บทที่ 156: แอบเคือง (2/2)
“เจาเจา ต่อไปถ้าเจอคนพวกนั้นอีก ก็อยู่ให้ห่างๆ นะ” กู้เฉิงหวยกำชับ
พูดจบก็ยังไม่วางใจอยู่ดี เขาถามต่อ “แล้ววิชาป้องกันตัวที่ผมเคยสอนไว้ ยังจำได้อยู่หรือเปล่า”
วิชาป้องกันตัวที่ว่านี่ เขาเริ่มสอนเธอตั้งแต่ตอนที่แต่งงานกันใหม่ๆ
แต่ขั้นตอนการสอนมันกลับเร่าร้อนไปหน่อย สอนไปสอนมากลับกลายเป็นว่าทั้งคู่กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันบนเตียงแทน... อะแฮ่ม! ลูกๆ ทั้ง 4 คนก็มาจากการสอนครั้งนั้นแหละ
“จำได้ค่ะ”
คิ้วที่ขมวดมุ่นของกู้เฉิงหวยคลายออกในที่สุด “ดีแล้ว ดูแลตัวเองดีๆ ล่ะ ถ้าเกิดเรื่องอะไรที่ผมอยู่ไกลเกินกว่าจะช่วยได้ ก็ให้ไปหาหยางจวินจือ ผมไปคุยกับเขาไว้ให้แล้ว”
ขนาดเมืองไห่ยังวุ่นวายได้ขนาดนั้น ไอ้กระแสบ้าๆ นี่มันจะลามไปที่ไหนอีกก็ไม่รู้ เจาเจาต้องทำงานอยู่ในตัวอำเภอ เขาย่อมเป็นห่วง เลยต้องเตรียมการไว้ล่วงหน้า
“ค่ะ” หลินเจาตอบรับอย่างว่าง่ายเพื่อไม่ให้เขากังวล
สองสามีภรรยาคุยกันมาตลอดทางจนกระทั่งกลับมาถึงหมู่บ้าน
ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน พวกเขาเจอกับกลุ่มจือชิง 4 คน เป็นผู้ชาย 2 คนและผู้หญิง 2 คนที่กำลังจะเดินทางเข้าอำเภอพอดี
“สหายกู้ สหายหลิน” ซ่งเชียนเป็นฝ่ายเอ่ยทักทายก่อน น้ำเสียงของเขาทุ้มนุ่มน่าฟังรับกับเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดและรูปร่างสูงโปร่ง ดูหล่อเหลาราวกับคุณชายในสมัยก่อน
หลินเจาเพียงแค่ยิ้มตอบกลับไป
แค่เห็นหน้าแวบเดียว กู้เฉิงหวยก็ฟันธงได้ทันทีว่าหมอนี่คือจือชิงแซ่ซ่งที่เจ้าลูกชายฝาแฝดพูดถึงอยู่หลายครั้งนั่นเอง
เขาแอบประเมินในใจ...
หน้าตาก็พอไปวัดไปวาได้
แต่ผอมแห้งเป็นไม้เสียบผีแบบนี้ ไม่ใช่สเปกของเจาเจาแน่นอน
“อืม” เขาพยักหน้ารับนิ่งๆ ก่อนจะปั่นจักรยานพาภรรยาจากไป
ร่างสูงใหญ่ที่อยู่ข้างหน้าแผ่ออร่าแห่งความอารมณ์ดีออกมาอย่างปิดไม่มิด
หลินเจากลั้นขำพลางพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ทีนี้สบายใจได้แล้วหรือยังคะ”
“ผมมีอะไรต้องไม่สบายใจ” สีหน้าของกู้เฉิงหวยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่แววตาจะฉายความกระอักกระอ่วนออกมาวูบหนึ่ง
ให้ตายสิ!
