บทที่ 160: สู่ขอ (2/2)
สีหน้าของเด็กน้อยมันฟ้องซะจนไม่ต้องเดา
“หลินสี่เป่า!”
หลินซื่อชางกลัวว่าภรรยาจะโกรธจนล้มป่วย เลยรีบประคองเฉินอวี่กลับห้องนอนไป แยกแม่ลูกออกจากกันสักพัก
พอพี่ชายกับพี่สะใภ้เดินจากไป หลินเจาก็เอื้อมมือไปหยิกแก้มยุ้ยๆ ของหลานสาวตัวแสบ “แล้วเราน่ะ ไปฟังเรื่องพวกนี้มาจากไหนกันหา”
สี่เป่าได้แต่กะพริบตาปริบๆ
แต่แล้วหลินเจิงก็เป็นคนชี้เป้า “พี่สี่เป่าแอบเข้าไปอยู่ในตะกร้าแล้วแอบฟังค่ะ”
สี่เป่ารีบยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเองทันที เหลือไว้เพียงดวงตาใสแป๋วที่แอบชำเลืองมองคุณอา
“ตะกร้า?” หลินเจาทวนคำอย่างสงสัย “ตะกร้าที่ไหนกัน”
“ตะกร้าไม้ไผ่ใบใหญ่ที่อยู่ตรงมุมห้องครัวน่ะสิคะ พี่เขาก็ซ่อนอยู่ในนั้นแหละ” หลินเจิงยิ้มอย่างมีเลศนัย แต่ปากก็ยังคงทำหน้าที่อย่างดีเยี่ยม “แต่พี่เขาดันส่งเสียงดังออกมา เกือบโดนย่าเอาไม้ฟาดหัวเอาแน่ะค่ะ”
“ตอนโดนจับได้ตัวแข็งทื่อ ขยับไม่ได้เลย ต้องให้ลุงใหญ่มาอุ้มกลับห้อง”
หลินเซวียนที่ฟังอยู่ก็ยิ้มจนตาหยี พยายามกลั้นหัวเราะจนตัวสั่น
“สี่เป่า แล้วหนูเข้าไปซ่อนในตะกร้าทำไมล่ะ” หลินเจาถามอย่างนึกขัน
“เราเล่นซ่อนหากันอยู่ค่ะ หนูเข้าไปซ่อนในนั้น แล้วเผลอหลับไปเฉยเลย” สี่เป่ารู้สึกอายจนต้องพูดเสียงอู้อี้ผ่านอุ้งมือ ไม่กล้าสู้หน้า
เธอเขยิบเข้าไปกระซิบข้างหูอาสาว “คุณอาคะ หนูแอบอยู่ในนั้น ไม่มีใครหาหนูเจอเลยนะ”
“…ก็เลยรอจนหลับไปเลยว่างั้น!” หลินเจาถึงกับพูดไม่ออก “ให้มันได้อย่างนี้สิเรา”
สี่เป่าฉีกยิ้มกว้างเป็นดอกทานตะวัน “แน่นอนอยู่แล้ว หนูเป็นนักเล่นตัวยงเลยนะ พวกพี่ๆ น้องๆ ในกองพลการผลิตชอบเล่นกับหนูทุกคน”
เธอเป็นเด็กที่ร่าเริงสดใส แถมยังรักพวกพ้อง เหมือนพระอาทิตย์ดวงน้อยๆ ที่ใครๆ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างก็เอ็นดู
หลินเจาหยิบลูกขนไก่ออกมาอันหนึ่ง ยื่นส่งให้หลานสาว “เอ้านี่ สำหรับสี่เป่า นักเล่นตัวยง”
ดวงตาของสี่เป่าลุกวาว “ว้าว! ลูกขนไก่สวยจังเลย ขอบคุณค่ะคุณอา”
“หนูจะเอาไปเล่นกับพี่เซวียนเซวียนแล้วก็เจิงเจิงด้วย”
พูดจบก็วิ่งไปชวนพี่น้องอีกสองคนไปเล่นกันที่ลานหน้าบ้านทันที
พอจัดการกับเด็กๆ เรียบร้อย หลินเจาถึงมีเวลาโชว์ของขวัญที่กู้เฉิงหวยตั้งใจเตรียมมาให้พ่อกับแม่ของเธอ
“พ่อคะแม่คะ ของทั้งหมดนี่ลูกเขยแม่เตรียมมาให้เลยนะ หนูดูแล้วมีแต่ของดีๆ มีประโยชน์ทั้งนั้น แม่เก็บเอาไว้ใช้กับพ่อนะคะ”
