บทที่ 169: ผมจะกอดคุณ (1/2)
“ฉันว่าฉันต้องลืมอะไรไปแน่ๆ เลย” หลินเจารู้สึกขัดใจตัวเอง เธอยกแขนขึ้นใช้มือเท้าคาง พลางครุ่นคิดอย่างหนักว่าเรื่องที่ลืมนั้นคืออะไรกันแน่ ความรู้สึกนี้ติดอยู่ในใจเธอตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว
ขณะที่สายตากวาดมองไปทั่วห้องเพื่อหาคำตอบ หางตาของเธอก็พลันเหลือบไปเห็นกระเป๋าสะพายที่แขวนอยู่บนผนัง แววตาจึงสว่างวาบขึ้นมาทันที
“นึกออกแล้ว! รูปถ่ายนี่เอง”
พูดจบเธอก็ลุกขึ้นเดินตรงไปที่กระเป๋าใบนั้นทันที ก่อนจะหยิบห่อกระดาษเล็กๆ ที่บรรจุรูปถ่ายของลูกๆ ออกมา
“มาดูนี่เร็ว ฉันแอบถ่ายตอนเด็ก 4 คนหลับปุ๋ยกันหมดแล้ว พวกเขายังไม่เคยเห็นเลยนะ คุณเป็นคนแรกที่ได้ดู รู้สึกเป็นเกียรติไหมล่ะ” หลินเจาถือรูปกลับมานั่งที่เดิม พร้อมกับยื่นให้สามีดู เธอต้องแหงนหน้าคุยกับเขาจนรู้สึกเมื่อยต้นคอ เพราะกู้เฉิงหวยตัวสูงมากจริงๆ
กู้เฉิงหวยเอื้อมมือไปลากเก้าอี้มานั่งข้างๆ แต่ถึงจะนั่งลงแล้ว ร่างกายกำยำของเขาก็ยังคงดูใหญ่โตอยู่ดี
มือเรียวยาวรับรูปถ่ายใบจิ๋วขึ้นมาพิจารณาอย่างทะนุถนอม และในขณะที่ก้มมองภาพลูกๆ แววตาของชายหนุ่มผู้เย็นชาก็พลันเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
“เจาเจา คุณถ่ายรูปเก่งมากจริงๆ”
เขาเอ่ยชมจากใจจริง “คุณถ่ายทอดลักษณะเด่นของลูกแต่ละคนออกมาได้หมดเลย ต้าไจ่ที่ดูจริงจัง เอ้อร์ไจ่ที่ร่าเริง ซานไจ่ที่เชื่อฟัง ส่วนซื่อไจ่ก็น่ารัก คุณสุดยอดมาก”
หลังจากชื่นชมฝีมือของภรรยาจนพอใจแล้ว เขาก็เปลี่ยนเป็นน้ำเสียงนุ่มนวลเพื่อขอความเห็น “ตอนผมกลับไปที่กองทัพ ผมขอเอารูปไปสัก 2 ใบได้ไหมครับ”
“ได้สิคะ” หลินเจาแสร้งทำตาเขียวใส่เขา แต่แววตากลับฉายความรู้สึกอันลึกซึ้ง “ที่ถ่ายรูปพวกนี้ก็ตั้งใจจะส่งไปให้คุณอยู่แล้วนี่คะ”
แน่นอนว่าเธอไม่ได้บอกความจริงอีกครึ่งหนึ่งที่ว่า ตอนได้กล้องมาใหม่ๆ เธอเห่อเสียจนอยากจะถ่ายรูปทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า
แต่เพียงแค่ประโยคเมื่อครู่ ก็เพียงพอที่จะทำให้หัวใจของกู้เฉิงหวยพองโตจนคับอกได้แล้ว เส้นสายบนใบหน้าของเขาดูผ่อนคลายและอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเล็กๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นจากนอกห้อง
ซานไจ่เป็นคนเลิกม่านไม้ไผ่ขึ้น ตามมาด้วยต้าไจ่และเอ้อร์ไจ่ที่กำลังพยุงตะกร้าใบหนึ่งเข้ามาในห้องอย่างทุลักทุเล
