บทที่ 159: สู่ขอ (1/2)
พ่อของแม่เหรอ?
ซานไจ่กะพริบขนตางอนยาวเป็นแพพลางครุ่นคิดอยู่ 2 วินาที ก่อนจะจูงมือน้องสาวเดินเข้าไปหา
“คุณตาครับ” หนูน้อยเอ่ยเรียกเสียงนุ่ม
หลินเฮ่อหลิงล้วงหยิบลูกอมส่งให้หลานทั้งสองคน “เก่งมากหลานตา”
“ขอบคุณครับคุณตา” ซานไจ่ถูกหลินเจาอบรมมาอย่างดี เด็กน้อยอายุยังไม่เต็ม 2 ขวบ แต่กลับรู้จักมารยาทเป็นอย่างดี
ซื่อไจ่ก็เจริญรอยตามพี่ชาย กล่าวขอบคุณเช่นกัน “ขอบคุณค่ะคุณตา”
ด้วยความที่เป็นเด็กผู้หญิง เสียงของเธอจึงทั้งหวานทั้งนุ่มละมุนราวกับปุยเมฆสายไหม
หลินเฮ่อหลิงลูบหัวหลานสาวตัวน้อยอย่างเอ็นดู สายตาฉายแววรักใคร่อย่างไม่ปิดบัง ก่อนจะหันไปพูดกับซ่งซีเวยพร้อมรอยยิ้ม “ซีเวย คุณดูหลานสิ สี่ไจ่ถอดแบบเจาเจาตอนเด็กๆ มาเป๊ะเลยนะ”
“พอผมเห็นหน้าหลาน ก็เหมือนได้เห็นเจาเจาตอนเด็กๆ เลย น่ารักน่าชังจริงๆ”
“พ่อครับ แม่ครับ” กู้เฉิงหวยเอ่ยทักทายพลางวางของในมือลง แล้วจูงภรรยาไปนั่ง พอได้ฟังพ่อตาพูดถึงเรื่องในวัยเด็กของภรรยา ดวงตาคมกริบก็ปรากฏรอยยิ้มพึงพอใจขึ้นมาทันที
เรื่องราววัยเด็กของภรรยาคือเรื่องโปรดของเขาเลยล่ะ
ส่วนแม่หลินนั้น บุคลิกห่างไกลจากคำว่าอ่อนโยนอยู่หลายขุม เธอรู้ดีว่าเด็กๆ ไม่ค่อยชอบหน้าเธอเท่าไหร่ เลยไม่ได้เข้าไปใกล้เพราะกลัวหลานจะอึดอัด
เธอพยักหน้ารับ “ถึงหน้าจะเหมือน แต่นิสัยไม่เหมือนหรอกค่ะ”
“สี่ไจ่ดูนุ่มนิ่ม แต่เจาเจาน่ะทั้งดื้อทั้งเจ้ากี้เจ้าการ”
“หา?”
“โธ่แม่คะ!” หลินเจาแกล้งทำเป็นงอน น้ำเสียงตัดพ้อ “ลูกเขยแม่อยู่นี่ทั้งคน ช่วยรักษาหน้าให้หนูหน่อยสิคะ”
แม่หลินยิ้มออกมา “จ้ะๆ แม่ไม่พูดแล้ว”
เหอะๆ ลูกเขยรู้ไส้รู้พุงลูกสาวตัวเองดีอยู่แล้วล่ะ
“เฉิงหวย คราวนี้กลับมาอยู่ได้นานแค่ไหนเหรอ”
หลินเฮ่อหลิงเองก็หันไปมองลูกเขยด้วยความสนใจเช่นกัน
“เดือนกว่าๆ ครับ” กู้เฉิงหวยตอบ
“ก็ยังดี อยู่เล่นกับหลานๆ ทั้ง 4 คนให้นานๆ หน่อยนะ” แม่หลินพูดไม่ทันขาดคำ เด็กสาวร่างสูงโปร่งผิวคล้ำคนหนึ่งก็เดินเข้ามาจากหน้าประตู
ในมือของเธอมีกะละมังไม้ที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าเปียกชุ่ม เหมือนว่าเพิ่งจะซักผ้าเสร็จ
หญิงสาวดูจะตกใจไม่น้อยที่เห็นแขกมาที่บ้านโดยไม่คาดคิด เธอยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ ทำอะไรไม่ถูก
“เจาเจา นี่พี่หยวนเซียง ลูกสาวของป้าใหญ่ของลูกไง” แม่หลินไม่ได้ถามว่าลูกสาวจำได้ไหม เพื่อเลี่ยงสถานการณ์กระอักกระอ่วนใจของทั้งสองฝ่าย
“พี่เซียงเซียง” หลินเจาเอ่ยทักอย่างสุภาพ พลางพิจารณาหญิงสาวอยู่ครู่หนึ่ง
เธอพอจะจำได้ลางๆ
ลูกสาวคนโตของป้าใหญ่ อายุมากกว่าเธอ 1 ปี ปีนี้ก็ 24 แล้ว
แต่แว่วๆ ว่ากำลังจะออกเรือนไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?!
