บทที่ 168: ผู้ชายปากร้าย (2/2)
ลูกข่างไม้พลันมีชีวิตชีวาขึ้นมา มันหมุนคว้างด้วยความเร็วสูงจนภาพของมันพร่าเลือนกลายเป็นเพียงเงา สีสันที่แต่งแต้มไว้หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ดุจหมู่เมฆหลากสีที่ไหลเวียนอยู่บนท้องฟ้า
จากนั้นมันก็ทะยานขึ้นจากพื้นสูงเกือบครึ่งฟุต ชะงักเล็กน้อย ณ จุดสูงสุด ก่อนจะร่วงกระแทกลงบนพื้นดินอย่างแรง
“ตุ้บ”
ฝุ่นดินฟุ้งกระจาย แต่ลูกข่างยังคงหมุนติ้วอยู่กับที่อย่างบ้าคลั่ง
“ว้าว” เหล่าเด็กน้อยต่างพากันอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
เอ้อร์ไจ่กระโดดเกาะเอวลุงเขยอย่างไม่เกรงใจ พร้อมกับร้องขอเสียงดัง “ลุงเขยครับ สอนผมหน่อย สอนผมหน่อย ผมอยากเล่นเป็นบ้าง”
เถี่ยฉุยพูดขึ้นมาซื่อๆ “อารองสู้ลุงเขยไม่ได้เลยครับ”
กู้อวี้เฉิง “...”
ต้าไจ่รีบเอาแขนกระทุ้งเถี่ยฉุยเบาๆ แล้วกระซิบเตือน “เถี่ยฉุย พูดแบบนั้นไม่ได้นะ ผู้ใหญ่เขาถือเรื่องศักดิ์ศรีกัน”
เถี่ยฉุยได้ฟังก็รีบแก้ไขสถานการณ์ทันที “อารองครับ อาก็เก่งเหมือนกัน” พูดจบก็มองไปที่กู้อวี้เฉิง พร้อมกับพยักหน้าหนักๆ ส่งสายตาแสดงความยอมรับไปให้
“...” คำชมที่เคยได้รับอย่างล้นหลามเมื่อครู่ กลายเป็นเพียงลมปากสำหรับกู้อวี้เฉิงไปเสียแล้ว
หลังจากกล่าวชมแบบขอไปที เถี่ยฉุยก็จูงมือต้าไจ่วิ่งไปมุงดูเว่ยเซี่ยงตง พร้อมกับส่งเสียงร้อง “ว้าว” ไม่ขาดปาก
เว่ยเซี่ยงตงเหลือบมองพี่เขยรองแล้วยักไหล่ให้หนึ่งที เป็นเชิงว่า “ช่วยไม่ได้นะ ก็ฝีมือมันดี”
กู้อวี้เฉิงได้แต่ขบกรามแน่นด้วยความหมั่นไส้
กู้ฉานเห็นสามีทำตัวเป็นเด็กๆ ก็รู้สึกอับอายจนต้องแอบเอามือขึ้นมาปิดหน้า เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วลูบหน้าตัวเองแรงๆ เพื่อขจัดความรู้สึกที่หลากหลายออกไป ก่อนจะหันไปขอบคุณทุกคนอย่างจริงใจ “ขอบคุณพี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง แล้วก็ขอบคุณเจาเจาด้วยนะจ๊ะ”
หวงซิ่วหลันเป็นคนตรงไปตรงมาจึงยิ้มแล้วตอบว่า “ขอบคุณอะไรกันคะ เราเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่แล้ว”
“พี่สะใภ้รองของเธอคนนี้เป็นคนประหยัดมัธยัสถ์นะยะ ไม่ได้ขี้เหนียวซะหน่อย อย่าไปฟังพี่รองของเธอพูดจาทำลายชื่อเสียงฉัน” จ้าวลิ่วเหนียงรีบแก้ต่างให้ตัวเองทันควัน
หลินเจาต้องพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอรู้จักนิสัยของพี่สะใภ้รองคนนี้ดี เธอคงหลงเชื่อคำพูดนั้นไปแล้ว
กู้ฉานเองก็รู้เช่นกันว่าพี่สะใภ้ของเธอเป็นคนอย่างไร ของที่ได้เข้าไปอยู่ในกระเป๋าแล้ว น้อยครั้งนักที่จะยอมควักออกมา พอถามทีไรก็อ้างว่าจะเก็บไว้เป็นสินเจ้าสาวให้อวี๋อวี๋ลูกสาวของเธอ การที่พี่สะใภ้รองยอมออกเงินซื้อหม้อให้ในครั้งนี้จึงทำให้กู้ฉานประหลาดใจเป็นอย่างมาก
