บทที่ 158: รักลูกเท่ากัน? (2/2)
เอ้อร์ไจ่ยังไม่เก็ทหรอกว่าที่แม่พูดมันหมายความว่าอะไร แต่ที่เขารู้แน่ๆ คือแม่รักเขามาก เด็กน้อยเลยกอดเอวแม่ไว้แน่นแล้วบิดตัวไปมาอย่างออดอ้อน
“แม่ใจดีที่สุดในโลกเลย”
“พอแล้วๆ ได้เวลาขนของแล้วจ้ะ” หลินเจาพูดพลางลูบหัวลูกชายเบาๆ ทำให้สองแม่ลูกรีบช่วยกันหอบข้าวของออกจากบ้านทันที
จังหวะนั้นเอง ซื่อไจ่ก็เดินอุ้ยอ้ายตามย่าออกมาจากสวนหลังบ้าน พอเห็นหน้าหลินเจา หนูน้อยก็ยิ้มแฉ่งแล้วรีบวิ่งเตาะแตะเข้ามาหาทันที
“แม่ขาา~”
หนูน้อยแก้มป่องมาในชุดเดรสสีชมพูตัวใหม่ที่คุณพ่อซื้อให้ แถมยังใส่รองเท้าผ้าคู่ใหม่เอี่ยม ผมเส้นเล็กนุ่มนิ่มก็ถูกมัดเป็นจุกเล็กๆ ประดับด้วยกิ๊บติดผม ผิวขาวอมชมพูดูจ้ำม่ำน่าฟัดไปทั้งตัว ใครเห็นก็ต้องใจละลายกับความน่ารักนี้
“โห ซื่อไจ่เปลี่ยนทรงผมใหม่ด้วย ใครมัดให้เนี่ย น่ารักจริงๆ” หลินเจาอุ้มลูกสาวขึ้นมากอดแล้วหอมแก้มฟอดใหญ่
“พ่อมัดให้ครับ” เอ้อร์ไจ่รีบตะโกนรายงานเสียงดังฟังชัด
หลินเจาถึงกับหลุดขำ “พ่อของพวกลูกนี่มันซูเปอร์แมนชัดๆ”
มือข้างหนึ่งจับปืนได้ อีกข้างก็ยังถักเปียให้ลูกสาวได้อีก สองหนุ่มฝาแฝดที่นับถือพ่อเป็นไอดอลอยู่แล้ว พอได้ยินแม่พูดแบบนั้นก็รีบพยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วยสุดๆ
ไม่นานกู้เฉิงหวยที่ไปยืมจักรยานมาก็ขี่กลับมาจอดหน้าบ้าน ซึ่งตรงโต๊ะปิงปองยังคงมีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่จับกลุ่มคุยกันอยู่
“ซานไจ่ ได้เวลาไปแล้วลูก” เขาหันไปพูดกับซานไจ่ที่กำลังวิ่งเล่นจนแก้มแดงด้วยน้ำเสียงทุ้มแสนอ่อนโยน
“ครับ” หนูน้อยขานรับเสียงใส ก่อนจะเก็บของเล่นแล้ววิ่งต็อกแต็กกลับเข้าบ้านไปเอารถของเล่นกับกบตัวจิ๋วใส่คืนลงในตะกร้าไม้ไผ่มีฝาปิดประจำตัวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วค่อยๆ เดินกลับออกมา
ฝั่งกู้เฉิงหวยก็กำลังง่วนอยู่กับการติดตั้งเบาะเสริมสำหรับเด็กที่ท้ายจักรยานของตัวเอง แถมยังเอาผ้าห่มผืนเล็กๆ มารองไว้อย่างดี ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาเป็นพ่อที่ใส่ใจและทำอะไรคล่องแคล่วว่องไวขนาดไหน ทำเอาหลินเจารู้สึกว่ามีสามีคนนี้แล้วชีวิตสบายขึ้นเยอะ
และแล้วขบวนจักรยานครอบครัวสุขสันต์ก็พร้อมออกเดินทาง จักรยานคันที่ยืมมาซึ่งเป็นแบบมีคานกลาง กู้เฉิงหวยรับหน้าที่เป็นสารถี โดยมีเอ้อร์ไจ่นั่งอยู่บนคานด้านหน้า ต้าไจ่นั่งซ้อนท้าย บนแฮนด์รถก็เต็มไปด้วยสัมภาระพะรุงพะรัง ส่วนหลินเจาขี่จักรยานสำหรับผู้หญิง โดยมีซื่อไจ่สุดน่ารักนั่งซ้อนอยู่เบาะหลัง และมีซานไจ่อยู่ในเป้สะพายด้านหน้า ชนิดที่ว่าแค่ก้มหน้าลงไปก็หอมแก้มลูกได้เลย