เจาเจารู้ทันนี่ว่าเขากำลังแอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนที่ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน
ลูกกระเดือกของเขาขยับเล็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยท่าทีสุขุม “ผมคือคนที่เหมาะกับคุณที่สุดแล้ว คนที่รวยกว่าผมก็หน้าตาไม่ดีเท่าผม ส่วนคนที่หน้าตาดีกว่าผมก็ร่างกายไม่แข็งแรงเท่าผมอีก คุณเป็นผู้หญิงฉลาดที่สุด ย่อมรู้ว่าควรจะเลือกใคร จริงไหม”
“พรืด!” หลินเจาหลุดขำออกมาเสียงดัง
เธอใช้นิ้วจิ้มแผ่นหลังกว้างของเขา ไล่ขึ้นไปจนถึงหัวไหล่ ก่อนจะบีบต้นคอเขาเบาๆ “พ่อนกเป็ดน้ำปากแข็ง! ทำเป็นพูดไป ฉันไม่รู้ทันคุณหรือไง”
นิสัยชอบแอบเปรียบเทียบแล้วก็ขี้หึงเงียบๆ คนเดียวนี่มันแก้ไม่หายจริงๆ
ตั้งแต่ตอนแต่งงานกันใหม่ๆ ก็เป็นแบบนี้
แค่เธอคุยกับหนุ่มๆ ในหมู่บ้านสัก 2-3 ประโยค เขาก็จะทำท่ากระสับกระส่ายไม่สบายใจไปทั้งวัน
ตอนกลางวันก็ทำเป็นนิ่งๆ แต่พอตกกลางคืนเมื่อไหร่ล่ะก็... หึ! แกล้งเธอสารพัด เจ้าเล่ห์ที่สุด!
สองสามีภรรยาที่กำลังหยอกล้อกันอย่างหวานชื่นปั่นจักรยานจากไปไกลแล้ว ทิ้งให้เหล่าจือชิงมองตามตาละห้อย
“สองคนนั้นดูยังไงก็ไม่เหมือนคนบ้านนอกเลยสักนิด” พูดพลางก้มหน้าลงต่ำ เพื่อซ่อนความอิจฉาริษยาที่ฉายชัดอยู่ในดวงตา “แม่ของฝาแฝดจู่ๆ ก็ได้งานทำ แถมยังเป็นงานดีๆ อย่างพนักงานขายอีก ต้องเป็นฝีมือของผู้ชายคนนั้นแน่ๆ เขาต้องใช้อภิสิทธิ์ช่วยแน่เลย”
ซ่งเชียนขมวดคิ้วมุ่น ไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำพูดนั้น แต่เพราะนึกถึงตอนที่เมิ่งเสี่ยวอิ๋งเคยออกรับแทนเขาจนโดนตบหน้าไปฉาดหนึ่ง เขาจึงไม่ได้พูดอะไรออกไป ทำเพียงแค่เอ่ยว่า “มันไม่เกี่ยวกับพวกเราหรอก ไปกันเถอะ”
เมิ่งเสี่ยวอิ๋งก้มหน้างุดด้วยความอับอาย
ส่วนจือชิงหญิงอีกคนชื่อซูอี เหลือบมองเธอผ่านปอยผมหน้าม้าแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบเบนสายตากลับไปอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่จือชิงชายอีกคน...
เหวินหวยหย่วนกลับพูดโพล่งออกมาอย่างตรงไปตรงมาว่า “มีเส้นสายแล้วไม่ใช้สิแปลก ผมได้ยินมาว่าพ่อของต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่น่ะเป็นถึงผู้บัญชาการกองพันเชียวนะ ตำแหน่งไม่ใช่น้อยๆ เลย กองทัพเขามีสวัสดิการดูแลครอบครัวทหารอยู่แล้ว การช่วยจัดหางานให้ภรรยาไม่ใช่เรื่องแปลก”
“อีกอย่าง ใครบ้างมีเส้นแล้วไม่ใช้ล่ะ” เขายิ้มพลางมองไปที่เมิ่งเสี่ยวอิ๋ง “ถ้าพ่อแม่ของเธอมีเส้นสาย พวกเขาจะไม่ช่วยหาทางให้เธอได้ทำงานดีๆ แล้วปล่อยให้เธอมาลำบากอยู่ต่างจังหวัดแบบนี้เหรอ”
เมิ่งเสี่ยวอิ๋งอับอายจนหน้าแดงก่ำ อยากจะแทรกแผ่นดินหนี
เธอไม่อยากให้ซ่งเชียนมองเธอในแง่ไม่ดี จึงรีบพูดเสียงอ่อย “ฉัน...ฉันพูดผิดไปแล้ว”
เหวินหวยหย่วนเห็นว่าเธอยอมรับผิดแต่โดยดีจึงพยักหน้า “คนเราก็มีบ้างที่พูดจาไม่คิด แค่รู้จักทบทวนตัวเองก็พอแล้ว”
เมิ่งเสี่ยวอิ๋งพยักหน้ารับหงึกๆ
ซูอีแอบเหลือบมองเหวินหวยหย่วน หางตาของเธอสังเกตเห็นรอยปะบนเสื้อผ้าเก่าๆ ของเขา... ในใจพลันครุ่นคิด
คนคนนี้ก็เหมือนกับเธอ... กำลังแกล้งทำเป็นหมูเพื่อรอจับเสืออยู่หรือเปล่านะ
***
“โฮ่ง! โฮ่ง! โฮ่ง!”
