บทที่ 161: ขี้เหร่จนปวดตา (1/2)
ณ ลานบ้าน
หลินซื่อเซิ่งเดินออกมาจากห้องพ่อแม่พร้อมกับน้ำตาลทรายแดงในมือ แต่พอสบตากับน้องสาวที่ส่งสายตาแปลกๆ มาให้ ก็ได้แต่ยกมือขึ้นลูบหัวตัวเองด้วยความงุนงง
เขาหันไปกระซิบถามกู้เฉิงหวย “เฉิงหวย เจาเจาทำหน้าแบบนั้นหมายความว่าไงวะ”
กู้เฉิงหวยจะไปรู้ได้ยังไง
“พี่รองไม่ลองไปถามดูเองล่ะครับ” เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะโยนเผือกร้อนกลับไปให้แบบเนียนๆ
หลินซื่อเซิ่งรีบทำเป็นหูทวนลมทันที
ไม่ถามเด็ดขาด สังหรณ์ใจว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ
พอเห็นว่าพี่รองทำท่าเลี่ยงที่จะสบตา หลินเจาเลยหันกลับมาคุยกับเฉินอวี่ต่อ พลางกระซิบถามด้วยแววตาเป็นประกาย “พี่สะใภ้ใหญ่คะ เรื่องนี้เกี่ยวกับตระกูลชิวหรือเปล่า”
“น่าจะใช่นะ” เฉินอวี่ส่ายหน้าเมื่อเห็นแววตาอยากรู้อยากเห็นของน้องสามี “แต่รายละเอียดมากกว่านี้พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน คงต้องไปถามพี่รองของเธอดู”
เป็นเรื่องส่วนตัวนี่นา จะไปถามได้ยังไง
หลินเจาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องไปคุยเรื่องการจัดลำดับชั้นทางสังคมของกองพลการผลิตตงเฟิงแทน “แม่คะ หนูได้ยินมาว่าช่วงนี้แต่ละกองพลกำลังมีการจัดลำดับชั้นทางสังคมกันใหม่เหรอคะ”
มือที่กำลังเติมฟืนของแม่หลินชะงักไปเล็กน้อย “ใช่แล้วจ้ะ แล้วทำไมอยู่ๆ ถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะ หรือว่าเฉิงหวยได้ข่าวอะไรมา”
แม่หลินกลัวว่าหลินเจาจะกังวลจึงพูดต่อว่า “เรื่องของพ่อลูกน่ะไม่ต้องห่วง ไม่มีปัญหาแน่ เมื่อวานหลังเลิกงานแม่ไปคุยกับผู้ใหญ่บ้านมาแล้ว เขาจัดการให้เรียบร้อย”
เธอรู้ดีว่าภูมิหลังของสามีเป็นเหมือนระเบิดเวลาที่พร้อมจะทำงานได้ทุกเมื่อ
ดังนั้นเธอจึงคอยสอดส่องความเคลื่อนไหวจากภายนอกอยู่เสมอ
‘ไปคุยมาแล้วตั้งแต่เมื่อวานเลยเหรอ’ หลินเจาพึมพำกับตัวเอง
แสดงว่าแม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว
ในนิยายต้นฉบับ อาจเป็นเพราะเธอตายเร็วเกินไป พ่อก็ตรอมใจล้มป่วย แม่ก็ยุ่งกับเรื่องในบ้านจนไม่มีเวลาสนใจเรื่องการจัดลำดับชั้นทางสังคม ครอบครัวหลินเลยถูกคนไม่หวังดีหาช่องโหว่เล่นงานจนพบกับหายนะ
“แม่คะ ใครเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้ในกองพลของเรา” หลินเจาถามเสียงเย็น
พอคิดถึงหลานๆ อย่างต้าตั้นและสี่เป่าที่ต้องโดนเด็กเกเรในหมู่บ้านแกล้งอยู่เป็น 10 ปีเพียงเพราะพื้นเพของครอบครัวไม่ดี ทำให้เสียช่วงเวลาที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตไปทั้งชีวิตต้องอยู่อย่างลำบาก ถูกคนอื่นดูถูกดูแคลนตลอดเวลา เธอก็ยิ่งเกลียดชังคนพวกนั้นจับใจ!