นี่เป็นการนั่งจักรยานครั้งแรกของซื่อไจ่ หนูน้อยเลยดูตื่นเต้นเป็นพิเศษ แกว่งขาไปมาอย่างสนุกสนานพร้อมกับส่งยิ้มหวานเจี๊ยบ
“ไปกันเลย” หลินเจาให้สัญญาณ
เอ้อร์ไจ่ที่นั่งอยู่ข้างหน้ารีบกำหมัดชูขึ้นฟ้าแล้วตะโกนรับ “ลุยเลย”
แต่แล้วเถี่ยฉุยก็วิ่งเข้ามาขวางหน้าพลางมองเพื่อนรักตาละห้อย ใบหน้าซื่อๆ ของเขาดูร้อนใจ “ต้าไจ่ เอ้อร์ไจ่ พวกนายจะกลับมาเมื่อไหร่ วันนี้จะได้เล่นด้วยกันอีกไหม”
“ได้ดิ นายรออยู่บ้านเลยนะ เดี๋ยวพวกเราก็กลับมาแล้ว” เอ้อร์ไจ่ตะโกนตอบกลับไปเสียงดัง
“อื้ม”
จักรยานทั้งสองคันเคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว กู้เฉิงหวยก้มลงมองหัวทุยๆ ของลูกชายแล้วเอ่ยถาม “ลูกสนิทกับเถี่ยฉุยที่สุดเลยเหรอ”
“แน่นอนครับ” เอ้อร์ไจ่หันขวับมาตอบพ่อด้วยน้ำเสียงร่าเริง “พวกเราจะเป็นเพื่อนซี้กันไปจนแก่เลย สนิทกันสุดๆ”
ต้าไจ่ที่นั่งอยู่ข้างหลังเสริมขึ้นมาบ้าง “ชนิดที่ว่าใส่กางเกงตัวเดียวกันได้เลยครับ”
เด็กๆ ก็แบบนี้ ชอบหัดพูดจาเหมือนผู้ใหญ่ ตั้งแต่ได้ยินหลินเจาพูดว่าพวกเขาสามคนสนิทกันจนแทบจะใส่กางเกงตัวเดียวกันได้ สองแฝดก็เอาคำนี้มาพูดติดปากเลย
กู้เฉิงหวยอมยิ้มก่อนจะถามต่ออย่างใจเย็น “พ่อเห็นลูกยกโต๊ะปิงปองให้เถี่ยฉุยดูแลชั่วคราว ทำไมไม่ให้พวกพี่ปังปัง พี่ไหลเม่ย หรือพี่เถี่ยตั้นล่ะ เขาก็เป็นพี่ของลูกเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”
“มันไม่เหมือนกันนี่ครับ” อย่าเห็นว่าเอ้อร์ไจ่ตัวแค่นี้ แต่ในใจเขามีตราชั่งเป็นของตัวเองนะ หนูน้อยส่งสายตาประมาณว่าพ่อไม่เข้าใจอะไรเลยให้
“ผู้ใหญ่ยังมีเรื่องความสนิทสนมเลย เด็กๆ ก็มีเหมือนกันนะครับ ในใจของผม เถี่ยฉุยสนิทกับผมมากกว่าพวกพี่ปังปังตั้งเยอะ”
“ความสนิทสนมเหรอ” กู้เฉิงหวยทวนคำ ดวงตาดำขลับลุ่มลึกจ้องมองลูกชาย “ใครสอนคำนี้มา”
“ก็แม่ไงครับ มีอะไรเหรอครับ” เอ้อร์ไจ่เลิกคิ้วเรียวสวยขึ้นอย่างสงสัย
กู้เฉิงหวย “...แม่ของลูกพูดถูก”
เอ้อร์ไจ่ได้ยินดังนั้นก็ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ เขารู้อยู่แล้วว่าพ่อต้องพูดแบบนี้ ในบ้านนี้แม่ใหญ่ที่สุด
ส่วนต้าไจ่ที่นั่งซ้อนท้ายก็ได้แต่เอามือปิดปากแอบขำคิกคัก
หลินเจาไม่ได้ยินบทสนทนาของสามพ่อลูก เธอตั้งหน้าตั้งตาปั่นจักรยานอย่างไวเพราะอยากจะไปถึงบ้านพ่อกับแม่ให้เร็วที่สุด
พอเห็นแม่เร่งสปีด เอ้อร์ไจ่ก็อยู่ไม่สุข “พ่อ เร็วอีก แซงแม่เลย เร็วๆ เข้า!”