หยวนเซียงอ้าปากทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง
แต่ชิวเหลียนกลับเดินกอดอกออกมาขัดจังหวะเสียก่อน
เธอเหลือบตามองหยวนเซียงด้วยหางตา น้ำเสียงแฝงความสะใจ “น้องสะใภ้เล็กยังไม่รู้เรื่องสินะ ว่าลูกพี่ลูกน้องของเธอน่ะโดนผู้ชายถอนหมั้น กลายเป็นสาวแก่ไม่มีใครเอาแล้ว”
ชิวเหลียนกวาดตามองหยวนเซียงด้วยความรังเกียจ เปิดฉากสาดเสียเทเสียอย่างไม่ไว้หน้า แถมยังเสี้ยมให้คนอื่นเกลียดชังอีก
“จะว่าไป อายุอานามก็ปาไป 24 แล้วไม่ใช่เหรอ ดูอย่างเจาเจาสิ อายุน้อยกว่าตั้งเยอะ ยังมีลูกตั้ง 4 คนแล้ว เธอน่ะสิ ยังหาผัวไม่ได้เลย ต่างกันลิบลับเลยนะ แหมๆ”
“ทำตัวขายขี้หน้าที่หมู่บ้านตัวเองแล้วยังไม่พอ ยังจะมีหน้ามาที่กองพลการผลิตของเราอีก รู้ตัวไหมว่าตั้งแต่เธอมาเนี่ย มีคนแวะเวียนมาถามไถ่เรื่องของเธอไม่หยุด จนตอนนี้ชาวบ้านเขาเอาบ้านเราไปนินทาหัวเราะเยาะกันหมดแล้ว”
เธอรัวคำพูดใส่ไม่ยั้ง ไม่เปิดโอกาสให้ใครได้ทันตั้งตัว
บรรยากาศในบ้านเงียบกริบลงทันที
หลินเจาสัมผัสได้ถึงร่างกายของหยวนเซียงที่แข็งทื่อ และสีหน้าอับอายขายหน้าของเธอ
“แล้วพี่สะใภ้รองกลับไปบ้านพ่อแม่มา เป็นไงบ้างคะ สบายดีไหม” หลินเจาเปลี่ยนเรื่องคุยทันควัน
แววตาของเธอเย็นเยียบเจือความเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
“ดูเหมือนพี่จะผอมลง แถมยังคล้ำขึ้นด้วยนะ เป็นคนขี้ระแวง คิดว่าคนอื่นนินทาลับหลังอยู่เรื่อย สงสัยกลับบ้านไปก็คงโดนเขาพูดถึงเหมือนกันสินะคะ ถึงได้อยู่ได้ไม่กี่วันก็ต้องรีบแจ้นกลับมา”
เธอเกลียดที่สุดเลยพวกที่ชอบเอาปมด้อยของคนอื่นมาเหยียบย่ำซ้ำเติมเนี่ย เจอแบบนี้ต้องตอกกลับให้หน้าหงาย!
ใบหน้าของชิวเหลียนดำทะมึนขึ้นมาทันที
ก็มันจริงทุกคำเลยน่ะสิ!
แต่ต่อหน้าแม่สามีที่น่าเกรงขาม จะอ้าปากด่าก็ไม่กล้า จะเดินหนีกลับเข้าห้องก็กลัวจะชวดของที่หลินเจาเอามาฝาก เลยจำใจต้องยืนทนกล้ำกลืนความโกรธต่อไป
หน้าด้านจริงๆ!