แม่หลินรู้สึกได้ถึงความผิดปกติของลูกสาว
ปกติหลินเจาไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้เลยสักนิด
“...ตระกูลหลิว”
“แล้วลูกถามทำไม” เธอสังเกตสีหน้าของลูกสาวอย่างระมัดระวัง พร้อมกับยกระดับความสำคัญของเรื่องนี้ในใจให้สูงขึ้นอีกขั้น
หลินเจาไม่คิดจะปิดบัง “แม่ต้องระวังตัวไว้นะคะ หนูห่วงว่าจะมีคนคอยขุดหลุมดักรอเราอยู่”
ถ้าอิงจากในนิยาย ก็มีคนหมั่นไส้ครอบครัวเธอคอยหาทางแทงข้างหลังอยู่จริงๆ แถมทำสำเร็จซะด้วยสิ!
แต่ชาตินี้ ฝันไปเถอะว่าจะทำได้!
แต่ถึงอย่างนั้น...
การมีงูพิษคอยซุ่มรอฉกอยู่ข้างหลังแบบนี้ ยังไงก็ต้องลากคอมันออกมาให้ได้!
ใครจะไปรู้ว่าครั้งหน้ามันจะมาไม้ไหนอีก
แม่หลินรู้ดีว่าหลินเจาไม่เคยพูดอะไรเหลวไหล การที่เธอพูดแบบนี้แสดงว่าต้องมีอะไรในกอไผ่แน่นอน
ในแววตาของเธอปรากฏประกายเย็นเยียบ เผยให้เห็นถึงมาดของอดีตสาวสุดแสบในวัยเยาว์
“ลูกวางใจเถอะ แม่จะระวังตัว”
หลินเจาสบายใจขึ้นเยอะ เธอยิ้มกว้าง “มีแม่อยู่ด้วย หนูก็ไม่กลัวอะไรแล้วค่ะ”
พอเห็นลูกสาวยิ้มได้ แม่หลินก็ยิ้มตามไปด้วย
บทสนทนาเครียดๆ จบลง พร้อมกับกลิ่นหอมกรุ่นของอาหารที่โชยออกมาจากห้องครัว
หลินต้าตั้นกับหลินเอ้อร์ตั้นจมูกไวยิ่งกว่าสุนัข ไม่ต้องรอให้ใครเรียก ก็เข็นจักรยานเข้ามาในบ้านทันทีที่ได้กลิ่นอาหาร
“อาหญิงครับ! พวกเราขี่จักรยานเป็นแล้ว!” หลินต้าตั้นร้องบอกอย่างตื่นเต้นพลางวักน้ำล้างหน้าล้างตาจากเหงื่อที่ไหลโทรมกาย
หลินเอ้อร์ตั้นรีบเสริมทัพ “ใช่ครับอาหญิง! ผมกับพี่ไม่ล้มเลยสักแอะ จักรยานก็ไม่เป็นรอยด้วยนะ”
“เก่งมากจ้ะ! สมแล้วที่เป็นเด็กตระกูลหลิน เรียนรู้อะไรก็ไวจริงๆ” หลินเจาเอ่ยชม
หลินต้าตั้นกับหลินเอ้อร์ตั้นยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่
ขณะเดียวกัน ที่มุมหนึ่งของลานบ้าน หลินเซวียน เด็กสาวหน้าตาสะสวยเงียบขรึม กำลังพาน้องๆ ทั้ง 4 คนไปล้างมือ เธอเป็นเด็กที่ไม่ค่อยพูดค่อยจาและชอบทำงานเงียบๆ อยู่เสมอ
“ต้องล้างหลังมือด้วยนะ” หลินเซวียนพูดเสียงเบา
ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ชอบพี่สาวคนนี้มาก จึงยิ้มกว้างแล้วตอบรับอย่างว่าง่าย “รู้แล้วครับ”
จากนั้นหลินสี่เป่ากับหลินเจิงก็ช่วยกันจัดโต๊ะและวางตะเกียบ ส่วนหยวนเซียงก็ช่วยยกอาหารออกมา ทุกอย่างเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว
ตอนทำงาน ชิวเหลียนแกล้งตายไม่ยอมโผล่หน้าออกมา แต่พอถึงเวลากินข้าว เธอกลับปรากฏตัวขึ้นมาทันที
ทุกคนในลานบ้านต่างพากันหันไปมองเป็นตาเดียว อยากจะรู้จริงๆ ว่าเธอจะหน้าหนาไปได้ถึงไหน
แต่ชิวเหลียนกลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ บิดเอวไปมา มือก็ลูบไล้เปียที่ไหล่ ทำท่าดัดจริตสุดชีวิต
“อาหารเสร็จแล้วเหรอจ๊ะ...”