พอเห็นจักรยานมาแต่ไกล ต้าหวงกับหู่โพก็ส่งเสียงเห่าต้อนรับอย่างร่าเริง
เด็กแฝดที่กำลังยืนดูปังปังกับไหลเม่ยตีปิงปองอยู่ถึงกับตาเป็นประกาย ทั้งคู่รีบเบียดตัวออกจากกลุ่มคนแล้ววิ่งตึงๆ ไปหาพ่อกับแม่ทันที
เสียงแปดหลอดของเอ้อร์ไจ่ดังขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นสุดขีด “แม่ครับ! เราจะไปบ้านคุณยายกันแล้วใช่ไหมครับ!”
หลินเจากระโดดลงจากรถแล้วก้มลงหอมหน้าผากของลูกชายทั้งสองคนทีละฟอด ใบหน้าเล็กๆ ของพวกเขาดูสดชื่นแถมยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ แปลกที่วันนี้ไม่มีเหงื่อเลยสักนิด
“ทำไมวันนี้หน้าไม่มันแผล็บเลยล่ะลูก”
ต้าไจ่เชิดหน้าขึ้นอย่างภูมิใจ “ผมกับเอ้อร์ไจ่เพิ่งอาบน้ำเสร็จหมาดๆ เลยครับ แถมยังทาครีมเด็ก เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดหล่อ แล้วก็ขัดรองเท้าแตะจนเอี่ยมอ่องด้วย แม่ดูสิครับ”
เขาชูเท้าขวาขึ้นอวด
“สะอาดเอี่ยมจริงๆ!” หลินเจาลูบแก้มลูกชายคนโตอย่างเอ็นดู
ในที่สุดต้าไจ่ก็ร่าเริงขึ้นมาบ้างแล้ว เห็นแบบนี้เธอเองก็มีความสุข
เอ้อร์ไจ่รีบเสนอหน้า พูดเสียงดังฟังชัด “แม่ครับ! ผมกับพี่ช่วยกันอาบน้ำให้ซานไจ่กับซื่อไจ่แล้วด้วยนะครับ!”
“โอ้โห เด็กดีบ้านไหนกันนะเนี่ย” หลินเจาแกล้งทำเสียงเล็กเสียงน้อยเลียนแบบลูกชาย น้ำเสียงของเธออ่อนโยนเจือไปด้วยรอยยิ้ม
เด็กแฝดรีบยืดอกแอ่นพุงทันที
“เด็กดีบ้านกู้ เป็นลูกของพ่อกับแม่ครับ!” ดวงตาสีนิลที่สดใสของต้าไจ่หรี่ลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
เอ้อร์ไจ่คว้านิ้วของแม่มาหนึ่งนิ้วแล้วเขย่าเบาๆ ก่อนจะร่ายยาวเป็นตุเป็นตะ
“แม่จะกลับบ้านยายทั้งที พวกเราก็ต้องแต่งตัวให้หล่อที่สุดสิครับ จะได้เป็นหน้าเป็นตาให้แม่ไง” เขาหยุดนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่ออย่างฉะฉาน “ลูกสาวบ้านไหนแต่งออกไปแล้วไม่อยากกลับบ้านแบบสวยๆ ให้คนที่บ้านเห็นบ้างล่ะครับว่าเราอยู่ดีกินดี จะได้ให้คุณตา คุณยาย แล้วก็น้าชายทุกคนเห็นว่า... พวกเราสบายดีมาก แม่ไม่ต้องอายหรอกครับ”
“หน้าตาของแม่ เดี๋ยวพวกผมจัดการเอง!”
ถึงจะตัวเล็กแค่นี้ แต่กลับพูดจาฉะฉานราวกับเป็นผู้ใหญ่ตัวน้อยๆ
ต้าไจ่ทำหน้าขรึม พูดด้วยสีหน้าจริงจัง “รอผมโตก่อนนะครับ ผมจะขับเครื่องบินพาแม่กลับไปบ้านคุณยาย รับรองว่าทุกคนต้องอิจฉาแม่แน่นอน!”
