บทที่ 162: ขี้เหร่จนปวดตา (2/2)
แต่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรเลยสักนิด ปล่อยให้คนอื่นทำหน้าเหมือนปวดฟันเกร็งไปเอง เพราะไม่เคยเจอบรรยากาศแบบนี้
สำหรับต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่แล้ว ภาพนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยสักนิด การดูแลแม่เป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว สองหนุ่มน้อยไม่เพียงแต่ไม่แปลกใจ แต่ยังเลียนแบบพ่อของตัวเอง คีบกับข้าวให้แม่อีกด้วย “แม่ครับ กินไข่สิครับ ไข่อร่อยนะ”
หลินเจายิ้มจนตาหยี ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ “ขอบใจนะจ๊ะ ต้าไจ่เอ้อร์ไจ่”
ฟากซานไจ่ก็ไม่น้อยหน้า เขาใช้ช้อนไม้คันจิ๋วตักไข่ตุ๋นส่งไปจ่อที่ปากแม่ พร้อมกับพูดด้วยใบหน้าเรียบนิ่งว่า “แม่กินครับ”
หลินเจาอ้าปากรับไข่ตุ๋นจากลูกชายโดยไม่แสดงท่าทีรังเกียจแม้แต่น้อย “ขอบใจนะจ๊ะซานไจ่” เธอบอกลูกชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ดวงตาสีดำขลับของซานไจ่ทอประกายสดใสรับคำขอบคุณ
พอเห็นพี่ๆ ป้อนแม่ ซื่อไจ่ก็อยากจะทำบ้าง แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ ก็ถูกมือใหญ่ๆ ของพ่อกดไหล่เอาไว้เสียก่อน กู้เฉิงหวยพูดกับลูกสาวด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะว่า “อยู่นิ่งๆ เลยนะตัวยุ่ง เดี๋ยวทำเลอะกระโปรงแม่ ระวังจะโดนตีนะ”
แต่เจ้าตัวเล็กไหนเลยจะรู้ว่าพ่อหวังดี เธอดิ้นขลุกขลักสุดแรงเกิด แต่ก็สู้แรงพ่อไม่ได้ จนใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำด้วยความโมโห แต่ถึงจะโกรธแค่ไหนก็ไม่ร้องโวยวาย ทำได้แค่พองลมเข้าแก้มป่องๆ แล้วบ่นอุบอิบด้วยเสียงนุ่มนิ่มว่า “ใจร้าย พ่อใจร้าย”
ความน่ารักของซื่อไจ่กระแทกเข้าที่หัวใจของหลินสี่เป่าเต็มๆ เธอวางตะเกียบแล้วยื่นหน้าเข้าไปหอมแก้มยุ้ยๆ นั่นฟอดใหญ่
ซื่อไจ่ตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ขนตางอนยาวกะพริบปริบๆ จ้องมองหน้าพี่สาวคนสวยที่เธอไม่ค่อยคุ้นหน้าเท่าไหร่ด้วยความงุนงง
ในขณะที่ทุกคนคิดว่าเจ้าตัวเล็กจะต้องร้องจ้าออกมาแน่ๆ แต่ผิดคาด ซื่อไจ่กลับไม่ร้องไห้ แถมยังส่งยิ้มหวานเจี๊ยบให้หลินสี่เป่า แล้วยื่นแก้มอีกข้างไปให้ด้วย
“อาคะ ซื่อไจ่ ให้หนูหอมอีกเหรอคะ” หลินสี่เป่าที่ปกติใจกล้าถึงกับพูดติดอ่างด้วยความตกใจ ตอนแรกนึกว่าจะโดนอาละวาดใส่ซะแล้ว
“ใช่จ้ะ” หลินเจาขำกับท่าทางของหลานสาวจนตัวงอ กู้เฉิงหวยต้องเอามือมาวางบนไหล่บางๆ ของเธอเพื่อช่วยพยุงไว้
เมื่อได้รับอนุญาต หลินสี่เป่าก็จัดการหอมแก้มซื่อไจ่อีกฟอดอย่างมีความสุข หัวใจของคนคลั่งรักเด็กน่ารักได้รับการเติมเต็มจนยิ้มแก้มปริ
“อาคะ ซื่อไจ่น่ารักที่สุดเลยค่ะ”
หลินเจาเลิกคิ้วมองหลานสาวพลางพูดเป็นนัยว่า “ตอนอายุเท่านี้ หนูก็น่ารักแบบนี้แหละ”