เมื่อได้ยินคำแก้ตัวของจ้าวลิ่วเหนียง เธอจึงรีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน “ไม่ขี้เหนียวเลยค่ะ ใจกว้างจะตายไป จะมีพี่สะใภ้ที่ไหนใจดีขนาดนี้ ซื้อหม้อให้พี่สาวสามีที่แต่งออกไปตั้งหลายปีแล้ว”
คำเยินยอของกู้ฉานทำให้จ้าวลิ่วเหนียงพอใจเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของพี่สะใภ้รองจนเห็นริ้วรอยที่หางตา กู้ฉานจึงรีบกล่าวเสริมด้วยถ้อยคำหวานหูอีกหลายประโยค
“สงสัยตาของพี่รองคงจะโดนกาวปิดไว้แน่ๆ เลยมองไม่เห็นความดีของพี่สะใภ้รอง เป็นเพราะสายตาของพี่เขาไม่ดีเอง พี่สะใภ้รองอย่าไปถือสาเลยนะคะ เดี๋ยวฉันจะช่วยสั่งสอนให้เอง” แน่นอนว่ากู้ฉานรู้ดีว่าพี่ชายของเธอก็แค่พูดล้อเล่นเท่านั้น
หลินเจาต้องหันหน้าไปทางกู้เฉิงหวยเพื่อกลั้นหัวเราะ เป็นเรื่องน่าลำบากใจสำหรับพี่สาวสามีผู้ไม่ค่อยพูดจา ที่ต้องพยายามเค้นคำชมออกมามากมายขนาดนี้ ว่าไปแล้ว หากไม่นับรวมเด็กๆ แล้ว ทั้งบ้านตระกูลกู้นอกจากกู้อวี้เฉิงแล้ว คนอื่นๆ ล้วนเป็นประเภทพูดน้อยกันทั้งสิ้น
กู้เฉิงหวยมองภรรยาแล้วยิ้มออกมาอย่างจนใจ เขาแอบจับมือของเธออย่างแนบเนียน กอบกุมมือนุ่มนิ่มราวกับไร้กระดูกนั้นไว้ในอุ้งมือของเขา
สองสามีภรรยาอยู่ต่ออีกไม่นานนัก ราว 20 นาทีให้หลัง ทั้งคู่ก็กล่าวลาเพื่อเดินทางกลับ ก่อนจะไป พ่อกู้ได้เดินออกมาจากบ้านพร้อมกับไฟฉายในมือ
“เอาไฟฉายไปด้วย จะได้ส่องทาง ระวังๆ ด้วยล่ะ”
กู้ฉานมองไฟฉายในมือพ่ออย่างแปลกใจ “พ่อมีไฟฉายตั้งแต่เมื่อไหร่คะ เฉิงหวยให้มาเหรอคะ”
“ก็ใช่น่ะสิ” พ่อกู้ตอบด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจในตัวลูกชาย
กู้ฉานแอบยิ้ม “ฉันกับเซี่ยงตงมองเห็นทางค่ะ ไม่ต้อง...”
ยังไม่ทันจะพูดจบ ไฟฉายก็ถูกยัดใส่มือเธอเรียบร้อยแล้ว
“เอาไปเถอะ ไม่ได้ให้ฟรีๆ ซะหน่อย ถ้าให้เปล่าๆ ฉันก็เสียดายแย่ คราวหน้ากลับมาก็เอามาคืนด้วย” พ่อกู้กล่าว นี่ถ้าไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ของตัวเอง เขาก็คงไม่ยอมให้ยืมง่ายๆ ไฟฉายกระบอกนี้เป็นของรักของหวงที่เขาต้องหยิบมาลูบคลำทุกคืนก่อนนอนเลยทีเดียว
“...ค่ะ” กู้ฉานรับคำ
หลินเจาเดินกลับเข้าบ้านไปครู่หนึ่ง ก่อนจะออกมาพร้อมกับถุงผ้าในมือซ้ายและกระทะเหล็กในมือขวา เธอยื่นของทั้งหมดให้พี่สาวสามี และเพื่อตัดบทไม่ให้อีกฝ่ายต้องเกรงใจไปมากกว่านี้ เธอก็หมุนตัวกลับเข้าบ้านไปทันที
กู้เฉิงหวยมองตามแผ่นหลังที่บอบบางแต่ทว่าเด็ดเดี่ยวของภรรยา ในดวงตาของเขาฉายแววอบอุ่นราวกับสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ ก่อนจะหันมาอธิบายกับพี่สาว “พี่ครับ พอดีเจาเจาเขาไม่ค่อยชอบพิธีรีตองอะไรแบบนี้น่ะครับ”