เธออ้าปากพูดได้แค่นั้นแหละ
“กลับเข้าห้องไป!” หลินซื่อเซิ่งตวาดเสียงเย็น หน้าตาถมึงทึง
การถูกสามีตะคอกใส่ต่อหน้าคนอื่นทำให้ชิวเหลียนทั้งอับอายทั้งโมโหจนหน้าแดงก่ำ “ฉันเป็นลูกสะใภ้ของบ้านนี้นะ ทำไมจะกินข้าวด้วยไม่ได้!”
“หลินซื่อเซิ่ง! คุณมันใจดำอำมหิต! คิดจะปล่อยให้ฉันอดตายรึไง! มานี่เลย! ไปหาผู้ใหญ่บ้านให้ตัดสินกันไปเลยว่าใครถูกใครผิด!” ว่าแล้วก็แกล้งบีบน้ำตา ร้องห่มร้องไห้ทำท่าทางน่าสงสารสุดๆ
“หุบปาก! ถ้ายังไม่หยุดโวยวาย ฉันจะส่งเธอกลับบ้านแม่เดี๋ยวนี้!” หลินซื่อเซิ่งตวาดกลับอย่างหมดความอดทน
หลินเจารีบยกมือขึ้นทันที “พี่รองคะ หนูมีจักรยานนะ!”
น้ำเสียงร่าเริงเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่ นี่มันยุให้รำตำให้รั่วชัดๆ
กู้เฉิงหวยที่ยืนอยู่ข้างหลังรีบเอื้อมแขนมาล็อกคอเธอไว้ มืออีกข้างก็ปิดปากภรรยาตัวป่วน ก่อนจะลากออกมาจากสมรภูมิ
เสียงทุ้มต่ำกระซิบข้างหูหลินเจา พร้อมกับลมหายใจอุ่นชื้นที่เป่ารด
“เจาเจา อย่าปากไวแบบนี้สิ เดี๋ยวคนอื่นเขาจะเก็บไปแค้นเอานะ”
“แค้นก็แค้นไปสิคะ ฉันจะไปกลัวตระกูลชิวทำไม” หลินเจาดึงมือเขาออกแล้วเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ ดวงตาสีดั่งรัตติกาลของเธอทอประกายเจิดจ้า “ตระกูลชิวเป็นญาติฝั่งแม่ของพี่รอง ไม่ใช่ญาติฉันสักหน่อย อย่างมากก็แค่เปิดศึกกันไปเลย!”
