บทที่ 17: อยากเป็นเหมือนแม่ (1/2)
สองพี่น้องต้าไจ่และเอ้อร์ไจ่ช่วยกันหอบหมอนใบเล็กของตัวเองมาวางบนเตียง หมอนใบนี้เป็นฝีมือของย่า (แม่กู้) ที่ตั้งใจทำให้หลานๆ แม้ว่าจะใช้ผ้าเก่ามาปะติดปะต่อกันจนเห็นร่องรอยการเย็บอย่างชัดเจน แต่นี่ก็นับว่าเป็นของที่ดีมากแล้วในยุคสมัยนี้
สำหรับชาวบ้านในชนบทที่แทบจะไม่มีรายได้เป็นตัวเงิน การได้มาซึ่งตั๋วแลกผ้าแต่ละใบนั้นยากเย็นแสนเข็ญ เสื้อผ้าของใครบ้างที่จะไม่มีรอยปะชุนซ้อนกันเป็นชั้นๆ ผู้คนจำนวนไม่น้อยด้วยซ้ำที่ไม่มีแม้กระทั่งหมอนจะหนุนนอน การที่เด็กแฝดทั้งสองมีหมอนเป็นของตัวเอง ย่อมเป็นเครื่องยืนยันถึงความรักและความลำเอียงที่ย่ามีให้พวกเขาอย่างที่สุด
“ซานไจ่ ซื่อไจ่ นอนลงดีๆ นะ อย่ากวนแม่” ต้าไจ่เอ่ยสอนน้องชายและน้องสาวฝาแฝดด้วยท่าทีขึงขังจริงจังราวกับผู้ใหญ่ตัวน้อย
เจ้าแฝดน้องทั้งสองที่เพิ่งอายุขวบเศษส่งยิ้มหวานอย่างว่าง่ายแล้วเอนตัวลงนอนแต่โดยดี
ต้าไจ่และเอ้อร์ไจ่เองก็กลัวว่าแม่จะไล่ให้ไปนอนห้องข้างๆเหมือนเคย จึงรีบล้มตัวลงนอนอย่างเรียบร้อย
ทันใดนั้น ดวงตาทั้งสี่คู่ก็จับจ้องไปยังหลินเจาเป็นตาเดียว
“มองแม่กันทำไม นอนไม่หลับเหรอ” หลินเจาถามพลางหัวเราะเบาๆ ในลำคอ
“วันนี้อิ่มมากเลยครับแม่ ท้องไม่ร้องโหวงๆ เหมือนทุกทีแล้ว” เอ้อร์ไจ่ลูบท้องที่ป่องนูนของตัวเองเบาๆ ขาสั้นๆ ยกขึ้นไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ ท่าทางดูคล้ายคนแก่ตัวเล็กๆ ที่กำลังมีความสุข
หลินเจาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ปกติลูกกินไม่อิ่มเหรอ”
คำถามนั้นราวกับไปสะกิดถูกต่อมน้ำตาของเด็กชาย เอ้อร์ไจ่โผเข้ากอดเอวแม่ของเขาทันที พร้อมกับฟ้องด้วยน้ำเสียงสั่นเครือปนสะอื้น “ไม่อิ่มเลยครับแม่ ไม่เคยอิ่มเลยสักวัน มีแต่น้ำแกงใสๆ กินเท่าไหร่ท้องก็ไม่เคยเต็มเลย!”