“พ่อครับ แม่ครับ ช่วยด้วย! ซื่อไจ่หนักมาก พวกเราจะยกไม่ไหวแล้ว น้องจะร่วงแล้วครับ!” เอ้อร์ไจ่พยายามกดเสียงดังของตัวเองให้เบาที่สุดจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ น้ำเสียงของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและร้อนรน ราวกับกำลังเผชิญสถานการณ์คอขาดบาดตาย
กู้เฉิงหวยก้าวขายาวๆ เพียงไม่กี่ก้าวก็ไปถึงหน้าลูกแฝด ก่อนจะพบกับภาพที่ทำให้เขาต้องกลั้นหัวเราะ
เด็กหญิงตัวกลมน่ารักกำลังนอนขดตัวหลับปุ๋ยอยู่ในตะกร้าไม้ไผ่ ท้องน้อยๆ ของเธอยุบพองเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
“หลับไปแล้วเหรอเนี่ย” กู้เฉิงหวยมองลูกสาวด้วยความเอ็นดูระคนขบขัน
“ผมกับเอ้อร์ไจ่กำลังจะกลับเข้าห้อง แต่หาซื่อไจ่ไม่เจอ พอเดินหาไปเรื่อยๆ ก็เจอน้องนอนหลับอยู่ในตะกร้า พวกเราเลยช่วยกันยกน้องกลับมาครับ” ต้าไจ่รีบอธิบาย
กู้เฉิงหวยย่อตัวลงแล้วช้อนอุ้มซื่อไจ่ขึ้นมาอย่างนุ่มนวลที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นการนอนของเด็กน้อยก็ยังถูกรบกวนจนได้ คิ้วเล็กๆ ของเธอขมวดเข้าหากันเป็นปมเล็กๆ ชายหนุ่มจึงรีบตบหลังเธอเบาๆ พร้อมกับโยกตัวน้อยๆ ไปมา
เพียงชั่วครู่ ซื่อไจ่ก็กลับสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง
เขาวางลูกสาวคนเล็กลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหันไปกระซิบกับลูกชาย “พวกลูกล้างตัวกันรึยัง ถ้ายังก็รีบไปล้างซะ แล้วคืนนี้ไปนอนกับปู่ย่านะ”
เขาพูดเข้าประเด็นทันทีแบบไม่ให้ลูกๆ ได้ตั้งตัว
หลินเจาหันขวับไปมองสามีด้วยความตกตะลึง มุมปากกระตุกเบาๆ
หลินเจา: “…”
นี่มันจะรีบร้อนเกินไปหน่อยไหมนะ พูดอ้อมๆ หรือปรึกษากันก่อนไม่ได้เลยหรือไง!
ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ยืนตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ก่อนจะได้สติกลับคืนมา
เด็กทั้งสองโกรธจนตัวสั่น กำหมัดน้อยๆ ใบหน้าที่เหมือนกันสองใบแสดงความโกรธออกมาเป็นสองเท่า พร้อมกับจ้องเขม็งไปที่พ่อของตัวเอง
“ไม่เอา! พวกเราไม่ไปนอนห้องปู่ย่า เราจะนอนกับแม่!” แม้จะโกรธจัด แต่เอ้อร์ไจ่ก็ยังคงรักษามารยาทด้วยการไม่ตะโกนเสียงดัง เขาพยายามกดเสียงของตัวเองไว้เพื่อแสดงความไม่พอใจ
ต้าไจ่มองพ่อด้วยสายตาระแวดระวัง ราวกับกู้เฉิงหวยเป็นผู้ร้ายใจโหดที่กำลังจะพรากแม่ไปจากพวกเขา
“ทำไมครับ” ต้าไจ่ข่มความน้อยใจเอาไว้แล้วถามพ่ออย่างใจเย็นและจริงจัง “พ่อต้องอธิบายมา ถ้าพ่อไม่ให้เหตุผล ผมกับเอ้อร์ไจ่จะจดบัญชีแค้นพ่อไว้ในสมุดเล่มเล็ก!”
