บทที่ 164: จะหย่ากันใช่ไหม (2/2)
ยามเย็นที่ดวงอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้า หลินซื่อเซิ่งบุกไปถึงหน้าบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านเดียวกับที่ครอบครัวของชิวเหลียนอาศัยอยู่ ก่อนจะรัวหมัดลงบนประตูไม้เสียงดังสนั่นหวั่นไหว
คนที่พรวดพราดออกมาเปิดประตูคือชายหนุ่มร่างผอมกะหร่อง แต่ดวงตากลับเป็นประกายพราวระยับอย่างกับมีชีวิต
"อ้าว! ซื่อเซิ่ง มาซะดึกเลยนะ มีอะไรหรือเปล่า เข้ามาก่อนสิ" ชายหนุ่มรีบเบี่ยงตัวหลบให้เพื่อนเข้ามา
หลินซื่อเซิ่งส่ายหน้าปฏิเสธ "ไม่ดีกว่าเพื่อน แค่แวะมาคุยด้วยแป๊บเดียว"
ชายหนุ่มคนนั้นเข้าใจสถานการณ์ทันที เขาเดินออกจากตัวบ้านแล้วปิดประตูไม้ ก่อนจะเดินเคียงข้างเพื่อนรักไปยังท้ายหมู่บ้านที่ปลอดคน แสงดาวและแสงจันทร์ที่เริ่มสาดส่องลงมาอาบไล้ไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ทำให้บรรยากาศดูเงียบสงบและงดงามราวกับภาพวาด
หลังจากที่ต่างฝ่ายต่างเงียบกันไปพักใหญ่ ชายหนุ่มก็ทนไม่ไหวต้องเป็นฝ่ายเปิดประเด็นก่อน "...ที่นายถ่อมาถึงนี่ คงไม่ใช่เรื่องอะไรนอกเรื่องจากยัยบ้านสกุลชิวใช่ไหม"
"ก็เออสิ" หลินซื่อเซิ่งพยักหน้ารับ สายตาทอดมองพื้นจนไม่มีใครเดาอารมณ์ของเขาออก
"ฉันส่งชิวเหลียนกลับบ้านไปแล้ว นายช่วยจับตาดูความเคลื่อนไหวของยัยนั่นให้หน่อยแล้วกัน คราวนี้ฉันจะลากตัวยัยนั่นไปทำงานในฟาร์มให้ได้"
ชายหนุ่มตบไหล่เพื่อนรักปุๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ "ได้เลยเพื่อน ฉันกับไอ้เจี้ยนจวินและคนอื่นๆ จะสลับเวรยามเฝ้าไว้ไม่ให้คลาดสายตาเลย ถ้าแม่นั่นกล้าทำอะไรตุกติกขึ้นมาล่ะก็..."
"เพื่อนเอ๊ย ลำบากนายจริงๆ" เขาถอนหายใจออกมาอย่างรู้สึกผิด
หลินซื่อเซิ่งใช้กำปั้นทุบไหล่เพื่อนรักกลับไปหนึ่งที ดวงตาฉายแววโล่งอกราวกับปลงตกกับทุกสิ่งแล้ว "เลิกทำสายตาน่าสมเพชเวทนาใส่ฉันได้แล้ว เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้เอง"
เมื่อเห็นว่าเพื่อนไม่ได้ใส่ใจเรื่องของชิวเหลียนอีกต่อไปแล้ว ชายหนุ่มจึงลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
"ผู้หญิงแบบนั้นไม่คู่ควรกับคนดีๆ อย่างนายหรอก นิสัยก็เสีย หย่าไปน่ะดีแล้ว"
หลินซื่อเซิ่งไม่ได้ตอบอะไร แต่กลับสวนขึ้นมาว่า "ถ้าสันดานดีจริง ป่านนี้คงไม่หน้าด้านหน้าทนเกาะผู้มีพระคุณแจเหมือนปลิงดูดเลือดหรอก"
"..."
เขาถอนหายใจอย่างระอา "ฉันนี่มันโง่จริงๆ ตอนนั้นดันใจอ่อนสงสารยัยนั่น สมองคงกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ถึงได้ตัดสินใจแต่งงานกับยัยนั่น"
"คนที่น่าสมเพชเวทนาที่สุด... คือฉันต่างหากโว้ย!"