หลินเจาไม่ได้สงสัยเลยว่าแม่สามีกำลังทารุณกรรมหลานๆ เพราะเธอรู้ดีว่าอาหารการกินของบ้านใหญ่เป็นอย่างไร มื้อกลางวันอาจจะยังพอกินได้อยู่บ้าง แต่มื้อเย็นนั้นเรียกได้ว่ามีแต่น้ำซุปใสแจ๋วจนสามารถส่องเห็นเงาหน้าตัวเองได้เลย
“ต่อไปนี้แม่จะทำกับข้าวให้พวกเรากินเองนะ จะทำให้ลูกๆ ของแม่อิ่มท้องกันทุกมื้อ โตไวๆ สูงๆ เลยดีไหม” หลินเจาปลอบโยนลูกชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เอ้อร์ไจ่เงยหน้าขึ้นทันควัน ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นเหงือกสีชมพู “จริงนะครับแม่ แม่ต้องทำตามที่พูดนะ”
ต้าไจ่ที่นอนอยู่ข้างๆ มองภาพน้องชายซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของแม่ด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความอิจฉาอย่างปิดไม่มิด
ซานไจ่กับซื่อไจ่ที่เห็นพี่ชายได้อ้อนแม่ก็พากันยันตัวลุกขึ้นนั่งบ้าง ส่งเสียงอ้อแอ้ทำท่าจะให้แม่กอดด้วยอีกคน
หลินเจาจึงบอกให้เจ้าตัวเล็กทั้งสองนั่งนิ่งๆ ก่อนจะตบไหล่เอ้อร์ไจ่เบาๆ แล้วพูดว่า “ลุกขึ้นก่อนนะลูก เดี๋ยวแม่จะวัดตัวให้” ว่าแล้วเธอก็หยิบสายวัดผ้าที่เตรียมไว้ออกมาโบกเบาๆ ในอากาศ
“แม่จะตัดเสื้อให้ผมเหรอครับ!” เอ้อร์ไจ่เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ เขารีบผละออกจากอกแม่แล้วหันไปกดน้องชายกับน้องสาวที่กำลังจะโผเข้าหาแม่ให้นั่งลงกับที่ ดวงตาของเขาส่องประกายเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าแสงตะเกียงในห้อง
ต้าไจ่เองก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาไม่น้อยเช่นกัน
“ใช่จ้ะ แม่จะตัดเสื้อผ้าให้พวกเราสองคนพี่น้อง” หลินเจาบอกพลางยิ้ม “พอดีแม่ไปซื้อผ้ามาได้น่ะ”
สิ้นคำพูดของแม่ เอ้อร์ไจ่ก็ลุกขึ้นยืนตัวตรง กางแขนทั้งสองข้างออกกว้าง ภายใต้แสงตะเกียงสีเหลืองนวล รอยยิ้มของเขาสดใสราวกับดวงอาทิตย์ในฤดูร้อน
หลินเจาจัดการวัดตัวลูกชายคนรองอย่างคล่องแคล่วว่องไว ก่อนจะจดขนาดที่วัดได้ลงในสมุดบันทึกเล่มเล็กที่วางอยู่ข้างๆ จากนั้นจึงกวักมือเรียกต้าไจ่ “ต้าไจ่ มาลูกตาหนูแล้ว เอ้อร์ไจ่ ดูน้องๆ ด้วยนะ”
“ครับผม!” เอ้อร์ไจ่รับคำอย่างแข็งขัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
ต้าไจ่เดินมาหยุดอยู่ข้างเตียง เขามองหน้าแม่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักและเทิดทูน “ขอบคุณครับแม่”
หลินเจาจัดการวัดตัวลูกชายคนโตด้วยขั้นตอนเดียวกันกับเมื่อครู่ ก่อนจะส่งยิ้มอบอุ่นให้ “แม่รับคำขอบคุณของลูกไว้นะ รีบไปนอนได้แล้ว ดึกมากแล้วนะ เด็กๆ ไม่ควรนอนดึก”
พูดจบ เธอก็หันไปหยิบผ้าผืนใหม่ออกจากตู้เสื้อผ้าแล้วเริ่มลงมือตัดตามขนาดที่วัดไว้ทันที
ในยุคนี้ ผู้หญิงในชนบทแทบทุกคนล้วนมีทักษะการตัดเย็บเสื้อผ้าติดตัว หลินเจาเองก็เป็นคนหัวไวเรียนรู้เร็วมาตั้งแต่เด็ก แค่เรียนรู้เพียงครึ่งเดือนก็สามารถทำเป็นได้แล้ว
“แม่ครับ แม่ตัดเสื้อเป็นด้วยเหรอ” เอ้อร์ไจ่ที่นอนอยู่ริมสุดของเตียงเอ่ยถามขึ้น ดวงตาจ้องมองการกระทำของแม่ไม่วางตา
หลินเจาเหลือบมองลูกชายคนรองแวบหนึ่งก่อนจะตอบ “แม่ก็ทำเป็นมาตั้งนานแล้ว”
“แล้วเมื่อก่อนทำไมแม่ไม่เคยตัดเสื้อให้ผมกับพี่เลยล่ะครับ” เอ้อร์ไจ่ถามต่อด้วยความสงสัย
“แม่ไม่เคยทำให้พวกเรา…” หลินเจาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบตามความจริง “เพราะเมื่อก่อนแม่เสียดายเงินกับตั๋วแลกผ้าน่ะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าเล็กๆ ของเอ้อร์ไจ่พลันแข็งค้างไปชั่วขณะ
หลังจากเงียบไปอึดใจหนึ่ง เขาก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงออดอ้อนปนคาดหวัง “แล้วตอนนี้...แม่ไม่เสียดายแล้วเหรอครับ”
หลินเจาอาศัยแสงเทียนสลัวในการตัดผ้าในมืออย่างระมัดระวัง แม้จะไม่ได้จับงานเย็บปักถักร้อยมาหลายปี แต่ฝีมือของเธอก็ยังไม่ตกเลยแม้แต่น้อย
“ไม่เสียดายแล้วจ้ะ” เธอยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน “แม่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลูกๆ ทั้งสี่คนคือไข่ในหินที่แม่ลำบากอุ้มท้องมาตั้งเก้าเดือน พวกเราเป็นเด็กดีเกินกว่าที่แม่คิดไว้มาก แม่ก็เลย...อยากจะเป็นแม่ที่ดีให้สมกับที่เป็นแม่ของพวกเรา”
เมื่อได้ยินแม่พูดว่าพวกเขาคือ ‘ไข่ในหิน’ ความปลาบปลื้มยินดีมากมายมหาศาลก็ผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจเด็กชายเอ้อร์ไจ่
“แม่ก็เป็นไข่ในหินของพวกเราเหมือนกันครับ”
“...”