กู้เฉิงหวยได้แต่ทำหน้าจนใจ
ไอ้นิสัยใจร้อนแบบนี้ มันได้ใครมากันแน่นะ
เสียงดังจนปวดหัวไปหมด
“ต้าไจ่ ระวังขาด้วยนะ พ่อจะเร่งแล้ว” เขาหันไปบอกต้าไจ่ที่ซ้อนท้ายอยู่
“ครับ ผมยกขาสูงแล้ว”
จักรยาน 2 คัน ปั่นฉิวฝ่าลมไปอย่างรวดเร็ว
ที่กองพลการผลิตตงเฟิง นานๆ ทีจะมีจักรยานผ่านมาสักคัน
แต่วันนี้มาทีเดียวถึง 2 คัน แถมยังเป็นของใหม่เอี่ยม ทำเอาชาวบ้านแตกตื่นพากันออกมามุงดูเป็นจีนมุง
เด็กคนหนึ่งตาไว เห็นหน้าหลินเจาก็รีบตะโกนเรียกเด็กๆ บ้านหลินทันที “ต้าตั้น เอ้อร์ตั้น อาของพวกนายกลับมาแล้วโว้ย”
ต้าตั้นกับเอ้อร์ตั้นพอได้ยินคำว่า “อา” ก็ทิ้งของในมือแล้ววิ่งหน้าตั้งออกมาดูทันที
ว้าว อากลับมาจริงๆ ด้วย
แถมยังขี่จักรยานมาอีกต่างหาก!
“อาครับ อากลับมาแล้ว” หลินต้าตั้นร้องทักอย่างดีใจ
ส่วนหลินเอ้อร์ตั้นตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ เอามือไปลูบๆ คลำๆ ล้อจักรยาน “อาครับ จักรยานคันนี้ของอาเหรอครับ”
หลินเจายังไม่ทันได้ตอบ เอ้อร์ไจ่ที่นั่งอยู่บนคานจักรยานอีกคันก็ชิงตอบเสียงเจื้อยแจ้ว
“ใช่แล้ว จักรยานที่แม่ผมนั่งน่ะเป็นของบ้านเราเอง พ่อผมเป็นคนส่งตั๋วมาให้ซื้อ”
“อ้อ แล้วแม่ผมก็เพิ่งซื้อนาฬิกาใหม่ด้วยนะ พ่อผมก็ส่งตั๋วมาให้เหมือนกัน”
เท่านั้นแหละ เด็กคนอื่นๆ ที่มุงอยู่ถึงกับร้องว้าว ทุกสายตาจับจ้องไปที่เอ้อร์ไจ่ด้วยความอิจฉาตาร้อน
เอ้อร์ไจ่ยิ่งได้ใจ เชิดหน้าเล็กๆ ขึ้นอย่างภาคภูมิใจสุดๆ
เพราะเสียงของเอ้อร์ไจ่ ทำให้ต้าตั้นกับเอ้อร์ตั้นเพิ่งจะสังเกตเห็นชายหนุ่มรูปหล่อในเครื่องแบบทหารที่มาด้วยกัน
“อ้าว อาเขยกลับมาเยี่ยมบ้านด้วยเหรอครับ เมื่อ 2 วันก่อนปู่เพิ่งบ่นถึงอยู่เลยครับ”
ต้าตั้นทักทายอาเขยอย่างนอบน้อม ก่อนจะหันไปตบหลังน้องชายแล้วสั่ง “เอ้อร์ตั้น ยืนบื้ออยู่ได้ รีบวิ่งไปบอกปู่กับย่าสิ ว่าอากับอาเขยพาลูกๆ ทั้ง 4 คนกลับมาแล้ว”
เอ้อร์ตั้นเหมือนเพิ่งนึกได้ รีบตบหน้าผากตัวเองทีหนึ่งแล้วใส่เกียร์หมาวิ่งกลับบ้านไปทันที พลางวิ่งพลางตะโกนลั่น “ปู่ครับ ย่าครับ อาหญิงพากับอาเขยกับลูกๆ 4 คนกลับมาแล้ว”
พลังล้นเหลือจริงๆ
บ้านตระกูลหลินอยู่ไม่ไกลจากปากทางเข้าหมู่บ้าน เสียงของเขายังไปไม่ถึงหูพ่อแม่ของหลินเจา แต่กลับเรียกให้หลินสี่เป่าออกมาได้ก่อน
หลินสี่เป่ารีบวางตะกร้าในมือลง แล้ววิ่งออกมาจากบ้านทันที
พอเห็นจักรยาน 2 คันจอดอยู่ เธอก็ยิ้มกว้างจนตาหยี “อาหญิงคะ” รอยยิ้มของเธอสดใสเหมือนพระอาทิตย์ ทำให้คนมองอดยิ้มตามไม่ได้
“จ้า” หลินเจาขานรับ
จากนั้นเธอก็อุ้มซื่อไจ่ลงจากจักรยานด้วยมือข้างเดียว ก่อนจะปลดเป้ที่อุ้มซานไจ่ออก
“ต้าตั้น มานี่หน่อยสิ” หลินเจาโบกมือเรียกหลานชายคนโต
ต้าตั้นเดินเข้ามาหาอย่างว่าง่าย แต่สายตาก็ยังคงจับจ้องอยู่ที่จักรยานคันใหม่อย่างตื่นตาตื่นใจ “มีอะไรเหรอครับ”
หลินเจายื่นจักรยานของเธอให้เขา “ว่างๆ ก็เอาไปหัดขี่ซะนะ หัดเป็นไว้ไม่เสียหายหรอก จักรยานผู้หญิงไม่มีคานกลาง ตัวรถก็เตี้ย ขี่ง่ายจะตาย ไป เอาไปลองเล่นดู”
“!!”