แม่หลินลูบคลำหนังสัตว์ผืนใหญ่ยักษ์ ไม่ค่อยจะได้เห็นของแบบนี้บ่อยนัก นี่มันหนังหมีรึเปล่า “หนังสัตว์ผืนใหญ่ขนาดนี้ ไปหามาจากไหนกัน”
กู้เฉิงหวยนั่งหลังตรงแหน่ว ตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “เพื่อนทหารของผมให้มาครับ ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย คุณแม่ไม่ต้องกังวล”
“เรื่องที่เธอทำฉันไม่เคยกังวลหรอก” แม่หลินกล่าว “หนังสัตว์ผืนนี้พ่อของเธอคงได้ใช้ตอนหน้าหนาวพอดี ถือว่าเธอใส่ใจมาก”
“ไม่ใช่แค่หนังสัตว์นะคะ ยังมีโสมป่าด้วย” หลินเจาพูดเสริมขึ้นมาอย่างนุ่มนวล
เธอหันไปมองพ่อของตัวเองด้วยสายตาเป็นห่วงปนออดอ้อน “พ่อคะ โสมป่าน่าจะดีต่อสุขภาพของพ่อใช่ไหมคะ”
หลินเฮ่อหลิงยิ้มจนปรากฏริ้วรอยที่หางตา ซึ่งไม่เพียงไม่ทำให้ความสุภาพอ่อนโยนของเขาลดลง แต่กลับเสริมให้ดูสง่างามและเยือกเย็นขึ้นไปอีก
“ดีสิจ๊ะ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเนิบนาบเป็นเอกลักษณ์
“ต้องขอบคุณเฉิงหวยแล้วล่ะ”
กู้เฉิงหวยตอบกลับอย่างสุขุม “พ่อไม่ต้องเกรงใจผมครับ นี่เป็นสิ่งที่ผมควรทำอยู่แล้ว”
หลินเจายังคงสาธยายต่อ “แม่คะ ผ้าผืนนี้สำหรับแม่ ส่วนเหล้ากับบุหรี่นี่ของพี่ใหญ่กับพี่รองค่ะ”
ทันใดนั้นก็มีเสียงเจือรอยยิ้มดังขึ้นจากข้างหลัง “บุหรี่ก้นกรองเหรอ? ให้ฉันกับพี่ใหญ่เหรอ?”
เป็นหลินซื่อเซิ่ง พี่ชายคนรองของเธอนั่นเอง
หลินเจาหันขวับไปเจอกับรอยยิ้มของพี่ชาย “ใช่แล้ว กู้เฉิงหวยเขาบอกมา”
หลินซื่อเซิ่งเดินเข้ามาตบไหล่น้องเขยปุๆ “ขอบใจมากนะเฉิงหวย พี่ดูคนไม่ผิดจริงๆ”
ไม่เสียแรงที่ตอนแรกลงคะแนนสนับสนุนเต็มที่
แม่หลินขี้เกียจจะมานั่งแบ่งให้ เลยยัดถุงทั้งใบใส่มือลูกชายคนรอง “พวกแกไปจัดการแบ่งกันเองก็แล้วกัน”
“ได้เลยครับแม่” หลินซื่อเซิ่งตอบรับอย่างอารมณ์ดี
เขาวางถุงของไว้ข้างตัวก่อน
แล้วหันมาถามน้องสาว “เจาเจา บ้านของเธอเริ่มลงมือสร้างแล้วใช่ไหม พี่กะว่าจะไปดูอยู่พอดีเลย”
“ส่วนที่ต้องรื้อก็รื้อหมดแล้วครับ พรุ่งนี้จะเริ่มลงมือก่อสร้าง” กู้เฉิงหวยเป็นคนตอบ
หลินซื่อเซิ่งพยักหน้ารับ “เยี่ยมเลย งั้นพรุ่งนี้เช้าฉันกับพี่ใหญ่จะเข้าไปช่วย”
เมื่อเห็นว่าเย็นมากแล้ว แม่หลินกับเฉินอวี่ก็พากันเข้าครัวไปเตรียมอาหารเย็น หลินเจาจึงเดินตามเข้าไปด้วย
“แม่คะ หนูมาช่วย”
แม่หลินเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง สายตาของเธอนิ่งสงบราวกับอ่านใจได้ทะลุปรุโปร่ง “แม่รู้ทันหรอกน่า เธออยากจะถามเรื่องของพี่เซียงเซียงใช่ไหมล่ะ”
หลินเจาไม่ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหา
“เห็นไหมล่ะ แม่บอกแล้วว่าสี่เป่าเหมือนอาของเขาไม่มีผิด” แม่หลินพูดอย่างมีชัย
สี่เป่าที่แอบฟังอยู่เกาะขอบประตู โผล่แค่หัวกลมๆ เข้ามา “เหมือนคุณอาน่ะดีแล้วค่ะ หนูชอบเหมือนคุณอา ถ้าหน้าตาเหมือนคุณอาได้ด้วยก็จะดีมากเลย”
พูดจบก็หดหัวกลับไป วิ่งจู๊ดหายไปเลย
เฉินอวี่: “…”
“แม่คะ แล้วเรื่องงานแต่งของพี่เซียงเซียงทำไมอยู่ๆ ถึงล่มไปได้ล่ะคะ” หลินเจาซักต่ออย่างไม่เข้าใจ “ไหนว่ากำลังจะเตรียมงานแต่งแล้วไม่ใช่เหรอ พี่เขารอผู้ชายคนนั้นมาตั้งหลายปี จบกันง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ”
แม่หลินล้างแตงกวาอย่างคล่องแคล่วก่อนจะส่งให้ลูกสะใภ้คนโตจัดการหั่น
“ฝ่ายชายยอมจ่ายค่าเสียหายมา 200 หยวน เรื่องก็จบลงด้วยดี”
หลินเจาขมวดคิ้วมุ่น “แค่นี้น่ะเหรอคะ”
“นี่ไม่น้อยแล้วนะ ครอบครัวธรรมดาๆ ต้องอดมื้อกินมื้อ 2 ปีถึงจะเก็บเงินได้ 200 หยวน” แม่หลินบ่นที่ลูกสาวทำอะไรชักช้า เลยไล่ให้ไปพักแล้วตัวเองก็นั่งลงจุดไฟเตาแทน
แต่ปากก็ยังไม่วายอธิบายให้ลูกสาวฟังต่อ
“ป้าใหญ่ของลูกบอกว่า ดีซะอีกที่ได้เห็นธาตุแท้ของบ้านนั้นก่อนแต่งงาน ไม่งั้นพี่เซียงเซียงแต่งเข้าไปก็มีแต่จะช้ำใจ”
“เขาตั้งใจจะเก็บเงิน 200 หยวนนั่นไว้เป็นสินเจ้าสาวให้พี่เซียงเซียงของเธอ พอเรื่องซาลงแล้วค่อยหาคนดีๆ ให้ใหม่”
ทันใดนั้น ต้าไจ่ก็ยกเก้าอี้ไม้ตัวเล็กมาให้ ส่วนเอ้อร์ไจ่ถือพัดใบกล้วยเดินตามมา
“แม่นั่งครับ” ต้าไจ่บอก
เอ้อร์ไจ่รีบประจบ “แม่ครับ พัดครับ”
หลินเจานั่งลงอย่างสบายอารมณ์ รับพัดมาพัดเบาๆ “ขอบใจนะลูกรัก ไปเล่นกันต่อเถอะ”
“แม่มีอะไรเรียกพวกเรานะครับ” ต้าไจ่พูดจบก็จูงมือน้องชายเดินจากไป
เฉินอวี่ที่กำลังสับผักอยู่บนเขียงอดชื่นชมไม่ได้ “เจาเจา ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่น่ารักจริงๆ เลย เธอสอนลูกยังไงเนี่ย” น้ำเสียงของเธอเจือแววอิจฉาอย่างปิดไม่มิด
“ไม่ได้สอนอะไรเป็นพิเศษเลยค่ะ เขาเป็นเด็กดีของเขาเอง” หลินเจาตอบกลับอย่างไม่ถ่อมตัว
“เฮ้อ เด็กที่รู้ความนี่คงเป็นพรจากสวรรค์จริงๆ” เฉินอวี่ถอนหายใจยาว
พลางลูบท้องที่เริ่มนูนขึ้นมาของตัวเองเบาๆ หวังว่าเจ้าตัวเล็กในท้องจะเป็นเด็กที่รู้ความเหมือนกัน
หลินเจอนึกถึงเรื่องที่พี่หลี่เฟินฝากฝังไว้ได้พอดี เลยเอ่ยขึ้น “แม่คะ ที่สหกรณ์มีพี่ที่ทำงานคนหนึ่ง เขาอยากจะหาสะใภ้ให้น้องชาย บอกว่าจะเป็นคนชนบทก็ได้ค่ะ”
แม่หลินชะงักมือเล็กน้อย ก่อนจะตั้งใจฟังอย่างจริงจัง “ไหนลองเล่ามาสิ”