“เจาเจา เห็นแก่หน้าพี่รองหน่อยนะ” กู้เฉิงหวยพูดเสียงนุ่ม “อีกอย่าง...ตอนนี้เรายังไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น...อย่างน้อยก็น่าจะรอดูท่าทีของพี่รองก่อนว่าเขาจะเอายังไง จริงไหม รอดูอีกหน่อยนะ”
“ก็ได้ค่ะ” หลินเจายอมฟังแต่โดยดี
จริงๆ แล้วเธอรู้สึกรำคาญชิวเหลียนมาก พอเห็นหน้ายัยนี่ทีไร ก็นึกถึงจุดจบที่น่าเศร้าของพี่รองทุกที อยากจะปรี่เข้าไปตบสัก 10-20 ฉาดให้หายแค้น
“เด็กดี” สีหน้าของกู้เฉิงหวยผ่อนคลายลง
“ไปเลยนะ!” หลินเจาทุบแขนเขาทีหนึ่ง “ฉันไม่ใช่เด็กๆ 4 คนนั้นนะ อย่ามาใช้เสียงแบบที่ใช้โอ๋ลูกกับฉันนะ ระวังจะโดนทุบ”
กู้เฉิงหวยเหลือบมองแขนกำยำของตัวเองที่เพิ่งโดนทุบไปหมาดๆ “คุณทุบไปแล้วนี่”
“...” หลินเจารีบชักมือกลับทันควัน แต่พอสายตาเหลือบไปเห็นสถานการณ์ตรงใจกลางลานบ้านอีกครั้ง เธอก็ยกมือขึ้นนวดแขนให้เขาเบาๆ แทน
แววตาของกู้เฉิงหวยอ่อนโยนลงในทันใด นัยน์ตาสีดำคมปลาบของเขาพลันไหวระริกราวกับผืนน้ำในฤดูใบไม้ผลิ
พอมีคนรักอยู่ข้างกาย ดวงตาก็แอบทรยศร่างกายไปเข้าข้างอีกฝ่ายเสียอย่างนั้น
พอเห็นว่ามีกับข้าวเป็นเนื้อ ชิวเหลียนก็ไม่อยากพลาดโอกาสทองนี้เด็ดขาด เธอกำลังจะทำหน้าหนาเดินไปนั่งที่โต๊ะ แต่หลินซื่อเซิ่งก็เดินเข้ามาขวางไว้ก่อน
ร่างสูงใหญ่ของเขาแผ่รังสีคุกคามออกมาเต็มพิกัด เขาคว้าแขนของชิวเหลียนไว้ด้วยสีหน้าเย็นชา ก่อนจะเหวี่ยงเธอออกไปด้านข้างอย่างไม่ไยดี
“อย่ามาสร้างความรำคาญให้คนในบ้าน กลับห้องไปซะ”
พอนึกถึงเรื่องที่ไปสืบมาจากเพื่อน ในใจของหลินซื่อเซิ่งก็รู้สึกหลากหลายอารมณ์ แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นความรู้สึกโล่งใจเสียมากกว่า ในที่สุดเขาก็กำลังจะหลุดพ้นจากขุมนรกนี้เสียที จะไม่ให้ดีใจได้ยังไง น่าเสียดายที่จับไม่ได้คาหนังคาเขา ไม่อย่างนั้นป่านนี้ยัยนี่คงถูกส่งไปใช้แรงงานในฟาร์มแล้ว!
“ถามว่าทำไมไม่มีข้าวให้กินงั้นเหรอ แล้วได้ทำงานอะไรบ้างไหมล่ะ ได้ช่วยทำกับข้าวหรือเปล่า ไม่ได้ทำอะไรสักอย่างแล้วยังคิดจะกินอีกเหรอ ฝันไปเถอะ!”
ชิวเหลียนเกือบจะล้มคะมำลงกับพื้น แต่ก็ทรงตัวไว้ได้ทัน
เธอแผดเสียงใส่สามี “ที่ฉันไม่ช่วยทำงานน่ะเหรอ ก็ไม่ใช่น้องสาวสุดที่รักของคุณรึไง! เอาพุทราจีนกับน้ำตาลทรายแดงไปประเคนให้พี่สะใภ้ใหญ่ แต่กับฉันที่เป็นพี่สะใภ้รองเนี่ยนะ แม้แต่เปลือกลูกอมสักชิ้นยังไม่เคยให้เลย! แล้วจะให้ฉันไปทำกับข้าวให้ครอบครัวหล่อนกินเพื่ออะไร ฉันไม่ได้ติดหนี้อะไรหล่อนสักหน่อย...”