อู๋กั๋วต้งเห็นด้วยกับเพื่อนรักทุกประการ อยู่ดีๆ ไม่ว่าดี ดันไปคว้าตัวปัญหาเข้าบ้าน ก่อเรื่องไม่พอ ยังไม่เจียมกะลาหัวอีก ถ้าเป็นเขาคงอกแตกตายไปนานแล้ว ไม่มีทางใจเย็นเป็นน้ำแข็งได้ขนาดนี้แน่
หลินซื่อเซิ่งล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบบุหรี่ต้าเฉียนเหมินออกมาหนึ่งซอง เขาหยิบมวนหนึ่งมาคาบไว้ที่ปาก ส่วนอีกมวนก็ยื่นให้อู๋กั๋วต้ง
อู๋กั๋วต้งรับบุหรี่มาด้วยความงุนงงระคนดีใจ "เฮ้ย! ต้าเฉียนเหมินเลยเหรอ ไปเอามาจากไหนวะเนี่ย ชีวิตดี๊ดีขนาดสูบต้าเฉียนเหมินแล้วเหรอเพื่อน!"
เสียงไม้ขีดไฟดัง "แชะ!" พร้อมกับเปลวไฟสีส้มแดงที่ลุกโชนขึ้นมา
หลินซื่อเซิ่งใช้มือป้องลมแล้วก้มหน้าลงจุดบุหรี่ ปลายมวนบุหรี่สว่างวาบขึ้นมา ก่อนที่เขาจะอัดควันเข้าปอดลึกๆ แล้วค่อยๆ พ่นมันออกมาเป็นสาย ควันสีขาวลอยอ้อยอิ่งท่ามกลางความมืด ก่อนจะจางหายไปในที่สุด จากนั้นเขาจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "น้องเขยฉันกลับมาเยี่ยมบ้านน่ะสิ เขาซื้อมาฝาก แล้วก็ยังมีเหมาไถอีกขวดด้วยนะ"
อู๋กั๋วต้งถึงกับจุกอก พูดอะไรไม่ออก ความรู้สึกสงสารเพื่อนเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เขาว่าแล้วเชียวว่ามันแปลกๆ
ไอ้หมอนี่ไม่ต้องการความสงสารจากใครทั้งนั้นแหละ ขนาดบุหรี่แพงๆ อย่างต้าเฉียนเหมินยังได้สูบ แถมยังมีเหล้าเหมาไถอีกต่างหาก
"น้องเขยนายเนี่ยใจป้ำกับพี่เขยรองอย่างนายจริงๆ เลยนะ" เขาอดไม่ได้ที่จะแขวะเพื่อนด้วยความหมั่นไส้
คำพูดนั้นทำให้คิ้วของหลินซื่อเซิ่งกระตุกยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะเชิดคางขึ้นเล็กน้อยแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงแฝงความภูมิใจ "ก็พอตัว"
อู๋กั๋วต้งไม่อยากเห็นท่าทางน่าหมั่นไส้ของเพื่อนอีกต่อไป เลยโบกมือไล่ส่งๆ
"รีบไสหัวไปเลยไป ฉันไม่อยากเห็นหน้านายแล้วโว้ย ขืนอยู่นานกว่านี้ ฉันกลัวจะอดใจไม่ไหว เรียกไอ้พวกเจี้ยนจวินมาช่วยกันเอาถุงกระสอบคลุมหัวนายว่ะ"
เมื่อเห็นว่าฟ้ามืดมากแล้ว หลินซื่อเซิ่งจึงไม่คิดจะอยู่ต่อให้เสียเวลา เขาหันหลังแล้วก้าวฉับๆ จากไปพร้อมกับโบกแขนขวาไปมาเป็นเชิงบอกลา
อู๋กั๋วต้งมองตามหลังเพื่อนรักไปจนลับสายตา ก่อนจะสูดกลิ่นบุหรี่เข้าปอดเฮือกใหญ่ แล้วนำมันไปเหน็บไว้ที่หลังหูอย่างทะนุถนอม จากนั้นก็ฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีเดินกลับบ้านไป
เมื่อจัดการเรื่องชิวเหลียนเรียบร้อยแล้ว ก้อนหินหนักอึ้งที่ถ่วงอยู่ในใจของหลินซื่อเซิ่งก็คล้ายกับถูกยกออกไปชั่วขณะ ทำให้ขากลับบ้านของเขาในวันนี้ดูเบาสบายเป็นพิเศษ