หลานสาวของเธอทั้งขยันทั้งรู้ความ ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ก็ไม่เคยทำตัวเป็นภาระ ช่วยงานทุกอย่างตั้งแต่ทำสวนผัก ตักน้ำ ซักผ้า หรือแม้แต่ถักเปียให้เด็กๆ
เด็กดีขนาดนี้ เธอก็อยากให้หลานได้ลงเอยกับคนดีๆ
“ผู้ชายขาไม่ค่อยดีค่ะ” หลินเจาเลือกที่จะบอกข้อเสียก่อน
แม่หลินขมวดคิ้ว แต่ก็ยังนิ่งเงียบรอฟังต่อ
“เคยเป็นทหารมาก่อน บาดเจ็บที่ขาก็ได้มาจากสนามรบ ปีนี้อายุ 28 แล้ว มีงานประจำทำ เงินเดือนก็ไม่น้อย มีบ้านพร้อมลานส่วนตัว พ่อแม่เสียหมดแล้ว มีพี่สาวหนึ่งคน น้องสาวหนึ่งคน พี่สาวก็คือพี่ที่ทำงานของหนูเอง แต่งงานไปมีครอบครัวที่ดีแล้ว ส่วนน้องสาวกำลังดูตัวอยู่ ก็ประมาณนี้ค่ะ” หลินเจาร่ายข้อมูลทั้งหมดรวดเดียวจบ
“เงื่อนไขดีขนาดนี้ ทำไมต้องมาหาถึงบ้านนอกล่ะ” แม่หลินถามอย่างไม่ไว้ใจ
“ก็เคยมีคนแนะนำให้หลายคนแล้วค่ะ แต่ไม่สำเร็จสักราย ขาก็ไม่ดี แถมยังไม่มีแม่สามีคอยช่วยดูแลลูกสะใภ้ มันก็หาคนอยากแต่งด้วยยากหน่อย” หลินเจาเองก็เข้าใจดี ก็จริงนะ ถ้าเลือกที่ดีกว่าได้ ใครจะอยากลดสเป็คล่ะ
“อืม แม่เข้าใจแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ป้าใหญ่ของลูกจะมาพอดี แม่จะลองถามความเห็นเขาดูก่อน” แม่หลินเป็นคนมีเหตุมีผล ไม่เคยก้าวก่ายตัดสินใจแทนใคร
“ดีเลยค่ะ พรุ่งนี้หนูก็จะไปคุยกับพี่เฟินด้วย ถ้าทั้งสองฝ่ายสนใจ ก็ค่อยนัดให้มาเจอกัน” หลินเจาพูดอย่างไม่เดือดร้อน
เธอวางตัวเป็นแค่คนกลาง ไม่คิดจะเข้าไปวุ่นวายเรื่องของใครอยู่แล้ว เรื่องอื่น เธอจะไม่เข้าไปยุ่ง
“ตกลงตามนั้น”
หลังจากนั้นแม่หลินกับเฉินอวี่ก็เข้าครัวไปทำอาหาร ส่วนชิวเหลียนพอเห็นว่าไม่มีอะไรให้สอดรู้สอดเห็นแล้ว ก็หมุนตัวกลับเข้าห้องไปทันที ไม่แม้แต่จะเอ่ยปากทักทายหรืออาสาช่วยงาน จนป่านนี้ก็ยังไม่โผล่หน้าออกมา
พอคุยเรื่องหยวนเซียงจบ หลินเจาก็กระซิบถามเรื่องของบ้านรองต่อ
“แม่คะ แล้วพี่รองกับ…”
เธอพูดพลางบุ้ยปากไปทางห้องของบ้านรอง “มันยังไงกันเหรอคะ”
“ใครจะไปรู้ล่ะ แม่ไม่ได้ถาม” แม่หลินตอบปัดๆ เธอถือว่าลูกชายโตจนมีลูกมีเมียแล้ว อะไรควรทำไม่ควรทำ ก็น่าจะคิดเองได้
เฉินอวี่มองซ้ายมองขวา ไม่เห็นน้องรองอยู่แถวนั้น เลยกระซิบเสียงเบา “วันก่อนพี่เห็นน้องรองกลับมาจากข้างนอก สีหน้าดูแย่มากเลย เหมือนมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น”
ดวงตาสีดำขลับของหลินเจาเป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที
หรือว่า… พี่รองเขาจะ…?!
[จบบท]