หลินเจาไม่เสียเวลาสนใจ หันไปหาหยวนเซียงด้วยสีหน้าที่อ่อนโยนลง “พี่เซียงเซียงคะ บ้านนี้พ่อกับแม่ฉันเป็นคนดูแล ส่วนฉันกับพวกพี่ชายก็ยินดีต้อนรับพี่เสมอ คำพูดพล่อยๆ ไม่ได้เรื่องได้ราว ก็อย่าไปเก็บมาใส่ใจเลยนะคะ”
เฉินอวี่ตีแขนน้องสามีเบาๆ อย่างสนิทสนม พลางแกล้งบ่น “อ้าว เจาเจา นี่เท่ากับว่าพี่ไม่มีปากมีเสียงอะไรเลยสิ”
“อุ๊ย ขอโทษค่ะพี่สะใภ้ใหญ่ พอดีหนูลืมพี่ไปเลย ฮ่าๆๆ” หลินเจาหัวเราะกลบเกลื่อน
หลินเจาเหลือบมองไปที่ท้องของพี่สะใภ้ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “พี่สะใภ้ใหญ่ ช่วงนี้เป็นไงบ้างคะ? ฉันเอาพุทราจีนกับน้ำตาลทรายแดงมาฝาก พี่เอาไว้กินบำรุงวันเว้นวันนะ รับรองว่าคลอดน้องออกมาปลอดภัยแข็งแรงแน่นอน”
หลินซื่อชางยิ้มกว้าง “เจาเจานี่ช่างใส่ใจจริงๆ ไม่กี่วันก่อนพี่สะใภ้ของเธอเขาเวียนหัว ไปหาหมอมา หมอก็บอกให้หาอะไรบำรุง ของที่น้องเอามานี่ได้ใช้พอดีเลย”
พอได้ยินแบบนั้น หลินเจาก็หันไปถลึงตาใส่พี่ชายตัวเอง ทำเสียงดุ “พี่ใหญ่! แล้วทำไมพี่ไม่ไปหาฉันล่ะ นี่เห็นฉันเป็นคนนอก ไม่นับว่าเป็นน้องสาวแท้ๆ แล้วใช่ไหม!?”
เฉินอวี่เห็นสามีโดนน้องสาวตัวเองดุจนยืนงงเป็นไก่ตาแตก ก็รีบออกโรงปกป้อง
“เจาเจา เธอเข้าใจพี่ชายผิดแล้วนะ จริงๆ เราว่าจะไปหาเธออีกสัก 2 วันนี่แหละ”
เท่านั้นแหละ ความโกรธบนใบหน้าของหลินเจาก็หายวับไปกับตา พลิกอารมณ์เร็วยิ่งกว่าเปลี่ยนหน้ากาก
“ก็ได้ค่ะ ฉันทำงานอยู่ที่สหกรณ์ฯ ของที่พวกพี่หาซื้อยากๆ น่ะ สำหรับฉันแล้วเรื่องจิ๊บๆ ถ้าต้องการอะไรก็แค่ส่งข่าวมาบอก”
เอ้อร์ไจ่ที่ฟังอยู่ก็เลียนแบบเป็นนกแก้ว ชูมือเล็กๆ ขึ้นแล้วพูดว่า “จิ๊บๆ”
“เจ้ากู้เอ้อร์ไจ่ หัดพูดเลียนแบบผู้ใหญ่อีกแล้วนะ” หลินเจาเอื้อมนิ้วไปดีดจมูกลูกชายเบาๆ อย่างมันเขี้ยว
เจ้าเด็กขี้อ้อนรีบเข้าไปคลอเคลียแม่พลางหัวเราะคิกคักน่าเอ็นดู
ในขณะที่ชิวเหลียนซึ่งยืนรอมาตั้งนาน ยังไม่ได้ยินน้องสะใภ้พูดสักแอะว่าจะซื้ออะไรมาฝากตัวเองบ้าง ก็โกรธจนหน้าเบี้ยว ได้แต่แอบไปสุมไฟแค้นอยู่ในมุมมืดเงียบๆ
…ยัยหลินเจานี่มันพวกมองคนแต่เปลือกจริงๆ! เห็นว่าเธอไม่ได้คลอดลูกชายให้บ้านนี้ เลยไม่แม้แต่จะซื้อลูกอมมาฝากสักเม็ด ขี้งกชะมัด!!