หลินเจาถึงกับต้องชี้เข้าหาจมูกตัวเองแล้วหันไปมองหน้ากู้เฉิงหวยด้วยสีหน้า
‘อิหยังเนี่ย’
อ้าว! โบ้ยมาที่ฉันเฉย!
กู้เฉิงหวยลูบหัวปลอบใจภรรยาเบาๆ แต่สายตาที่เหลือบไปมองชิวเหลียนนั้นกลับเย็นชาจับใจ
หลินซื่อเซิ่งแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ก่อนจะสวนกลับไปทันควัน “เจาเจาก็ไม่ได้ติดหนี้อะไรเธอเหมือนกัน! นิสัยเห็นแก่ตัวที่เอาเปรียบคนอื่นไม่เลิกราของเธอน่ะ มันน่าเกลียดจนฉันปวดตา!”
“ฉันเป็นพี่สะใภ้รองของยัยนั่นนะ! ที่ยัยนั่นไม่ให้อะไรฉันเลย ก็เท่ากับว่ามันดูถูกคุณที่เป็นพี่รองของมันยังไงล่ะ!” ชิวเหลียนโกรธจนตัวสั่น พยายามยุยงให้พี่น้องแตกคอกัน
“แล้วจะทำไม ฉันยังไม่เดือดร้อนเลยสักนิด แล้วมันไปหนักส่วนไหนของเธอล่ะ” หลินซื่อเซิ่งตอกกลับอย่างสุดจะทน ให้ตายเถอะ! แค่อยากจะกินข้าวเย็นสงบๆ สักมื้อ ทำไมมันยากเย็นขนาดนี้วะ
คนดีเกินไปก็ไม่ดีแบบนี้แหละ
ไม่อย่างนั้นคงไม่โดนตัวหายนะแบบนี้ตามตอแยไม่เลิก
โธ่เว้ย!
คนบ้านหลินคนอื่นๆ ชินชากับความไร้เหตุผลของชิวเหลียนไปนานแล้ว เลยไม่มีใครใส่ใจ ยังคงก้มหน้าก้มตากินข้าวกันต่อไป
มีก็แต่เด็กๆ ทั้ง 4 คนที่ไม่เคยเห็นภาพแบบนี้มาก่อน ดวงตาของพวกเขาเปล่งประกายราวกับดวงดาว สายตาจับจ้องไปที่น้ารองและน้าสะใภ้รองสลับกันไปมา จนลืมกินข้าวไปเลย
เอ้อร์ไจ่ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกใจ
“ดูไปกินไปสิลูก” หลินเจาต้องเอ่ยปากเตือน
เธอสังเกตเห็นว่าพี่รองของเธอไม่มีความรู้สึกอบอุ่นใดๆ ให้กับชิวเหลียนเลยแม้แต่น้อย ในแววตามีแต่ความเบื่อหน่ายรำคาญเต็มไปหมด แต่...มันเหมือนกับว่าเขากำลังอดทนอดกลั้นอะไรบางอย่างอยู่ ทำไมกันนะ หรือว่า...กำลังรอจังหวะเผด็จศึกในครั้งเดียว!?
ในใจของหลินเจาเต็มไปด้วยทฤษฎีสมคบคิดมากมาย
กู้เฉิงหวยเห็นสีหน้าอยากรู้อยากเห็นจนออกนอกหน้าของภรรยา ก็บีบมือเธอเบาๆ แล้วกระซิบเตือน “...เก็บอาการหน่อย”
“อ้อ” หลินเจากระแอมเบาๆ พยายามเก็บสีหน้าอยากรู้อยากเห็นของตัวเองให้มิด แต่ในใจนี่คืออยากรู้จนตัวสั่นไปหมดแล้ว!
หลินซื่อเซิ่งเห็นว่าชิวเหลียนยอมสงบศึกแล้ว ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วนั่งลงกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย
หอมชื่นใจจริงๆ
บนโต๊ะอาหารเหลือที่ว่างเพียงที่เดียว ซึ่งอยู่ข้างๆ แม่หลิน
ชิวเหลียนกล้าอาละวาดใส่แค่หลินซื่อเซิ่ง แต่ไม่กล้าหือกับแม่สามีที่แสนดุร้ายคนนี้เด็ดขาด นี่มันแม่เสือที่เคยฆ่าโจรมาแล้วนะ! ขืนโดนตบสักฉาด มีหวังได้หมุนเป็นลูกข่างอยู่ตรงนั้นแน่
เธอได้แต่ลูบท้องที่ว่างเปล่าของตัวเอง แล้วหันไปมองลูกสาวทั้งสอง หลินเซวียนกับหลินเจิง หวังว่าพวกเธอจะเหลือเนื้อไว้ให้เธอบ้าง
วันนี้มีกับข้าวเป็นเนื้อ กลิ่นหอมยั่วน้ำลายจนแทบจะไหลลงไปถึงปลายเท้า เธอไม่ได้ลิ้มรสชาติของเนื้อมานานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ ตอนอยู่ที่บ้านแม่แท้ๆ แม้แต่ไข่สักฟองยังไม่มีสิทธิ์ได้กิน ในท้องไม่มีน้ำมันตกถึงเลยสักหยด
ถึงอย่างนั้น ชิวเหลียนก็ไม่เคยโทษพ่อแม่ตัวเอง เธอเข้าใจดีว่าที่บ้านยากจน ไข่ไก่ต้องเก็บไว้ให้น้องชายกินถึงจะถูกแล้ว เพราะน้องชายของเธอเป็นผู้ชาย ต้องทำหน้าที่สืบสกุลต่อไป
หลินเซวียนกับหลินเจิงเอาแต่ก้มหน้าก้มตากินข้าว ไม่แม้แต่จะชายตามองเธอเลยสักนิด
ชิวเหลียนได้แต่ด่าพวกเธอในใจ ‘นังลูกไม่รักดี พวกนี้มันพึ่งพาอะไรไม่ได้เลยจริงๆ!’
เธอหน้าเสีย เดินกลับเข้าไปในห้องครัวอย่างหงอยๆ คิดจะย่างมันเทศกิน แต่กลับพบว่าไฟในเตาดับไปแล้ว
ด้วยความโมโห เธอจึงทำข้าวของเสียงดังโครมครามจนเสียงดังลั่นไปถึงลานบ้าน
แม่หลินจึงเอ่ยปากเตือนเสียงเย็น “สะใภ้รอง ถ้าทำชามแตกแม้แต่ใบเดียว บ้านแม่ของเธอต้องชดใช้คืนมานะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชิวเหลียนถึงกับมือสั่น ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความโกรธ แต่ก็ไม่กล้าหืออีกต่อไป ทำอะไรก็เบามือลงเยอะ
ไม่มีใครในบ้านหลินสนใจเธออีก ทุกคนนั่งล้อมวงกินข้าวกันอย่างมีความสุข บรรยากาศบนโต๊ะอาหารอบอุ่นและชื่นมื่น
เป็นครั้งแรกที่คนบ้านหลินได้เห็นมุมหวานเลี่ยนของลูกเขย (และน้องเขย) คนนี้แบบเต็มๆ ตา
“เจาเจา ซดน้ำซุปหน่อยสิ”
“คุณครับ คุณชอบกินหมูผัดพริกฝีมือแม่ไม่ใช่เหรอ ผมเลือกหมูสามชั้นออกให้หมดแล้ว เหลือแต่เนื้อแดงล้วนๆ เลยนะ กินเยอะๆ สิ”
กู้เฉิงหวยดูแลเอาใจใส่เธออย่างดีและอดทนทุกฝีก้าว หวานจนแทบจะป้อนข้าวเข้าปากภรรยาสุดที่รักอยู่แล้ว
[จบบท]