช่างชัดเจนเสียจนน่าขนลุก
เด็กหนุ่มที่ดูเหมือนจะเป็นหัวโจกสวมเสื้อผ้าที่มีรอยปะขนาดใหญ่ 5-6 แห่ง รูปร่างผอมกะหร่อง แต่ใบหน้ากลับดูแปลกประหลาด
พอเห็นชายหญิงที่อยู่ข้างหน้า ดวงตาของเขาก็มีประกายอำมหิตวาบขึ้น ก่อนจะตะโกนสั่งให้หยุด
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ! ทำตัวใกล้ชิดกันขนาดนี้ มีความสัมพันธ์กันแบบผิดๆ ใช่ไหม มีจดหมายแนะนำตัวหรือเปล่า เอาทะเบียนสมรสออกมาให้ดูเดี๋ยวนี้!” เขาตวาดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ไม่เปิดโอกาสให้ใครโต้แย้ง
หลินเจาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย กวาดตามองกลุ่ม ‘นักเรียน’ ที่สร้างความโกลาหลไปทั่วทั้งอำเภอทีละคน ขนตาของเธอสั่นไหวเบาๆ ในใจรู้สึกซับซ้อนอย่างบอกไม่ถูก
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เผชิญหน้ากับพวกเขาตรงๆ
แต่ละคนดูแล้วอายุแค่สิบกว่าปี น่าจะยังเรียนอยู่ชั้นมัธยม แต่กลับแผ่รังสีอำมหิตออกมาได้รุนแรงขนาดนี้
มิน่าล่ะ พอพูดถึงคนพวกนี้ทีไร พี่เฟินถึงได้เอาแต่ส่ายหน้า แล้วกำชับให้เธอหลีกเลี่ยงพวกเขาให้ไกลที่สุด
เมื่อถนนถูกขวางจนมิด กู้เฉิงหวยจึงหยุดรถ ขาซ้ายของเขายันพื้นไว้อย่างมั่นคง ดวงตาเย็นชาคมกริบกวาดมองเด็กเหลือขอที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงตรงหน้า
ใบหน้าของกู้เฉิงหวยเย็นชาลงในทันที จิตสังหารที่มองไม่เห็นแผ่พุ่งออกมาจากร่างราวกับคลื่นสึนามิ
“ไสหัวไป!”
ชายชาติทหารผู้ผ่านเลือดและสมรภูมิรบมาอย่างโชกโชน จะมาหวั่นเกรงกับสถานการณ์แค่นี้ได้อย่างไร
ในชั่วพริบตา…
บรรยากาศรอบข้างพลันหยุดนิ่งในทันที
แม้ดวงอาทิตย์จะแผดเผาอยู่เหนือศีรษะ แต่เหล่านักเรียนกลับรู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง
ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบคอเอาไว้จนหายใจไม่ออก เลือดในกายราวกับจะแข็งตัว
“หลีกไป!” เสียงตวาดที่เย็นชาและแฝงไปด้วยความโกรธดังขึ้นอีกครั้ง
ถึงเสียงจะไม่ดังมาก แต่กลับมีอำนาจทำให้ทุกคนต้องทำตามคำสั่งโดยอัตโนมัติ
นักเรียน 7-8 คนที่เคยทำตัวกร่างไม่กลัวใคร ต่างพากันขยับร่างกายที่แข็งทื่อของตัวเองเพื่อหลีกทางให้แต่โดยดี
เมื่ออยู่ต่อหน้าของจริงที่เคยผ่านเลือดมาแล้ว ใครหน้าไหนจะกล้าหือ
กู้เฉิงหวยละสายตา ก่อนจะออกแรงปั่นจักรยานพาภรรยาของเขาจากไป
หลินเจาเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังของสามี ในใจพลันรู้สึกว่าร่างของพ่อลูกแฝดช่างดูสูงใหญ่และน่าเกรงขามขึ้นเป็นกอง แม้แต่ท้ายทอยของเขาก็ยังดูดีกว่าคนอื่น
หลังจากขี่จักรยานออกมาได้ไกลพอสมควร เธอสังเกตว่าเขาเงียบไปนานผิดปกติ จึงเอ่ยถามขึ้น “ทำไมเงียบไปล่ะคะ”
“โกรธอยู่เหรอ”
กู้เฉิงหวยส่ายหน้า “เปล่า”
“เด็กนักเรียนก็ควรตั้งใจเรียนสิ พอเห็นพวกเขาทำตัวกร่างไปทั่วแบบนั้น ผมก็รู้สึกหงุดหงิด” เขาอธิบาย
เขาและสหายร่วมรบยอมสละเลือดเนื้อเพื่อปกป้องประเทศ ก็เพื่อหวังให้ประชาชนได้อยู่อย่างสงบสุข ให้เพื่อนร่วมชาติได้ยืนหยัดอย่างภาคภูมิ ไม่ใช่เพื่อให้มาทะเลาะกันเองแบบนี้
“ฉันเข้าใจความรู้สึกของคุณดีค่ะ แต่เราก็เป็นแค่คนธรรมดา ท่ามกลางคลื่นลมแห่งยุคสมัย เราก็ทำได้แค่ประคองตัวไปตามกระแสเท่านั้นแหละค่ะ” หลินเจากระชับอ้อมแขนที่โอบเอวเขาไว้แน่นแล้วพูดเสียงเบา
เธอไม่ได้มีความฝันอันยิ่งใหญ่ที่จะเป็นผู้กอบกู้โลก เธอแค่ต้องการให้ครอบครัวของเธอได้อยู่อย่างสงบสุขก็พอ
สัมผัสอุ่นๆ ที่เอวช่วยสลายความเย็นชาของกู้เฉิงหวยจนหมดสิ้น
เขาเม้มริมฝีปาก ความขุ่นมัวในแววตาจางหายไป
“ผมเข้าใจที่คุณพูด แค่ไม่คิดว่ากระแสบ้าๆ นี่จะลามมาเร็วขนาดนี้”
หลินเจาตบไหล่เขาเบาๆ เป็นเชิงปลอบใจ
นี่มันแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นแหละ ต่อจากนี้จะยิ่งบานปลายไปกันใหญ่ คนพวกนั้นทำตัวเหมือนถูกผีเข้า เที่ยวหาเรื่องคนนั้นคนนี้ไปทั่ว ราวกับว่าการหาเรื่องคนอื่นมันสำคัญกว่าการหาข้าวกินเสียอีก
เธอได้แต่บ่นในใจ
ในนิยายต้นฉบับ บรรยายเหตุการณ์ช่วง 10 ปีนี้ไว้เยอะมาก และมันก็โหดร้ายสุดๆ
[จบบท]