แต่หลินสี่เป่ากลับไม่เข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ นึกว่าอาชมตัวเองจริงๆ ก็เลยยิ้มร่าด้วยความดีใจ
“อาคะ ชุดกับกิ๊บของซื่อไจ่สวยจังเลยค่ะ อาซื้อให้เหรอคะ” หลินสี่เป่าถามต่อ
“เปล่าจ้ะ อาเขยของหนูเป็นคนซื้อให้” หลินเจาตอบ
พอนึกถึงเสื้อผ้าที่เตรียมมาด้วย เธอก็พูดต่อว่า “อาเอาเสื้อผ้าเก่ามาด้วยสองสามชุด เดี๋ยวให้แม่ของหนูแก้ให้นะ”
คำพูดของอาทำให้ดวงตาของหลินสี่เป่าลุกวาวเป็นประกาย เธอเลิกสนใจอาหารตรงหน้าทันที แล้ววิ่งกลับมาเกาะคอหลินเจาพร้อมกับเขย่าไปมาเหมือนลูกนกตัวน้อย “อาคะ อาใจดีที่สุดในโลกเลย อาเป็นอาแท้ๆ ของหนูจริงๆ ด้วย”
หลินเจาตบแขนหลานสาวเบาๆ “รีบไปกินข้าวเถอะ เดี๋ยวพี่ชายหนูจะกินเนื้อหมดไม่รู้ด้วยนะ”
หลินสี่เป่ารีบหันขวับไปมองโต๊ะอาหารทันที แล้วก็พบว่าพี่ชายทั้งสองคนกำลังโซ้ยเนื้อกันอย่างเมามัน เธอจึงรีบวิ่งกลับไปร่วมวงแย่งชิงเนื้อกับพี่ๆ ทันที
หลินเจาไม่ได้ให้ความสนใจแค่หลานคนเดียว เธอมองไปที่หลินเซวียนกับหลินเจิงแล้วพูดว่า “เซวียนเซวียน เจิงเจิง เดี๋ยวอาจะวัดตัวให้พวกหนูด้วยนะ พอแก้เสื้อผ้าเสร็จแล้วจะเอามาให้”
เด็กผู้หญิงบ้านหลินรู้ดีว่าอาของพวกเธอมีเสื้อผ้าสวยๆ เยอะแยะ แถมยังแทบไม่มีรอยปะ สีสันก็สดใส แค่ได้ยินแบบนั้นใบหน้าของพวกเธอก็เปล่งประกายด้วยความดีใจ
“ขอบคุณค่ะอา” เด็กหญิงทั้งสองคนพูดขึ้นพร้อมกัน
“ขอบใจมากนะเจาเจา” เฉินอวี่มองน้องสาวของสามีด้วยความซาบซึ้งใจ
หลังจากขอบคุณเสร็จ เธอก็พูดต่อว่า “พี่ถักรองเท้าหัวเสือให้ซานไจ่กับซื่อไจ่ไว้ 2 คู่เหมือนกัน เดี๋ยวพอกินข้าวเสร็จจะเอาไปให้นะ” ซึ่งไหมพรมที่ใช้ก็เลาะมาจากเสื้อไหมพรมตัวเก่าของเธอเอง
“ค่ะ” หลินเจาตอบรับโดยไม่เกรงใจ
เอ้อร์ไจ่ที่เพิ่งกลืนเนื้อลงคอไปหมาดๆ รีบถามขึ้นด้วยความสงสัย “แม่ครับ เป็นรองเท้าหัวเสือแบบเดียวกับที่ผมกับพี่มีหรือเปล่าครับ”
“ใช่แล้วจ้ะ รองเท้าหัวเสือของลูกทั้งสองคน ป้าสะใภ้ใหญ่ของลูกก็เป็นคนถักให้เหมือนกัน”
พี่สะใภ้ใหญ่ของเธอเป็นคนดีมีน้ำใจ ไม่เคยคิดจะเอาเปรียบใคร ทุกครั้งที่เธอให้ของอะไรไป พี่สะใภ้ใหญ่ก็จะหาทางตอบแทนกลับมาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าที่ถักเองหรือกับข้าวเล็กๆ น้อยๆ ถึงแม้ของพวกนั้นจะไม่ได้มีราคาค่างวดอะไร แต่มันก็เต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำใจ
“ขอบคุณครับป้าสะใภ้ใหญ่” ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่กล่าวขอบคุณเฉินอวี่อย่างนอบน้อม
เฉินอวี่มองเด็กแฝดด้วยความเอ็นดู รู้สึกว่าเด็กสองคนนี้ช่างน่ารักน่าชังเสียจริง จึงยิ้มตอบกลับไปว่า “ไม่ต้องขอบใจจ้ะ”