เมื่อกลับมาถึงกองพลการผลิตตงเฟิงแล้วเปิดประตูบ้านเข้าไป ภาพที่เขาเห็นคือหลินเซวียนกับหลินเจิง ลูกสาวทั้งสองของเขากำลังนั่งขดตัวอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่เพื่อรอพ่อกลับบ้าน หัวน้อยๆ ของพวกเธอพิงเข้าหากันในขณะที่สัปหงกเพราะความง่วง
เสียงประตูที่ดังขึ้นแผ่วเบาปลุกสองพี่น้องที่กำลังสัปหงกให้ตื่นเต็มตาทันที ทั้งคู่รีบหันขวับไปมองที่ประตูพร้อมกับดีดตัวลุกขึ้นยืน
"พ่อ พ่อกลับมาแล้วเหรอคะ" หลินเจิงเป็นฝ่ายทักทายก่อนใครเพื่อน ถึงแม้ว่าในน้ำเสียงจะยังเจือปนความง่วงอยู่ก็ตาม
หลินซื่อเซิ่งเอื้อมมือไปลงกลอนประตู ก่อนจะก้าวฉับๆ เข้ามาหาลูกสาวทั้งสองแล้วขมวดคิ้วจนเป็นปม "นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ทำไมยังไม่ไปนอนกันอีก ไม่ง่วงกันรึไง"
หลินเซวียนอ้าปากทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดทั้งหมดกลับลงคอไป เธอเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด
กลับกันกับหลินเจิงที่จ้องหน้าพ่อของเธอเขม็ง ก่อนจะยิงคำถามตรงๆ ออกไปว่า "พ่อ พ่อจะหย่ากับแม่ใช่ไหมคะ"
คำถามนั้นคมกริบราวกับมีดเลาะกระดูกที่แทงสวนเข้ามากลางใจของหลินซื่อเซิ่งอย่างจัง ทำเอาเขาถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงอยู่สองสามครั้ง กว่าจะเค้นเสียงออกมาได้ "ใครบอกพวกหนูล่ะนั่น"
"แสดงว่าข่าวลือเป็นเรื่องจริง" หลินเจิงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ดวงตาสีนิลของเด็กหญิงจ้องมองพ่อของเธออย่างจริงจัง "พ่อคะ หนูเป็นคนของตระกูลหลิน หนูใช้นามสกุลหลิน หนูจะอยู่กับพ่อค่ะ"
"ถ้าพ่อกล้าส่งหนูไปอยู่กับแม่เมื่อไหร่ล่ะก็... หนูจะบุกไปฟ้องอาที่กองพลการผลิตเฟิงโซว ให้อามาหักขาทิ้งซะ!" เด็กหญิงเชิดคางขึ้น มุมปากเม้มสนิทเป็นเส้นตรง สองมือกำหมัดแน่น แม้คำพูดคำจาจะฟังดูแข็งกร้าว แต่แววตากลับฉายแววเปราะบางออกมาอย่างเห็นได้ชัด
หลินซื่อเซิ่งถึงกับไปไม่เป็น นี่เขาดูเป็นพ่อที่ใจร้ายใจดำขนาดนั้นเลยเหรอ ถึงขนาดลูกสาวแท้ๆ ยังไม่ไว้ใจ ต้องเอาอามาขู่กันแบบนี้
"หนู...หนูก็จะอยู่กับพ่อเหมือนกันค่ะ" หลินเซวียนพูดเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"เด็กโง่เอ๊ย!" หลินซื่อเซิ่งใช้มือเคาะหัวลูกสาวเบาๆ ทีละคน ในใจพลันรู้สึกตื้นตันจนพูดไม่ออก "พวกลูกนามสกุลอะไร นามสกุลหลิน! บ้านสกุลชิวไม่คู่ควรกับเด็กดีๆ อย่างพวกหนูหรอก แน่นอนว่าพวกหนูต้องอยู่กับพ่อสิ"
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลินเจิงอย่างห้ามไม่อยู่ ความตึงเครียดบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป
"แล้วถ้าบ้านสกุลชิวมายืนกรานจะเอาตัวพวกเราไปล่ะคะ" ตอนแรกเธอก็แค่ถามไปอย่างนั้น แต่พอมานึกถึงนิสัยของคนบ้านนั้นแล้ว... เป็นไปได้สูงมากที่พวกเขาจะมาฉุดกระชากลากถูพวกเธอไป เพื่อเอาไปขายกินเรียกค่าสินสอดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
หมัดของหลินเจิงกำแน่นขึ้นอีกครั้ง "พ่อคะ ถ้าบ้านสกุลชิวลักพาตัวหนูกับพี่ไป พวกเขาต้องเอาพวกเราไปขายแลกค่าสินสอดแน่ๆ เลยค่ะ"
"ลูกเห็นพ่อเป็นหัวหลักหัวตอไปแล้วรึไง!" แค่คิดตามภาพ หลินซื่อเซิ่งก็เลือดขึ้นหน้าจนอยากจะไปกระทืบคน
"ตราบใดที่พ่อยังหายใจอยู่ บ้านสกุลชิวก็อย่าหวังว่าจะได้แตะต้องพวกลูกแม้แต่ปลายเล็บ ขืนพวกมันกล้า พ่อจะยกพวกไปรื้อบ้านมันทิ้งให้สิ้นซากเลยคอยดู!"
เขาไม่เคยพูดเล่น และนั่นก็ทำให้หลินเจิงวางใจได้ เด็กหญิงเงยหน้ามองพ่อของเธอด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่น "พ่อคะ ชีวิตของหนูกับพี่ฝากไว้ในกำมือของพ่อนะคะ"
คำพูดนั้นทำให้หลินซื่อเซิ่งรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาเป็นกอง "ไม่ต้องห่วง พ่อคนเดียวสามารถเลี้ยงพวกหนูสองคนให้ดิบดีได้สบายมาก"
เด็กหญิงทั้งสองเชื่อมั่นในตัวพ่อของพวกเธอสุดหัวใจ พวกเธอยิ้มกว้างจนตาหยีเป็นสระอิ
ตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา ความทุกข์ระทมทั้งหมดของพวกเธอล้วนมีต้นตอมาจากผู้หญิงคนนั้น...คนที่ให้กำเนิดพวกเธอมา เมื่อไม่มีเธอแล้ว ชีวิตของพวกเธอก็จะมีแต่ความสุขน่ะสิ
...
ในขณะเดียวกัน ครอบครัวของหลินเจาทั้ง 6 ชีวิตกำลังเดินทางกลับบ้านท่ามกลางสายลมยามค่ำคืนที่พัดโชยมาเบาๆ
ระหว่างทาง เอ้อร์ไจ่ที่นั่งซ้อนท้ายจักรยานของพ่ออยู่ หันไปมองแม่ที่กำลังขี่จักรยานพาน้องๆ ตามมาข้างหลัง
ใบหน้าเล็กๆ ที่สดใสราวกับพระอาทิตย์ดวงน้อยเงยขึ้น ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร่าเริง "แม่ครับ ผมมีความสุขจังเลย ผมร้องเพลงได้ไหมครับ"
หลินเจาหันมายิ้มอย่างอ่อนโยน "ได้สิจ๊ะ งั้นคงต้องรบกวนนักร้องตัวน้อยของเราแล้วล่ะ"
เอ้อร์ไจ่ตื่นเต้นจนตัวลอย มือเล็กๆ กำชายเสื้อของกู้เฉิงหวยไว้แน่น ใบหน้าขาวอมชมพูดูจริงจังขึ้นมาถนัดตา
"แม่ครับ ผมจะร้องเพลง ‘รถไฟมุ่งหน้าสู่เสาซาน’ ให้แม่ฟังนะครับ"
เด็กชายกระแอมเล็กน้อย ก่อนที่เสียงใสกังวานจะล่องลอยไปตามสายลม
"อู้ววว ฉึกฉัก ฉึกฉัก
ล้อหมุนติ้ว เสียงหวีดแหลม
รถไฟมุ่งหน้าสู่เสาซาน
ผ่านขุนเขาสูงชัน ลัดเลาะข้ามแม่น้ำ
อาบไล้แสงอรุณนับพันสาย
เฮ้ อาบไล้แสงอรุณนับพันสาย
..."