แน่นอนว่าอารมณ์ของตัวป่วนประจำบ้านไม่มีใครใส่ใจหรอก
…
ความกระอักกระอ่วนบนใบหน้าของหยวนเซียงค่อยๆ จางหายไป เธอมองลูกพี่ลูกน้องด้วยสายตาซาบซึ้งใจ ความอบอุ่นแล่นกลับสู่ร่างกายที่เคยเย็นเฉียบอีกครั้ง
“เจาเจา ขอบใจนะ”
“ตอนแรกพี่ก็ไม่อยากมาบ้านน้าหรอก แต่คนที่หมู่บ้านพูดจาได้แย่มาก แม่กลัวว่าพี่จะคิดสั้น เลยขอร้องให้พี่มาหลบที่นี่ก่อน พี่เลยต้องหอบเสบียงมาด้วย” คนบ้านน้าชายใจดีทุกคน ยกเว้นก็แต่พี่สะใภ้รองที่ปากคอเราะราย แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก ทนๆ ไปเดี๋ยวก็ชิน
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่” หลินเจาโบกมือ
หยวนเซียงส่งยิ้มจริงใจให้ ก่อนจะยกกะละมังผ้าเดินไปหลังบ้านเพื่อตากผ้า
“แม่คะ มันเรื่องอะไรกันเหรอ” หลินเจาขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้แม่หลินแล้วกระซิบถาม “หนูจำได้ลางๆ ว่าแม่เคยบอกว่าพี่เซียงเซียงใกล้จะแต่งงานแล้วไม่ใช่เหรอคะ”
พอเห็นแม่ขยับ เอ้อร์ไจ่ก็รีบลากเก้าอี้ตัวจิ๋วของตัวเองตามมาติดๆ ต้าไจ่ก็ไม่น้อยหน้า ตามมาสมทบพร้อมกับส่งยิ้มเขินๆ
กู้เฉิงหวยเห็นแล้วก็ได้แต่หัวเราะอย่างจนใจ เขาช้อนตัวสี่ไจ่ที่ทำท่าจะเอาอย่างพี่ๆ ขึ้นมานั่งบนตัก “ลูกจะไปผสมโรงกับเขาทำไม ฟังรู้เรื่องหรือไงเรา”
สี่ไจ่เงยหน้าแป๋วแหววอมชมพูขึ้นมายิ้มให้พ่ออย่างบริสุทธิ์ไร้เดียงสาจนคนมองใจละลาย
หนูน้อยไม่ได้งอแง แค่ซบศีรษะเล็กๆ ลงบนอกพ่อ ดวงตาหยีลงจนเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
ยังไม่ทันที่ใครจะได้ตอบคำถามของหลินเจา หลินสี่เป่าก็รีบยกเก้าอี้มาตั้งตรงหน้าอาของเธอแล้วประกาศก้อง “คุณอา หนูรู้ค่ะ”
“ว่ามาสิ มันเรื่องอะไรกัน”
หลินสี่เป่าทำท่าเหมือนกุมความลับสุดยอด แถมยังดูตื่นเต้นสุดๆ “คู่หมั้นเตี้ยม่อต้อของน้าเซียงน่ะสิคะ ไปติดใจผู้หญิงคนอื่น เลยอยากจะถอนหมั้น แต่ตัวเองไม่อยากเสียชื่อ ก็เลยเที่ยวไปปล่อยข่าวเสียๆ หายๆ ว่าน้าเซียงแก่แล้วแถมยังเป็นยัยสำส่อนอีก ทำให้น้าเซียงเสียชื่อเสียงจนอยู่ที่หมู่บ้านตัวเองไม่ได้ ต้องมาหลบอยู่ที่บ้านเรานี่แหละค่ะ”
เฉินอวี่สะใภ้ใหญ่ถึงกับหน้ามืดจะเป็นลม คนที่ปกติจะใจเย็นเป็นน้ำถึงกับโกรธจนกัดฟันกรอด “หลินสี่เป่า!”
“ลูกไปฟังเรื่องแบบนี้มาจากไหนกันหา?! ตัวก็แค่นี้ทำไมปากเปราะขนาดนี้”
แถมยังไปว่าคู่หมั้นเขาเตี้ยม่อต้ออีก นี่เธอจะโกรธจนหัวเราะออกมาแล้วนะ!
สี่เป่ารีบหดคอหลบอยู่หลังคุณอา ส่งสายตาขอความช่วยเหลือ
หลินเจาลูบผมที่ชี้ฟูของหลานสาวเบาๆ แล้วช่วยพูดไกล่เกลี่ย “พี่สะใภ้ใหญ่คะ สี่เป่าเขารู้กาลเทศะน่า เขาพูดแค่ต่อหน้าคนในบ้าน ไม่เอาไปพูดข้างนอกหรอกเนอะ”
“ใช่ๆๆ” สี่เป่าพยักหน้าหงึกๆ พลางมองไปที่ท้องป่องๆ ของแม่แล้วพูดอย่างหวังดี “แม่ อย่าโมโหสิคะ อย่าตะโกนเสียงดังด้วย เดี๋ยวคลอดน้องออกมา น้องจะนิสัยขี้โมโหแถมเสียงดังเหมือนแม่นะ”
เฉินอวี่ถึงกับสูดหายใจลึก
หลินเจารีบเอามือปิดปากหลานสาวตัวดี “สี่เป่า พอแล้วๆ ดูสิทำเอาแม่โกรธใหญ่แล้ว”
จากนั้นก็หันไปปลอบพี่สะใภ้ “พี่สะใภ้ใหญ่ อย่าโกรธเลยนะคะ ใจเย็นๆ เดี๋ยวจะกระทบกระเทือนถึงเจ้าตัวเล็กในท้อง ฉันจะจัดการสี่เป่าเอง”
“แม่คะ หนูจะเชื่อฟังคุณอาค่ะ” สี่เป่าเชิดคางขึ้น ดวงตาเปล่งประกายจ้องมองอาของเธอราวกับเป็นวีรสตรีในดวงใจ คุณอาของเธอสวย พูดอะไรก็ถูกหมด เธอจะเชื่อฟังทุกอย่างเลย
[จบบท]