หลินเจาถึงกับไปไม่เป็น เธอทำได้เพียงเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกตื้นตันใจ “นอนได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าไม่ใช่เหรอ”
เอ้อร์ไจ่หลับตาลง แต่เพียงไม่นานก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาถามด้วยสีหน้าเปี่ยมความหวังว่า “พรุ่งนี้เช้าแม่จะทำกับข้าวอีกไหมครับ”
“ทำสิ” หลินเจาหัวเราะเบาๆ ใบหน้าขาวนวลของเธอต้องแสงตะเกียงสีเหลืองสลัว งดงามและอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด ภาพนั้นตราตรึงอยู่ในใจของต้าไจ่ไปตลอดกาล จนกระทั่งเขาเติบใหญ่มีลูกมีเมียเป็นของตัวเองก็ยังไม่เคยลืมเลือน
“แม่บอกแล้วไงว่าต่อไปนี้แม่จะทำให้กินทุกมื้อ”
ต้าไจ่กลัวว่าแม่จะเหนื่อยเกินไปจึงรีบเสนอตัว “ผมเรียนทำกับข้าวได้นะครับ พอผมทำเป็นแล้ว ผมจะทำให้แม่กินเอง”
หัวใจของคนเป็นแม่อย่างหลินเจาพลันอ่อนยวบยาบราวกับขี้ผึ้งลนไฟ เธอตอบรับด้วยรอยยิ้มกว้าง “ได้เลยจ้ะ ช่างเป็นลูกชายที่น่ารักของแม่จริงๆ”
เอ้อร์ไจ่ผู้มีความฝันอันยิ่งใหญ่รีบประกาศเจตนารมณ์ของตัวเองทันที “โตขึ้นผมจะหาเงินให้ได้เยอะๆ จะซื้อภัตตาคารใหญ่ๆ ให้แม่เลย จ้างเชฟที่เก่งที่สุดมาทำอาหารให้แม่กิน ให้แม่ได้เป็นคุณนายสบายๆ ไปเลย!”
“!”
ประโยคข้างหน้ายังพอรับได้ แต่ประโยคสุดท้ายนี่...ลูกอยากจะส่งแม่เข้าไปอยู่ในคุกหรืออย่างไรกัน!
หลินเจาขมวดคิ้วมุ่นทันที
“ไปได้ยินคำพูดแบบนี้มาจากใครอีก”
เอ้อร์ไจ่เป็นเด็กที่รู้จักสังเกตสีหน้าคน พอเห็นแม่ทำหน้าเคร่งขรึมก็รู้ได้ทันทีว่าตัวเองพูดอะไรผิดไป เขารีบตอบอย่างว่าง่าย “ผมได้ยินพวกป้าๆ ในหมู่บ้านพูดกันครับ”
เดาไว้ไม่มีผิด
หลินเจามองหน้าลูกชายด้วยสีหน้าจริงจัง “ต่อไปนี้ห้ามไปจำคำพูดของคนในหมู่บ้านมาพูดอีกนะ ถ้าแม่ได้ยินลูกพูดจาเหลวไหลไร้สาระแบบนี้อีก น้ำตาลในบ้านทั้งหมด ลูกจะไม่ได้กินแม้แต่เม็ดเดียว”
ตามเนื้อเรื่องในนิยายที่เธอเคยอ่าน ในไม่ช้าสถานการณ์บ้านเมืองจะเกิดความวุ่นวาย การพูดจาอะไรที่ส่อไปในทางชนชั้นอย่างคำว่า ‘คุณนาย’ อาจจะนำพาโชคร้ายมาให้ได้ เธอไม่สามารถบอกความจริงกับเอ้อร์ไจ่ได้โดยตรง จึงทำได้เพียงใช้ของโปรดของเขามาขู่เท่านั้น
เอ้อร์ไจ่ได้ยินดังนั้นก็แทบจะกระโดดตัวลอย เขารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะทันที “ผมไม่พูดแล้วครับ! ผมจะไม่พูดอีกแล้ว!”