“ฉันเข้าใจ” ใบหน้าของกู้ฉานเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งใจ “ฝากขอบคุณเจาเจาด้วยนะ”
หลังจากนั้น ทั้งสองสามีภรรยาก็เดินทางกลับ โดยเว่ยเซี่ยงตงเป็นผู้ถือของทั้งหมด ยกเว้นเพียงไฟฉายที่เขาทิ้งไว้ให้ภรรยาถือส่องทาง
อากาศยามค่ำคืนยังคงร้อนระอุ ประกอบกับยังไม่ถึงเวลานอน ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยจึงพากันออกมานั่งรับลมเย็นๆ ที่หน้าประตูบ้าน จับกลุ่มพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกันเป็นกลุ่มๆ
หลังจากที่หลินเจาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นพนักงานขายของสหกรณ์ เรื่องราวซุบซิบนินทาเกี่ยวกับตัวเธอก็พลอยลดน้อยลงไปถนัดตา ถึงแม้จะมีอยู่บ้าง ก็ล้วนเป็นไปในทางชื่นชมเสียมากกว่า ชาวบ้านเหล่านี้ต่างเข้าใจในเรื่องมารยาททางสังคมเป็นอย่างดี
และแล้วเป้าหมายใหม่ของวงสนทนาก็ตกเป็นของซูอวี้เสียน
กลุ่มคุณป้า 5-6 คนกำลังล้อมวงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของเธออย่างออกรส
“นี่ๆ ได้ยินว่าเมียของอีโจวตีเป่าเจินด้วยล่ะ เห็นว่าเป่าเจินร้องไห้หาแต่พ่อ”
“เอ้า! เรื่องจริงเหรอ? แต่ฉันจำได้ว่าตอนก่อนแต่งงาน อวี้เสียนดูรักเป่าเจินดีออกนี่นา เจอใครก็ชมว่าแกเป็นเด็กดี นี่อะไรกัน แต่งงานไปไม่ถึงเดือนก็เริ่มลงไม้ลงมือกับเด็กซะแล้ว แล้วพ่อแม่ของอีโจวล่ะ ไม่ว่าอะไรบ้างเลยเหรอ”
“จะไปว่าอะไรได้ เงินที่บ้านลู่ทำหายก็ยังหาไม่เจอไม่ใช่เหรอ สองคนนั้นเอาแต่นั่งซึมเหมือนคนวิญญาณหลุดออกจากร่าง เมื่อตอนบ่ายฉันเรียกตั้งหลายทียังไม่ได้ยินเลย”
“เฮ้อ” ป้าอีกคนถอนหายใจ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเสียดาย “ได้ยินว่าเงินที่หายไปตั้งพันกว่าหยวนแน่ะ ต่อให้อีโจวขยันเก็บเงินแค่ไหน ก็ต้องใช้เวลาตั้ง 2 ปี ไม่แปลกใจหรอกที่พวกเขาจะทำใจไม่ได้ ถ้าเป็นฉันก็คงทำใจไม่ได้เหมือนกัน”
เงินจำนวนมากขนาดนั้น แค่คิดก็รู้สึกเสียดายแทนแล้ว
“แต่ชีวิตก็ต้องเดินต่อไปนะ ทำใจได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี”
“แล้วตกลงว่าเมียของอีโจวตีเป่าเจินทำไมกันแน่ล่ะ” มีคนหนึ่งที่ยังคงสนใจประเด็นเดิมอยู่เอ่ยถามขึ้น
“ฉันรู้ๆ” เพื่อนบ้านของครอบครัวลู่รีบเล่า “เรื่องมันเป็นอย่างนี้ คือเมียของอีโจวเพิ่งจะซักผ้าเสร็จ แต่เป่าเจินดันทำมันตกพื้นหมดเลย เมียอีโจวเห็นเข้าก็โมโห จับหูเป่าเจินแล้วก็เริ่มลงมือตี ตีจนแกร้องไห้จ้า ปากก็เอาแต่ตะโกนว่า ‘แม่เลี้ยงใจร้าย ฉันจะไปฟ้องพ่อ ให้พ่อมาตีแกให้ตายเลย’...”