ส่วนหยวนเซียงที่นั่งเงียบๆ อยู่มุมห้อง แม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่ท่าทางของเธอกลับผ่อนคลายสบายตัวเป็นที่สุด เธอดื่มด่ำกับบรรยากาศอันแสนอบอุ่นของบ้านน้าหญิง ไม่ใช่เพราะอาหารเลิศรสหรือบ้านช่องใหญ่โต แต่เป็นความรู้สึกดีๆ ที่อบอวลอยู่รอบกาย
พอกินข้าวเสร็จ หยวนเซียงก็ลุกขึ้นมาเก็บถ้วยชามไปล้างอย่างคล่องแคล่วว่องไวโดยไม่ต้องรอให้ใครเอ่ยปาก
“พี่เซียงเซียงนี่ขยันจริงๆ เลยนะคะ” หลินเจาเอ่ยชมด้วยความชื่นชม ผู้หญิงที่ทั้งดีและขยันขันแข็งแบบนี้ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็เอาตัวรอดได้สบายๆ
แม่หลินพยักหน้าเห็นด้วย “นิสัยเหมือนป้าใหญ่ของลูกไม่มีผิด ป้าของลูกน่ะไม่ชอบคนขี้เกียจเอาซะเลย”
“จริงเหรอคะ” หลินเจาทำตาโตด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ “มิน่าล่ะคะ เมื่อก่อนฉันถึงรู้สึกว่าสายตาที่ป้าใหญ่มองฉันมันแปลกๆ เหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็ไม่กล้า”
แม่หลินที่กำลังง่วนอยู่กับการชงชาเก๊กฮวยให้สามีตามความเคยชินที่ทำมาหลายสิบปี อธิบายต่อว่า “ก็ป้าใหญ่ของลูกเขาขยันมาตั้งแต่เด็ก เป็นพวกอยู่นิ่งๆ ไม่เป็น พอมาเห็นลูกเอาแต่นั่งๆ นอนๆ ก็คงจะขัดหูขัดตาเป็นธรรมดานั่นแหละ”
“เจาเจาของพ่อไม่ได้ขี้เกียจสักหน่อย” หลินเฮ่อหลิงรีบออกโรงปกป้องลูกสาวทันทีเพราะกลัวเธอจะน้อยใจ “เรียนหนังสือมันเหนื่อยนะ ต้องใช้สมองเยอะแยะ พอเรียนเสร็จก็ต้องหาเวลาพักผ่อนบ้างเป็นธรรมดา พี่สาวคงมาเห็นตอนลูกกำลังพักพอดี เลยเหมารวมว่าลูกขี้เกียจ แบบนี้มันก็ไม่ยุติธรรมน่ะสิ”
แม่หลินยื่นถ้วยชาเคลือบให้สามีพลางส่ายหัวอย่างระอา “ก็เอาใจลูกสาวคุณไปเถอะ”
หลินเฮ่อหลิงรับถ้วยชามาถือไว้ในมือที่ถึงแม้จะหยาบกร้านไปบ้าง แต่ก็ยังคงความเรียวยาวน่ามอง
“พ่อคะ เดี๋ยววันหลังหนูซื้อชุดชงชาสวยๆ มาฝากนะคะ” หลินเจาพูดขึ้นมาลอยๆ ของดีที่สุดก็ต้องคู่ควรกับพ่อที่ดีที่สุดของเธอ ภาพพ่อที่ใช้ถ้วยชาเคลือบแบบบ้านๆ มันช่างไม่เข้ากับมาดสุขุมของท่านเลย
“ได้สิ พ่อจะรอนะ” เสียงทุ้มนุ่มนวลตอบกลับมา
หลินเฮ่อหลิงเอนกายลงบนเก้าอี้โยกไม้ใต้ต้นทับทิมเก่าแก่กลางลานบ้าน มือก็หยิบพัดใบกล้วยขึ้นมาโบกพัดไปมาอย่างสบายอารมณ์ ท่ามกลางแสงสีทองของอาทิตย์อัสดงที่สาดส่องลงมา ทำให้บรรยากาศรอบกายดูอบอุ่นไปหมด
หลินเจายกเก้าอี้ไปนั่งข้างๆ หลินซื่อเซิ่งที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้เดียวกัน ทำให้หลินเฮ่อหลิงที่มองอยู่ยิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะหลับตาลงพักผ่อน
“มี.. มีอะไรหรือเปล่า” จู่ๆ น้องสาวก็มานั่งข้างๆ ทำให้หลินซื่อเซิ่งรู้สึกเหมือนนั่งอยู่บนเม่น เขาเผลอก้มลงสำรวจเสื้อผ้าหน้าผมของตัวเองทันที เสื้อผ้าถึงจะมีรอยปะแต่ก็สะอาดดี ส่วนรองเท้าถึงจะเก่าแถมสกปรกไปหน่อย แต่นิ้วโป้งก็ยังไม่โผล่ออกมาทักทายโลกภายนอก ทุกอย่างดูปกติ!