ล้อเล่นหรือเปล่า! เมื่อเทียบกับการพูดจาเรื่อยเปื่อยแล้ว น้ำตาลย่อมสำคัญกว่าทุกสิ่ง!
แต่หลินเจายังไม่ค่อยวางใจนัก เธอจึงหันไปกำชับลูกชายคนโต “ต้าไจ่ ลูกคอยดูน้องด้วยนะ”
ต้าไจ่ชอบที่จะได้ช่วยแม่ทำงานเป็นที่สุด เขาพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน “ครับแม่”
ระหว่างที่พูดคุยกันนั้น หลินเจาก็ตัดผ้าเสร็จเรียบร้อย เหลือแค่รอเย็บในวันพรุ่งนี้ เธอไม่มีนาฬิกาจึงไม่รู้ว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว แต่ความง่วงที่เริ่มเข้าครอบงำก็บอกให้รู้ว่าถึงเวลาพักผ่อน เธอจึงเก็บข้าวของทุกอย่างให้เข้าที่
“นอนกันเถอะ”
เจ้าแฝดน้องหลับสนิทไปนานแล้ว ทั้งสองนอนแผ่หลาพุงน้อยๆ กระเพื่อมขึ้นลงเป็นจังหวะ เท้าเล็กๆ ชี้ขึ้นฟ้า แก้มแดงระเรื่อน่าเอ็นดู
หลินเจาจัดท่าทางของเจ้าตัวเล็กทั้งสองให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะดึงผ้าห่มผืนใหม่ขึ้นมาคลุมท้องให้ แล้วจึงหันไปบอกลูกชายคนโตทั้งสอง “ต้าไจ่ เอ้อร์ไจ่ นอนดีๆ นะ แม่จะเป่าตะเกียงแล้ว”
“นอนแล้วครับ” ต้าไจ่ตอบ
หลินเจาเป่าลมดับตะเกียงในห้องจนวูบไป ก่อนจะล้มตัวลงนอน ไม่นานนัก เด็กโตทั้งสองก็เข้าสู่ห้วงนิทราไปเช่นกัน
เมื่อแน่ใจว่าลูกๆ ทุกคนหลับสนิทแล้ว หลินเจาก็ถูมือไปมาเบาๆ เริ่มต้นการสุ่มรางวัลของเธอในค่ำคืนนี้
เข็มสีแดงบนวงล้อหมุนติ้วๆ ก่อนจะค่อยๆ ช้าลงและหยุดนิ่งในที่สุด
มันหยุดลงที่ช่อง ‘ชุดผลิตภัณฑ์อาบน้ำและบำรุงผิว’
【สบู่ซักผ้า × 2 ก้อน】
【แชมพูสระผม × 1 ขวด】
【ครีมอาบน้ำกลิ่นกุหลาบ × 1 ขวด】
【ครีมนวดผมเพื่อผมนุ่มสลวย × 1 ขวด】
【ยาสีฟันเบกกิ้งโซดาเพื่อฟันขาว × 1 หลอด】
【แปรงสีฟันขนนุ่ม × 5 ด้าม】
【โลชั่นบำรุงผิวเพื่อความขาวกระจ่างใส × 1 ขวด】
【ครีมบำรุงผิวหน้าเพิ่มความชุ่มชื้น × 1 กระปุก】
【ครีมบำรุงผิวหน้าสำหรับเด็ก × 1 กระปุก】
【สบู่ล้างหน้าถนอมผิว × 1 ก้อน】
ทั้งหมดล้วนเป็นของที่จำเป็นสำหรับครอบครัวในตอนนี้ทั้งสิ้น
หลินเจาลุกขึ้นจากเตียงอย่างแผ่วเบาที่สุด เธอนึกในใจให้ระบบนำของออกมา ก่อนจะเก็บของที่เพิ่งสุ่มได้ทั้งหมดเข้าไปในตู้อย่างเงียบเชียบ จากนั้นจึงหาวออกมาหนึ่งครั้งแล้วกลับขึ้นเตียงนอนหลับไปในที่สุด
[จบบท]