“เป่าเจินเพิ่งจะ 4 ขวบกว่าเองไม่ใช่เหรอ เมียของอีโจวนี่ก็ใจร้ายเกินไปหน่อยนะ” ผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ค่อยตีลูกของตัวเองแสดงความคิดเห็น
“ฉันว่าก็สมควรแล้ว เด็กถ้าไม่ตีก็ไม่หลาบจำ การซักผ้ามันงานหนักนะ เหนื่อยก็เหนื่อย พอทำตกพื้นแบบนั้น ไม่โดนซักทีสิแปลก” หญิงอีกคนที่กำลังง่วนอยู่กับการเย็บพื้นรองเท้าเอ่ยขึ้นเรียบๆ
“แต่ก็ตีแรงเกินไปนะ” เพื่อนบ้านคนเดิมยังคงยืนยัน “เมียของอีโจวลงมือหนักมาก ตีไม่หยุดเลยอย่างน้อยๆ ก็ 5 นาที ถ้าเป็นลูกในไส้ของตัวเองแท้ๆ จะกล้าตีลงคอเหรอ”
“ถ้าแม่แท้ๆ ของแกมารู้เข้า คงจะปวดใจจนขาดใจตายแน่ๆ อุตส่าห์เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อให้ลูกได้เกิดมา” หญิงอีกคนกล่าวเสริม
ขณะที่วงสนทนากำลังดำเนินไปอย่างเผ็ดร้อน ก็มีร่างของคน 2 คนเดินผ่านมาพอดี เมื่อเพ่งมองดูดีๆ ก็พบว่าเป็นกู้ฉานกับเว่ยเซี่ยงตง สามีปากร้ายของเธอนั่นเอง
เหล่าคุณป้าต่างก็รู้ดีว่าเว่ยเซี่ยงตงนั้นไม่ใช่คนที่ควรไปยุ่งเกี่ยวด้วย จึงทำได้เพียงทักทายตามมารยาท ไม่กล้าซักไซ้เรื่องราวใดๆ
และเมื่อคนทั้งสองเดินลับสายตาไป หัวข้อสนทนาก็เปลี่ยนมาเป็นเรื่องของพวกเขาทันที
“เห็นหม้อใบใหม่ที่สามีของอาฉานถืออยู่ไหม”
“พวกเราไม่ได้ตาบอดซะหน่อย บ้านกู้นี่ดีกับลูกสาวที่แต่งออกไปแล้วจริงๆ นะ ขนาดหม้อใบใหม่ยังอุตส่าห์หามาให้”
“ก็คงจะเป็นฝีมือของเมียเฉิงหวยนั่นแหละ”
“นอกจากเธอแล้ว จะมีใครมีความสามารถขนาดนี้อีกล่ะ”
“ดูข้าวของเต็มไม้เต็มมือนั่นสิ ฉันว่าแล้ว อาฉานฉลาดกว่าซิ่งเอ๋อร์เป็นไหนๆ รู้จักเอาใจบ้านสามเข้าไว้ ของดีๆ แบบนี้ถึงได้มาไม่ขาดสาย” คำพูดนี้มีเจตนาเหน็บแนมอย่างชัดเจนว่าที่กู้ฉานคอยช่วยเหลือครอบครัวของน้องชายก็เพื่อหวังผลประโยชน์ตอบแทนนั่นเอง
หวังชุนฮวาฟังแล้วรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม จึงอดที่จะพูดแก้ต่างให้ไม่ได้ “อาฉานไม่ใช่คนแบบนั้นซะหน่อย หลายปีก่อนตอนที่ยังไม่ได้อะไรตอบแทน เธอก็ยังช่วยดูแลครอบครัวน้องสามของเธอมาตลอดไม่ใช่เหรอ”
คำพูดของหวังชุนฮวาทำให้คนที่พูดจาเหน็บแนมเมื่อครู่ต้องก้มหน้าลงและเงียบไป
...
ณ บ้านตระกูลกู้
เหล่าผู้ใหญ่ต่างแยกย้ายกลับเข้าห้องของตนไปแล้ว เหลือเพียงเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กๆ ที่ยังคงวิ่งเล่นกันอยู่ในลานบ้าน
หลินเจานั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าโต๊ะเขียนหนังสือ เธอนั่งท้าวแขนอย่างสบายๆ แต่ในใจกลับรู้สึกเหมือนกับว่ามีเรื่องบางอย่างที่เธอลืมทำไป
ร่างสูงใหญ่ของกู้เฉิงหวยยืนพิงอยู่ตรงกรอบประตู ดวงตาคมกริบของเขาทอดมองภรรยาด้วยแววตาที่อบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ความรักเอ่อล้นออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“คิดอะไรอยู่เหรอ หืม ทำไมทำหน้าจริงจังขนาดนั้น”
[จบบท]