“พี่รองคะ.. เรื่องพี่กับพี่สะใภ้รอง”
ยังไม่ทันที่หลินเจาจะพูดจบประโยค หลินซื่อเซิ่งก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นบึ้งตึงทันที แววตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ
“อย่าเรียกผู้หญิงคนนั้นว่าพี่สะใภ้รองของเธออีก! อีกไม่นานเราก็จะหย่ากันแล้ว เธอไม่คู่ควร”
หลินเจาได้แต่ถอนหายใจในใจอย่างพูดไม่ออก
ชิวเหลียนก็เหมือนระเบิดเวลาที่พร้อมจะทำงานได้ทุกเมื่อ เธอรู้ดีว่าไม่ช้าก็เร็วความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ก็ต้องจบลงอยู่ดี
แต่พอมาเห็นสภาพของพี่ชายตัวเองตอนนี้แล้ว เธอก็อดที่จะสงสารและเป็นห่วงไม่ได้ พี่ชายของเธอควรจะมีครอบครัวที่อบอุ่นน่ารักเหมือนพี่ใหญ่แท้ๆ แต่ทุกอย่างกลับต้องมาพังทลายเพราะผู้หญิงคนเดียว และที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นคือ เธอกลัวว่าเขาจะทำอะไรโง่ๆ จนมีจุดจบเหมือนในนิยายต้นฉบับ
“พี่รองคะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สัญญากับฉันได้ไหมว่าจะไม่วู่วาม” หลินเจาจ้องหน้าพี่ชายเขม็งด้วยสีหน้าจริงจัง “โดยเฉพาะเรื่องลงไม้ลงมือ ห้ามเด็ดขาดเลยนะ”
หลินซื่อเซิ่งขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
ทำไม..
ทำไมน้องสาวของเขาถึงพูดเหมือนกับว่ารู้อนาคต
“นี่เธอรู้อะไรมาใช่ไหม”
หลินเฮ่อหลิงที่นอนหลับตาอยู่ลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาฉายแววบางอย่างก่อนจะพูดกับลูกชายด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นว่า “ซื่อเซิ่ง ฟังเจาเจาเถอะ”
ความหมายก็คือ อย่าเซ้าซี้
ในฐานะพ่อ มีหรือที่เขาจะไม่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของลูกสาว แต่สำหรับเขาแล้ว ขอแค่เจาเจายังเป็นเจาเจา เรื่องอื่นเธออยากจะพูดเมื่อไหร่ก็ย่อมได้
หลินซื่อเซิ่งจึงไม่ได้ถามอะไรต่อ เขามองไปยังลูกสาวสองคนที่กำลังตื่นเต้นกับจักรยานคันใหม่อยู่ไม่ไกล ก่อนจะหันมาพูดกับน้องสาวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เจาเจาไม่ต้องห่วง พี่จะไม่ทำอะไรโง่ๆ หรอก ช่วงที่แย่ที่สุดมันผ่านไปแล้ว”
เรื่องต่อไปก็คือการหย่า ซึ่งนับเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง
หลินเจาตบไหล่พี่รองเบาๆ แทนคำปลอบใจแบบไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดๆ
หลินซื่อเซิ่งรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ แต่ในขณะเดียวกันก็อดขำไม่ได้ “เจาเจา พี่ชายเธอไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นนะ”
“ฉันก็รู้ค่ะ แต่มันก็อดไม่ได้นี่นาที่จะอยากปลอบใจพี่” หลินเจาคิดในใจว่าในบรรดาพี่น้องทั้งหมด พี่รองของเธอคือคนที่โชคร้ายที่สุด ดูชีวิตความเป็นอยู่ของเขาสิ มันช่างน่าสงสารจริงๆ