เอ้อร์ไจ่กระโดดเหยงๆ พลางชูมือขวาขึ้น “ส่วนผมจะขับรถบรรทุกคันใหญ่ไปส่งแม่เองครับ!”
กู้เฉิงหวย: “...” ไอ้ความรู้สึกกดดันที่จู่ๆ ก็โผล่มานี่มันคืออะไรฟะ?! คิดจะมาแย่งซีนพ่อเรอะ เดี๋ยวเถอะ
คำพูดไร้เดียงสาของเด็กๆ ทั้งน่ารักทั้งอบอุ่นหัวใจจนหลินเจาหัวเราะจนตัวโยน “เอ้อร์ไจ่ แล้วคำว่าเป็นหน้าเป็นตานี่ไปฟังใครเขาพูดมาอีกล่ะเรา”
“อิอิ!” เอ้อร์ไจ่ลูบหัวเกรียนของตัวเองแล้วตอบอย่างภาคภูมิใจ “ผมได้ยินป้าสะใภ้ใหญ่พูดกับป้าสะใภ้รองมาครับ!”
หางเสียงที่ยกสูงขึ้นเล็กน้อยนั้นแฝงไปด้วยความอวดดีนิดๆ
หลินเจายิ้ม “เห็นไหมล่ะ ความจำก็ดีออกนี่นา ยังจะมาน้อยใจว่าตัวเองสู้พี่ชายไม่ได้อีก”
เอ้อร์ไจ่ชอบให้แม่ชมเป็นที่สุด เขาแกว่งมือไปมา “แม่ครับ ต่อไปแม่ต้องชมผมบ่อยๆ นะ ผมชอบให้แม่ชม”
หลินเจาเม้มปากส่ายหน้า แกล้งหยอกลูกชาย “ไม่ได้หรอก เดี๋ยวเจ้าตัวเล็กจะเหลิงซะก่อน”
“เหลิงคืออะไรเหรอครับ” เอ้อร์ไจ่เอียงคอถาม
หลินเจายิ้ม “เหลิงก็คือการหลงตัวเองไงลูก”
เอ้อร์ไจ่เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ผมไม่เหลิงหรอกครับ! ความถ่อมตนทำให้คนก้าวหน้า แต่ความหยิ่งยโสทำให้คนถดถอย ผมเป็นเด็กฉลาด ผมอยากก้าวหน้า จะไม่เหลิงเด็ดขาด”
“งั้นลูกก็เก่งที่สุดเลย!” หลินเจาเลยตามใจเขาด้วยการชมไปอีกหนึ่งที
รอยยิ้มของเอ้อร์ไจ่ยิ่งกว้างกว่าเดิม เขาเห็นถุงผ้าในมือของแม่จึงถามด้วยความสนใจ “แม่ครับ ในถุงนั่นมีอะไรเหรอครับ ให้ผมช่วยถือนะ”
เจ้าตัวเล็กยังคงพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด “มีลูกชายไว้ทำอะไรล่ะครับ ก็มีไว้ให้แม่ใช้ไง แม่ไม่ต้องเกรงใจผมหรอก แม่เป็นแม่ของผมนะ แม่จะใช้ให้ผมทำอะไรผมก็ยอมทั้งนั้นแหละ”
หัวใจของหลินเจาพองโตด้วยความอบอุ่น
เจ้าลูกชายคนนี้เกิดมาเพื่อตอบแทนบุญคุณจริงๆ ช่างน่ารักน่าเอ็นดูอะไรขนาดนี้
“นี่เป็นของขวัญของซานไจ่น่ะลูก” เธอพูดพลางคอยสังเกตสีหน้าของลูกชาย
เอ้อร์ไจ่เงยหน้าขึ้นถาม “ทำไมจู่ๆ แม่ถึงซื้อของขวัญให้ซานไจ่ล่ะครับ”
“ก็เพราะแม่คิดว่าของขวัญที่พ่อซื้อให้ ไม่ได้นึกถึงซานไจ่ แม่เลยซื้อชดเชยให้เขายังไงล่ะ” หลินเจาอธิบายให้ลูกชายทั้งสองฟังอย่างใจเย็น
แล้วเธอก็พูดต่อ “แล้วลูกสองคนมีความเห็นว่ายังไงบ้าง รู้สึกว่าไม่ยุติธรรมหรือไม่พอใจตรงไหนก็บอกแม่ได้เลยนะ”
ต้าไจ่รีบตอบก่อน “แม่ครับ ผมไม่มีความเห็นครับ”
“ผมก็ไม่มีครับ ผมกับพี่มีปิงปองให้เล่นแล้ว แต่ซานไจ่ไม่มี แม่ซื้อของให้น้อง ผมไม่มีความเห็นครับ” เมื่อตอนกลางวัน เขายังรู้สึกไม่ยุติธรรมแทนน้องชายอยู่เลย
กู้เฉิงหวยกลัวว่าจะถูกหาว่าลำเอียงไม่เลิก รีบแก้ตัวทันที “เจาเจา พจนานุกรม หนังสือนิทานภาพ แล้วก็ปิงปองนั่นเป็นของลูกชายทั้ง 3 คนเลยนะ”
“คุณนึกถึงว่าซื่อไจ่ยังเล็กไป แต่คุณกลับลืมนึกถึงซานไจ่” หลินเจาใช้นิ้วดันปีกหมวกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสวยคู่สวยของเธอมองสามีอย่างจริงจัง “ต่อไปห้ามทำแบบนี้อีกนะคะ ต้องพยายามรักลูกให้เท่าๆ กันให้ได้มากที่สุด ลูกทั้ง 4 คนของเราคือแก้วตาดวงใจ จะมองข้ามใครไปไม่ได้แม้แต่คนเดียว”
ต้าไจ่รีบพูดช่วยพ่อ “แม่ครับ พ่อขอโทษซานไจ่แล้วนะ พ่อยังบอกว่าจะทำรถไม้ให้ซานไจ่เองกับมือด้วย!”
หลินเจาถึงกับตาโตด้วยความประหลาดใจระคนยินดี “กู้เฉิงหวย คุณทำงานไม้เป็นด้วยเหรอคะ”
กู้เฉิงหวยมองลูกชายคนโตอย่างชื่นชม มุมปากปรากฏรอยยิ้มบางๆ เขาตอบด้วยท่าทีสุขุมเรียบเฉย “ก็แค่นิดหน่อยครับ”
“ไม่ใช่นิดหน่อยซะหน่อย! พ่อยังทำหนังสติ๊กให้ผมกับพี่ด้วยนะ หนังสติ๊กที่พ่อทำน่ะสวยมากๆ สวยกว่าที่พ่อของหยวนเป่าทำอีก!” เอ้อร์ไจ่รีบเสริมพร้อมกับรอยยิ้มสดใส
“...ขอโทษค่ะ ฉันเข้าใจคุณผิดไปเอง” แววตาของหลินเจาอ่อนลง ก่อนจะเอ่ยคำขอโทษ
เด็กแฝดมองภาพนั้นด้วยแววตาครุ่นคิด
“คุณไม่ได้เข้าใจผิดหรอก ผมเองก็เพิ่งจะมาคิดได้ตอนขากลับนี่แหละ” กู้เฉิงหวยยอมรับว่าตัวเองคิดไม่รอบคอบจริงๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนที่นึกถึงใบหน้าเล็กๆ ที่เปี่ยมไปด้วยความดีใจของซานไจ่... ตอนที่เขาบอกว่าจะทำรถของเล่นให้ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าภรรยาไม่ได้พูดเกินจริงเลยสักนิด
ขณะที่คุยกัน ทั้งสี่คนพ่อแม่ลูกก็เดินมาถึงหน้าบ้านตระกูลกู้
โต๊ะปิงปองถูกตั้งไว้อย่างเป็นที่เป็นทางที่หน้าประตูใหญ่
รอบๆ โต๊ะมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ยืนมุงดูกันอยู่เป็นจำนวนมาก พร้อมกับเสียงร้องฮือฮาดังขึ้นเป็นระยะๆ
ตรงกลางโต๊ะ ปังปังกับไหลเม่ยกำลังเหวี่ยงไม้ตีปิงปองกันอย่างสุดมันจนเหงื่อท่วมตัว
หลินเจาเหลือบไปเห็นเจ้าก้อนแป้งตัวน้อยนั่งอยู่บนธรณีประตู เขากำลังก้มหน้ากลมๆ แก้มป่องๆ ของตัวเองอ่านพจนานุกรมในมืออย่างตั้งอกตั้งใจ
“ซานไจ่ มาดูนี่สิลูกว่าแม่เอาอะไรมาให้”
[จบบท]