หัด.. หัดขี่จักรยานเหรอ
ต้าตั้นอึ้งไปเลย
เหมือนมีลาภก้อนใหญ่หล่นตุ้บลงมาใส่หัว
ดวงตาของเขาเป็นประกายยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ เขาถูมือไปมาอย่างตื่นเต้น “จริงเหรอครับคุณอา คุณอาไม่เสียดายเหรอครับ”
นี่มันรถใหม่เอี่ยมเลยนะ
“จะเสียดายทำไม ไปหัดเลย เด็กผู้ชายอายุจะ 10 ขวบแล้ว มีใครบ้างที่ไม่อยากขี่จักรยานเป็น”
เธอนึกถึงตัวเองตอนเด็กๆ ก็เคยมีความฝันเรียบง่ายแบบนี้เหมือนกัน แต่ตอนนั้นไม่มีโอกาส
และก็เป็นอย่างที่คิด
พอหลินเจาพูดจบ เด็กๆ ทั้งเด็กเล็กเด็กโตของกองพลการผลิตตงเฟิงต่างก็มองต้าตั้นด้วยสายตาที่แทบจะลุกเป็นไฟ
อ๊าาาาาา ทำไมพวกเขาไม่มีอาหญิงใจดีแบบนี้บ้างนะ
อิจฉาจนน้ำตาจะไหลแล้ว ฮือๆ
ต้าตั้นรับจักรยานมาด้วยท่าทีขึงขัง ก่อนจะให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่น “อาครับ เดี๋ยวผมจะให้พ่อช่วยจับให้ รับรองว่าจะไม่ทำจักรยานล้มเด็ดขาด”
“เด็กโง่เอ๊ย” หลินเจาหลุดขำออกมาอย่างเอ็นดู
“หา” ต้าตั้นหน้าเหวอ
นี่อากำลังว่าเขาอยู่เหรอ
“จักรยานมันจะสำคัญไปกว่าตัวเราได้ยังไง ล้มก็ช่างมันสิ กล้าๆ หน่อย ไม่ต้องเกร็ง” ของนอกกายมันเทียบกับคนไม่ได้อยู่แล้ว
คำพูดนี้ทำเอาเด็กๆ ที่มุงอยู่ถึงกับซึ้งจนต้องสูดน้ำมูก
อาหญิงของต้าตั้นกับเอ้อร์ตั้นคนนี้นี่ใจดีที่สุดในโลกเลย
พูดจบ หลินเจาก็พาลูกๆ ทั้งสี่คนเดินเข้าบ้านไป โดยมีกู้เฉิงหวยเข็นจักรยานอีกคันตามหลังไปติดๆ
พอหลินเฮ่อหลิงเห็นหน้าหลานชายกับหลานสาวตัวน้อยที่น่ารักน่าชัง ใบหน้าของเขาก็เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน เขากวักมือเรียกเด็กๆ
“มาหาตาสิลูก มาให้ตาดูใกล้ๆ หน่อย”
แต่แฝดคู่เล็กยังไม่คุ้นเคยกับคุณตา เลยไม่มีใครยอมเดินเข้าไป
โดยเฉพาะซื่อไจ่ ที่รีบวิ่งไปหลบหลังขาของหลินเจาทันที กอดขาแม่ไว้แน่นแล้วโผล่มาแค่ดวงตากลมโตสีดำขลับที่คอยแอบมองอยู่
หลินเจายิ้มอย่างอบอุ่นแล้วลูบหัวลูกสาวเบาๆ “ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ นั่นคือพ่อของแม่เอง”
[จบบท]