พอนึกขึ้นได้ว่าหลานๆ ยังไม่ได้กินยาถ่ายพยาธิ เธอจึงหยิบกระเป๋าสะพายขึ้นมาบังหน้า แต่ความจริงแล้วคือการหยิบยาเม็ดเล็กๆ 5 เม็ดออกมาจากแหวนมิติ แล้วกวักมือเรียกหลานๆ ทันที
“ต้าตั้น เอ้อร์ตั้น สี่เป่า เซวียนเซวียน เจิงเจิง มาหาอาหน่อยเร็ว”
เด็กๆ พากันเดินเข้ามาหาด้วยความสงสัย
“อาคะ มีอะไรเหรอคะ” หลินสี่เป่าถามด้วยน้ำเสียงสดใส
เอ้อร์ไจ่ที่จำยาในมือแม่ได้รีบเช็ดปากแล้วประกาศเสียงดังฟังชัดว่า “แม่จะให้พวกพี่กินยาถ่ายพยาธิล่ะ เป็นยาที่ฆ่าเจ้าหนอนในท้องได้นะ พวกเรากินกันมาแล้ว”
ยาเหรอ
คำเดียวสั้นๆ ที่ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กๆ หุบฉับลงทันที เพราะยาต้องขมปี๋แน่ๆ
ต้าไจ่ที่ตาไวกว่าใครสังเกตเห็นสีหน้าไม่อยากกินของเหล่าลูกพี่ลูกน้อง เขารู้ทันทีว่าทุกคนกังวลเรื่องอะไรจึงรีบอธิบาย “ไม่ขมเลย หวานด้วยซ้ำ แม่ฉันบอกว่ามันคือยาเม็ดลูกกวาด เด็กหนึ่งคนกินได้แค่เม็ดเดียวนะ”
เอ้อร์ไจ่รีบพยักหน้าเสริมทัพพี่ชาย “จริงนะ หวานเหมือนลูกอมเลย พอกินเข้าไปแล้วนะ จะอึออกมาเป็นหนอนยั้วเยี้ยเลย”
“มีหนอนด้วยเหรอ” หลินเซวียนหน้าซีดเผือด คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นด้วยความหวาดกลัว เธอเกลียดหนอนที่สุด
“พี่เซวียนไม่ต้องกลัวหรอกครับ อึแค่ครั้งเดียวก็หมดแล้ว ต่อไปแค่ไม่ดื่มน้ำดิบ แล้วก็ล้างมือก่อนกินข้าวทุกครั้ง ในท้องก็ไม่มีหนอนแล้วครับ” ต้าไจ่ปลอบใจลูกพี่ลูกน้องด้วยน้ำเสียงฉะฉาน
“อื้อ ฉันจะทำตามนะ” สีหน้าของหลินเซวียนดีขึ้น เธอกำหมัดแน่นเป็นเชิงให้กำลังใจตัวเอง
หลังจากทำใจได้ เด็กโตทั้งห้าคนก็กินยาถ่ายพยาธิเข้าไป
“เอ๋ รสชาติมันก็อร่อยดีเหมือนกันนะเนี่ย” หลินต้าตั้นพูดขึ้นอย่างแปลกใจ
หลินเอ้อร์ตั้นเสริม “นี่มันลูกอมชัดๆ เลยนี่นา มันจะฆ่าพยาธิได้จริงๆ เหรอ”
เอ้อร์ไจ่เชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจ “ได้ผลไม่ได้ผล พรุ่งนี้เช้าก็รู้เองแหละน่า” เขาจงใจลากเสียงสุดท้ายยาวๆ อย่างน่ารักน่าหยิก
เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า และทุกอย่างที่ต้องทำก็เสร็จสิ้นลง ครอบครัวของหลินเจาทั้ง 6 ชีวิตก็ถึงเวลาต้องเดินทางออกจากกองพลการผลิตตงเฟิง
ทันทีที่พวกเขาคล้อยหลัง หลินซื่อเซิ่งก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง พุ่งเข้าไปในบ้าน จัดการเก็บเสื้อผ้าของชิวเหลียนแล้วส่งตัวเธอกลับบ้านทันที
ก่อนหน้านี้เขากำลังกลุ้มใจอยู่ว่าจะส่งตัวเธอกลับไปได้อย่างไร การกลับมาของเจาเจาจึงเป็นเหมือนโอกาสทอง เขามอบโอกาสนี้ให้ชิวเหลียนแล้ว ก็หวังว่าเธอจะรู้จักไขว่คว้ามันไว้
[จบบท]