ซานไจ่ที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบพยักหน้าสนับสนุนพี่ชาย เสียงนุ่มๆ ของเด็กชายดังขึ้น “ผมก็จะจดด้วยครับ”
กู้เฉิงหวยลูบผมนุ่มลื่นของลูกชายคนเล็กอย่างอ่อนโยน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เด็กดี ไปอ่านพจนานุกรมของลูกเถอะ”
ซานไจ่ทำแก้มป่องอย่างน่ารักน่าชัง เขามองหน้าพี่ชายทั้งสองสลับกันไปมาครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจหันหลังเดินจากไปอย่างเงียบๆ แผ่นหลังอ้วนกลมเล็กจ้อย กับแขนขาที่เป็นปล้องๆ เหมือนขนมปังนั้น ช่างน่าเอ็นดูจนหัวใจสั่นไหว
กู้เฉิงหวยถึงกับหลุดหัวเราะออกมา
เขาทำเป็นไม่สนใจสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและระแวดระวังของคู่แฝด ก่อนจะเอ่ยข้อเสนอด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม “ต้าไจ่ ถ้าลูกยอมทำตามที่พ่อบอก เดือนหน้าพ่อจะให้เครื่องบินของเล่นลำเล็กๆ แบบที่ถือเล่นในมือได้เป็นรางวัล”
เครื่องบินเหรอ
ต้าไจ่ตาโตด้วยความอยากรู้และเริ่มลังเลใจ
แต่ก่อนที่เขาจะได้ทันเอ่ยปาก พ่อเจ้าเล่ห์รีบเพิ่มข้อเสนอทันที “แค่ช่วงที่พ่ออยู่บ้านเท่านั้นแหละ พอพ่อกลับไปที่กองทัพ พวกลูกก็ย้ายกลับมานอนที่นี่ได้เหมือนเดิม”
เมื่อเห็นว่าต้าไจ่เริ่มใจอ่อน กู้เฉิงหวยก็หันไปหาเป้าหมายต่อไปทันที เขามองเอ้อร์ไจ่ด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก “เอ้อร์ไจ่ ลูกอยากเรียนว่ายน้ำไม่ใช่เหรอ ถ้ายอมทำตามข้อเสนอของพ่อ พรุ่งนี้พ่อจะสอนให้”
ข้อเสนอนี้แทงใจดำเอ้อร์ไจ่อย่างจัง เพราะเขาอยากเรียนว่ายน้ำมานานมากแล้ว
แต่เด็กน้อยก็ยังไม่อยากยอมแพ้ง่ายๆ
“เตียงบ้านเราก็ใหญ่นี่ครับ นอนด้วยกันได้ตั้งหลายคน ทำไมต้องให้พวกเราไปนอนห้องปู่ย่าด้วย ผมไม่อยากไป”
ถึงจะไม่อยากย้ายไป แต่อีกใจก็อยากเรียนว่ายน้ำ เอ้อร์ไจ่ตัดสินใจใช้ไม้ตาย เขาดึงชายเสื้อของพ่อเบาๆ แล้วส่งเสียงออดอ้อน “พ่อครับ พ่อที่ดีที่สุดในโลก”
กู้เฉิงหวยส่ายหน้าช้าๆ แม้มุมปากจะประดับด้วยรอยยิ้ม แต่แววตากลับแน่วแน่ไม่ยอมอ่อนข้อแม้แต่น้อย
“อ้อนวอนไปก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าลูกไม่ยอมรับข้อเสนอของพ่อ พ่อก็รับคำขอของลูกไม่ได้เหมือนกัน จะให้ลูกได้ประโยชน์ไปซะทุกอย่างมันก็ไม่ถูกจริงไหม แบบนั้นมันเผด็จการเกินไป”
ใครกันแน่ที่เผด็จการกันยะ!
หลินเจารู้สึกว่าทนดูการต่อรองที่ไม่เป็นธรรมนี้ต่อไปไม่ไหว เธอจึงคว้าผ้าเช็ดตัว สบู่ และของใช้ส่วนตัวเดินออกจากห้องไปอาบน้ำ ปล่อยให้พ่อลูกเขาหาข้อตกลงกันเอง
คู่แฝดรีบยื่นแขนไปข้างหน้าจนสุดแขน กางนิ้วทั้ง 5 ออก โบกมือไปมา หมายจะเรียกแม่เอาไว้ แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว
“ว่าไงล่ะ ตกลงไหม” กู้เฉิงหวยกลับไปนั่งที่เดิม เขานั่งไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ ไม่ได้แสดงท่าทีรีบร้อนใดๆ
ต้าไจ่เอ่ยขึ้น “พ่อครับ ผมขอปรึกษากับเอ้อร์ไจ่ก่อนได้ไหมครับ”
กู้เฉิงหวยพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ “ได้สิ”
เด็กน้อยทั้งสองคนแอบไปซุบซิบกันที่มุมห้องอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินกลับมายืนตรงหน้าพ่ออีกครั้ง
ต้าไจ่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนเจรจา “พ่อจะอยู่บ้านเดือนกว่าๆ ซึ่งมันนานมากนะครับ ถ้าวันไหนพวกเราคิดถึงแม่ ขอกลับมานอนด้วยสักคืนได้ไหมครับ แล้วค่อยกลับไปนอนกับปู่ย่า”
กู้เฉิงหวยรู้ดีว่าหลินเจาเองก็คงจะคิดถึงลูกๆ ไม่ต่างกัน เขาจึงพยักหน้าตอบตกลง “ได้”
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราตกลงครับ” ต้าไจ่ตอบรับด้วยสีหน้าอาลัยอาวรณ์สุดๆ
ก่อนจะรีบเสริมเงื่อนไขสุดท้าย “แล้วก็ ถ้าแม่คิดถึงพวกเรา พวกเราก็จะกลับมานะครับ”
“ได้เลย” กู้เฉิงหวยอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ไม่ว่าลูกชายจะพูดอะไร เขาก็ยอมตกลงทั้งหมด
สมกับเป็นทหารที่เด็ดขาดและเฉียบแหลม เมื่อเจรจาสำเร็จ เขาก็ดูลูกชายทั้งสองล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเรียบร้อย จากนั้นจึงช้อนอุ้มซื่อไจ่ที่หลับสนิท แล้วพาลูกๆ ทั้งหมดไปยังห้องของพ่อกับแม่
ความจริงแล้วเมื่อคืนแม่กู้ก็อยากจะให้หลานๆ ไปนอนด้วยกัน แต่กลัวว่าสะใภ้สามจะไม่สะดวกใจเลยยังไม่ได้เอ่ยปาก พอมาคืนนี้ก็ดันลืมไปเสียนี่ พอกลับเข้าห้องยังบ่นอุบอิบกับสามีอยู่เลย ไม่คาดคิดว่ายังไม่ทันจะได้เอนกายลงนอน ลูกชายคนที่สามก็อุ้มหลานรักมาส่งถึงที่
ห้องของตายายมีเตียงคังขนาดใหญ่ ปูทับด้วยเบาะนุ่มๆ และเสื่อเย็นอีกชั้น บนผนังติดหนังสือพิมพ์เก่าๆ ไว้เพื่อป้องกันเศษดินร่วงหล่น
“อ้าว ลูกสาม” แม่กู้ไม่ได้ซักไซ้ให้มากความ เธอรีบบอกทันที “วางซื่อไจ่ไว้ด้านในเลยนะ แม่เพิ่งเช็ดเสื่อไปเมื่อกี้นี้เอง”
แล้วหันไปบอกหลานชายฝาแฝด “ต้าไจ่ เอ้อร์ไจ่ พาซานไจ่ขึ้นมาบนเตียงเลยลูก”
ฝาแฝดคู่นี้เติบโตมากับย่า สมัยที่แม่ยังไม่ค่อยใส่ใจพวกเขาเท่าไร สองพี่น้องก็มักจะมานอนค้างที่บ้านเก่าอยู่บ่อยๆ
สองพี่น้องขานรับอย่างว่าง่าย แล้วปีนขึ้นเตียงคังอย่างคล่องแคล่ว
เอ้อร์ไจ่กลิ้งตัวไปสองรอบแล้วนอนหงายแผ่หลาอย่างสบายใจ เขายกเท้าทั้งสองข้างขึ้นสูงจนฝ่าเท้าแปะเข้ากับผนังที่ติดหนังสือพิมพ์ นิ้วเท้างอขยุกขยิกไปมาเหมือนกำลังวาดภาพในอากาศ
“เอ้อร์ไจ่ นอนดีๆ” กู้เฉิงหวยขมวดคิ้วสั่งลูกชายเสียงเรียบ
แม่กู้รีบโบกมือ “ไม่เป็นไรหรอกน่า ปล่อยให้เขาเล่นไปเถอะ แกกลับห้องไปได้แล้ว”
“แม่ครับ อย่าตามใจพวกเขามากนักเลย”
แม่กู้ไม่ชอบฟังคำพูดแบบนี้เลย ในความคิดของเธอ หลานชายจะน่ารักน่าเอ็นดูเสมอไม่ว่าจะถูกตามใจแค่ไหนก็ตาม “ที่ไหนกันเล่า เด็กก็ต้องซนเป็นธรรมดา เดี๋ยวสอนดีๆ ก็ได้เองแหละ!”
กู้เฉิงหวยจึงหันไปขอความช่วยเหลือจากพ่อผู้ยึดมั่นในเหตุผล แต่เขากลับเห็นพ่อกู้นั่งพิงกำแพงชันเข่าข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างเหยียดยาวตามสบาย ในอ้อมแขนโอบหลานชายคนเล็กเอาไว้ ทั้งสองกำลังก้มหน้าก้มตาดูพจนานุกรมเล่มเก่าๆ ด้วยกันอย่างตั้งอกตั้งใจ
“นี่คือคำว่า ‘จือ’ ซานไจ่ว่าตัวอักษรนี้เป็นยังไงบ้างล่ะ” ชายชราผู้เงียบขรึมและจริงจังมาทั้งชีวิต เมื่ออยู่ต่อหน้าหลานชายคนเล็ก กลับดัดเสียงแหลมเล็กอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
ภาพนั้นทำเอาฝาแฝดต้องหันขวับไปมองปู่ของตัวเองเป็นตาเดียว
[จบบท]