เสียงใสกังวานของเด็กน้อยดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณ ราวกับเสียงร้องของนกขมิ้นน้อยที่กำลังขับขานบทเพลงแห่งความสุขอย่างมีชีวิตชีวา
หลังจากร้องจนจบเพลง เด็กน้อยก็หันไปมองหน้าแม่ของเขาทันที ดวงตาเป็นประกายวิบวับพร้อมกับทำหน้าออดอ้อนรอรับคำชมอย่างใจจดใจจ่อ
หลินเจาเห็นดังนั้นก็รีบจัดคำชมชุดใหญ่ให้สมใจลูกชาย "โอ้โห! เพราะมากเลยจ้ะ เอ้อร์ไจ่ร้องเพลงเพราะที่สุดในโลกเลย! ฟังแล้วรู้สึกสดชื่น มีพลังเต็มเปี่ยม สมกับเป็นเด็กน้อยที่น่ารักสดใสจริงๆ เลยนะเนี่ย ทำไมถึงได้มีเด็กที่เก่งขนาดนี้นะ สุดยอดไปเลยลูก!"
เอ้อร์ไจ่โปรดปรานการได้รับคำชมจากแม่เป็นที่สุด
คำชมของแม่ทำเอาดวงตาของเอ้อร์ไจ่สว่างวาบราวกับดวงอาทิตย์ดวงน้อยๆ ปากเล็กๆ นั่นก็ฉีกยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ
แน่นอนว่าหลินเจาไม่ลืมที่จะหันไปสนใจต้าไจ่ ลูกชายคนโตที่เงียบขรึมและสงบเสงี่ยมกว่าน้องชาย เธอมองเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม "แล้วต้าไจ่ล่ะลูก ร้องเพลงนี้เป็นไหม"
"...เป็นครับ" ต้าไจ่เม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาอย่างเขินอาย
หลินเจาส่งสายตาให้กำลังใจลูกชาย "ดีเลย ถ้างั้นวันหลังต้าไจ่มาร้องให้แม่ฟังบ้างนะ ตกลงไหม"
"ครับ" ต้าไจ่พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
กู้เฉิงหวยที่ฟังอยู่เงียบๆ ถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ "ร้องดีนี่เรา โตขึ้นไปเป็นทหารฝ่ายศิลป์ได้สบายเลยนะ"
คำชมของพ่อทำให้เด็กแฝดทั้งสองยืดอกเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
เอ้อร์ไจ่รีบยิงคำถามที่คาใจเขาทันที "พ่อครับ แล้วทหารฝ่ายศิลป์ที่พ่อว่าเนี่ย มันคืออะไรเหรอครับ แล้วถ้าเป็นแล้วจะได้เงินเยอะไหม"
ส่วนต้าไจ่ก็ขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างจริงจังก่อนจะถาม "แล้วทหารฝ่ายศิลป์ขับเครื่องบินได้หรือเปล่าครับ"
"..."
บทสนทนาที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะดำเนินไปตลอดเส้นทาง จนกระทั่งเวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง ครอบครัวทั้ง 6 ชีวิตก็เดินทางกลับมาถึงกองพลการผลิตเฟิงโซว
ภาพแรกที่พวกเขาเห็นคือเถี่ยฉุย พร้อมด้วยต้าหวงและหู่โพ กำลังยืนรออยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านอย่างใจจดใจจ่อ
"อาสาม! อาสะใภ้สาม! ต้าไจ่! เอ้อร์ไจ่!" เด็กชายตะโกนเรียกชื่อทุกคนจนครบ ก่อนจะประกาศข่าวใหญ่ด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัด "ป้าใหญ่กลับมาเยี่ยมบ้านแล้วครับ!"
[จบบท]
*ทหารฝ่ายศิลป์ (文艺兵) : หน่วยงานในกองทัพที่รับผิดชอบด้านการแสดงศิลปะและวัฒนธรรม เช่น การร้องเพลง การเต้นรำ การแสดงละคร เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารและประชาชน