บทที่ 173: อย่าแกล้งกันสิ (1/2)
ดวงตาของซ่งอวิ๋นจิ่นเป็นประกายระยับ เขาถูนิ้วไปมาอย่างตื่นเต้น
“คุณไปสืบได้ความว่ายังไงบ้างคะ” ป้าสะใภ้ซ่งเอ่ยถามสามีด้วยความอยากรู้
ลุงซ่งพยักหน้ารับ “อืม”
“แล้วตกลงมันเรื่องอะไรกัน”
ซ่งอวิ๋นเฉิงและซ่งอวิ๋นจิ่นกลัวว่าพ่อจะไล่ออกจากห้องไปเสียก่อน จึงพากันผ่อนลมหายใจให้เบาที่สุด พยายามทำตัวให้เงียบเชียบเพื่อจะได้ฟังเรื่องสนุกให้จบ
ลุงซ่งแค่นเสียงหยัน “ก็แค่ตำแหน่งพนักงานชั่วคราวที่ยังไม่รู้ว่าจะได้จริงหรือเปล่า ไอ้เด็กนั่นมันถึงกับยอมทำผิดศีลธรรม รีบร้อนถอนหมั้นกับหยวนเซียงแทบไม่ทัน”
ที่สำคัญ ถ้าไม่รีบจัดการให้เด็ดขาด ท้องของเด็กผู้หญิงคนนั้นก็จะป่องจนปิดไม่มิดแล้ว
สองพี่น้องอวิ๋นเฉิงกับอวิ๋นจิ่นยังคงงุนงง แต่ป้าสะใภ้ซ่งเข้าใจความนัยในคำพูดของสามีเป็นอย่างดี หญิงวัยกลางคนขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรังเกียจ
“ไม่แต่งเข้าไปก็ดีแล้วล่ะค่ะ ครอบครัวไร้ศีลธรรมแบบนั้น ใครหลงเข้าไปก็มีแต่จะซวย” เธอถอนหายใจ “ฉันล่ะไม่เข้าใจความคิดของน้องสาวคนโตของคุณเลยจริงๆ ที่หาผู้ชายแบบนี้มาให้หยวนเซียง”
หลานสาวต้องเสียเวลาไปตั้งหลายปีไม่พอ ยังต้องมามัวหมองเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องอีก ช่างน่าสงสารจริงๆ
“อย่าไปโทษน้องสาวเลย เรื่องนี้ปู่ของหยวนเซียงเป็นคนจัดการเอง น้องสาวผมก็ทำอะไรไม่ได้” ลุงซ่งแก้ต่างให้น้องสาวคนโตของตน เพราะรู้ดีว่าน้องสาวเป็นคนหัวอ่อน ไม่กล้าขัดใจพ่อสามีอยู่แล้ว
ป้าสะใภ้ซ่งเบ้ปากอย่างไม่เห็นด้วย ถ้าเป็นลูกสาวของเธอละก็ ฝันไปเถอะว่าจะยอมให้ใครมาจับคลุมถุงชนแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นพ่อสามีหรือแม่สามีหน้าไหนก็ตาม
“ยังไงคุณก็ช่วยมองหาหนุ่มโสดดีๆ ที่ไม่ติดเรื่องทะเบียนบ้านให้หน่อยแล้วกัน ถ้าเจอคนที่เหมาะสม…” ลุงซ่งเอ่ยปากขอร้อง
“ไม่ต้องบอกฉันก็ทำอยู่แล้วค่ะ ฉันวานให้พี่สะใภ้จูช่วยดูๆ ให้อยู่ ถ้าเจอคนที่ใช่เมื่อไหร่จะรีบบอกหยวนเซียงทันที” ป้าสะใภ้ซ่งเป็นคนจิตใจดี ไม่เคยปฏิเสธที่จะช่วยเหลือใครอยู่แล้ว แต่เธอก็ไม่ลืมที่จะเตือนสามี “แต่หยวนเซียงมีทะเบียนบ้านอยู่ต่างจังหวัด ไม่ได้เป็นแม้แต่พนักงานชั่วคราว การหาคู่ครองดีๆ อาจจะยากหน่อย คุณต้องเตรียมใจไว้นะคะ”
“ผมรู้ คุณลองหาไปก่อน น้องสาวคนเล็กของผมเองก็กำลังช่วยหาอยู่เหมือนกัน ผมเชื่อว่าต้องหาคนที่เหมาะสมเจอแน่” ลุงซ่งมั่นใจในตัวหลานสาว หยวนเซียงเป็นเด็กดี ขยันขันแข็งและนิสัยน่าคบหา ไม่มีทางที่จะหาคนดีๆ มาเป็นคู่ชีวิตไม่ได้
ซ่งอวิ๋นจิ่นที่ฟังอยู่นานยังคงไม่เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด “พ่อครับ ช่วยอธิบายให้ชัดๆ หน่อยได้ไหมครับว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ พี่ชายผมอยากรู้จะแย่แล้ว”
ซ่งอวิ๋นเฉิง: “…”
พี่ชายที่ถูกพาดพิงเอื้อมแขนยาวไปล็อกคอผู้น้อง ดึงเข้ามาหนีบไว้ใต้รักแร้
ซ่งอวิ๋นจิ่นถึงกับกลั้นหายใจ ดิ้นรนสุดชีวิตพลางร้องโวยวาย “ซ่งอวิ๋นเฉิงปล่อยนะเว้ย รักแร้พี่เหม็นจะตายอยู่แล้ว ฉันจะสลบแล้ว พ่อครับช่วยด้วย! แม่ครับช่วยผมที!”
“อวิ๋นเฉิง อย่าแกล้งน้องสิลูก” ป้าสะใภ้ซ่งที่ทนดูไม่ไหวเอ่ยปราม
ซ่งอวิ๋นเฉิงยอมไว้หน้าแม่จึงคลายแขนออก แต่ยังไม่วายคาดโทษน้องชาย “คราวหน้าถ้ากล้าโยนขี้มาให้ฉันอีกละก็ ฉันจะรมกลิ่นนายอีกรอบแน่” เขายกมุมปากยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
ทันทีที่เป็นอิสระ ซ่งอวิ๋นจิ่นก็รีบเผ่นไปยืนห่างจากพี่ชายเป็นเมตร พลางหอบหายใจอย่างแรง พร้อมประกาศตัดพี่ตัดน้องเป็นเวลา 5 นาทีเต็ม
“ดึกมากแล้ว ไปนอนกันได้แล้ว” ลุงซ่งไม่อยากอธิบายอะไรเพิ่มเติม เขาหยิบแก้วเคลือบแล้วจูงมือภรรยากลับห้องนอนไป ทิ้งให้สองพี่น้องที่ยังฟังเรื่องไม่จบรู้สึกค้างคาใจ
“พี่ พอจะเดาออกไหม” ซ่งอวิ๋นจิ่นลืมเรื่องที่ประกาศกร้าวว่าจะตัดความสัมพันธ์กับพี่ชายไปเสียสนิท เขาเขยิบเข้าไปกระซิบถามด้วยแววตาคาดหวัง
“ถามฉันแล้วฉันจะไปรู้ได้ยังไง” ซ่งอวิ๋นเฉิงหาวหวอด ก่อนจะเดินกลับห้องไปนอน ทิ้งท้ายไว้ว่า “ช่างมันเถอะ ถ้ามันควรจะรู้ เดี๋ยวก็ได้รู้เอง”
…
รุ่งเช้า
หลินเจาลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว เธอนอนนิ่งอยู่บนเตียง รู้สึกมึนงงราวกับเพิ่งตื่นจากฝันยาวนาน ความทรงจำจากค่ำคืนที่ผ่านมาค่อยๆ ไหลบ่าเข้ามาในหัว ภาพเหตุการณ์ร้อนแรงที่ทำให้ใบหน้าร้อนผ่าวและหัวใจเต้นระรัวผุดขึ้นมาชัดเจน
หญิงสาวดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง พลิกตัวซุกหน้าลงกับผ้าห่มสีแดงกุหลาบ เรือนผมดุจสาหร่ายสีดำขลับแผ่สยายปกคลุมใบหน้า เผยให้เห็นเพียงใบหูเล็กๆ ที่แดงก่ำ
เสียงเปิดประตูดัง “แกรก” ก่อนที่เสียงฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคงจะค่อยๆ เดินใกล้เข้ามา
ริมฝีปากของคนที่แกล้งหลับอยู่บนเตียงยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม แต่เธอก็ยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติง
ผิวขาวเนียนละเอียดที่โผล่พ้นออกมาจากผืนผ้า ประดับประดาไปด้วยรอยสีกุหลาบจางๆ ในตำแหน่งที่ปกติไม่เคยมีใครได้เห็น ขาเรียวสวยพาดอยู่บนผ้าห่ม ดูงดงามราวกับกิ่งเหมยขาวที่ผลิบานอยู่ท่ามกลางต้นเหมยแดง เป็นภาพที่งดงามจนแทบหยุดหายใจ
อย่างน้อยในสายตาและหัวใจของกู้เฉิงหวยก็เป็นเช่นนั้น
ภาพที่ถูกเรียวขาคู่นั้นเกี่ยวรัดอย่างแนบแน่นเมื่อคืนหวนกลับมาในความคิด ดวงตาสีนิลของเขาวาวโรจน์ขึ้น ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงช้าๆ
ชายหนุ่มหลับตาลงเพื่อสงบไฟปรารถนาที่ทำท่าจะปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียง
มือใหญ่แข็งแรงลูบไล้ไปตามหัวไหล่ของหลินเจาเบาๆ
“เจาเจา ตื่นได้แล้วนะ”
คนที่อยู่บนเตียงยังคงนิ่งสนิท
เพียงแค่เห็นปฏิกิริยานั้น กู้เฉิงหวยก็รู้ได้ทันทีว่าภรรยาของเขาตื่นนานแล้ว เพียงแต่แกล้งหลับทำตัวเป็นแมวขี้เกียจเท่านั้นเอง
เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแต่ยกมือขึ้นลูบหลังเธอเบาๆ
หลินเจารีบคว้ามือเขาไว้แล้วสอดนิ้วประสานกันแน่น ไม่ยอมให้เขาขยับ
“ถ้าคุณลูบอีกฉันได้หลับต่อแน่ๆ” เสียงของเธอทั้งนุ่มนวลและเจือความงัวเงีย
กู้เฉิงหวยหัวเราะเบาๆ ก่อนจะรวบตัวภรรยาขึ้นมาอุ้ม จุมพิตที่หน้าผากของเธออย่างรักใคร่ “การเดินทางไปกลับทุกวันมันเหนื่อยเกินไปนะ ผมว่าจะลองไปคุยกับหยางจวินจือดู เผื่อเขาจะพอช่วยหาบ้านในอำเภอให้เราได้”
เขาไม่แน่ใจว่าจะมีบ้านว่างหรือนโยบายอนุญาตหรือไม่ แต่ก็อยากจะลองสอบถามดู
ดวงตาของหลินเจาเบิกกว้างขึ้นทันที
จริงด้วย! เธอมีบ้านแล้วนี่นา
เพิ่งจะจับสลากได้เมื่อวานนี้เอง!
“ไม่ต้องหรอกค่ะ!”
ดวงตาของเธอทอประกายสดใส เมื่อเธอยิ้มดวงตาเรียวสวยก็โค้งลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ดูมีชีวิตชีวาจนเขาละสายตาไม่ได้
กู้เฉิงหวยอดใจไม่ไหว โน้มตัวลงไปจุมพิตที่เปลือกตาของเธออย่างแผ่วเบา
“ฉันยังไม่ได้ล้างหน้าเลยนะ” หลินเจาดันใบหน้าคมคายของเขาออกเบาๆ แล้วซุกหน้าลงกับซอกคอแกร่ง พลันนึกถึงภาพเส้นเลือดที่ปูดโปนขึ้นมาอย่างน่าหลงใหลเมื่อคืนนี้แล้วก็รู้สึกขาอ่อนขึ้นมา
“ไม่เป็นไรนี่ ผมไม่รังเกียจ” กู้เฉิงหวยกล่าวพลางหัวเราะในลำคอ
“คุณไม่รังเกียจแต่ฉันรังเกียจนะ!” มือของหลินเจาวางทาบบนแผงอกกว้าง สัมผัสได้ถึงมัดกล้ามที่แข็งแรงทรงพลัง ความทรงจำจากค่ำคืนที่เร่าร้อนหวนกลับมาทำให้แก้มของเธอร้อนผ่าว
เธอแสร้งบ่นอุบอิบ “ถ้าเกิดจูบไปโดนขี้ตาเข้าจะทำยังไง ฉันรังเกียจคุณแน่ๆ แล้วต่อไปถ้าคุณจะมาจูบฉันอีก ฉันก็คงจูบตอบแบบสนิทใจไม่ได้แล้ว”
กู้เฉิงหวยหลุดหัวเราะออกมา “ไม่มีหรอกน่า หน้าของคุณขาวสะอาดจะตายไป ไม่มีอะไรติดอยู่เลย”
หลินเจารู้ดีว่าเธอแค่พยายามจะเปลี่ยนเรื่องคุยเท่านั้น ความจริงแล้วตั้งแต่ได้ใช้ครีมทาหน้าที่สุ่มได้มา ผิวที่ดีอยู่แล้วก็ยิ่งเนียนละเอียดมากขึ้น แม้จะนอนมาทั้งคืนก็ยังไม่มีความมันเลยสักนิด จนเธออยากจะเสี่ยงโชคอีกสักครั้ง
“ปวดเมื่อยตรงไหนไหม” เขาถามพลางนวดเอวให้เธอเบาๆ
“ไม่ค่ะ” หลินเจาตอบอย่างแผ่วเบา
เขาเป็นแบบนี้เสมอ ให้ความสำคัญกับความรู้สึกของเธอเป็นอันดับแรก แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่อารมณ์ปรารถนาครอบงำ เขาก็ยังคงถามไถ่ด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่าเธอยังไหวไหม เร็วไปหรือเปล่า ถ้าไม่ไหวให้รีบบอก…
ใครจะคิดว่านายทหารผู้เย็นชาเมื่ออยู่นอกบ้าน จะกลายมาเป็นสามีที่คลั่งรักภรรยาได้ถึงเพียงนี้ เธอรู้ดีว่าตัวเองเป็นคนพิเศษสำหรับเขาเสมอ
“ก๊อก—ก๊อก—ก๊อก”
เสียงเคาะประตูเป็นจังหวะสม่ำเสมอดังขึ้น
จังหวะการเคาะแบบนี้ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นฝีมือของต้าไจ่
เพราะถ้าเป็นเอ้อร์ไจ่ ประตูคงสั่นสะเทือนด้วยเสียง “ปัง! ปัง! ปัง!” จากกำปั้นน้อยๆ ของเจ้าตัวแสบไปแล้ว
“ต้าไจ่ แม่กำลังแต่งตัวอยู่จ้ะ รอแป๊บนะลูก” หลินเจานั่งตัวตรง หันหน้าไปทางประตูแล้วตะโกนตอบกลับไป
“พี่! แม่ตื่นแล้ว!” เสียงเจื้อยแจ้วของเอ้อร์ไจ่ดังขึ้นทันที
“อืม ฉันได้ยินแล้ว” ต้าไจ่หยุดเคาะประตูแล้วยืนรออย่างสงบเสงี่ยม “แม่ครับ พวกเราไม่รีบ”
เอ้อร์ไจ่เบะปาก มือเล็กๆ ก็จับห่วงเหล็กบนประตูเขย่าไปมา ใจอยากจะพุ่งเข้าไปในห้องเสียเดี๋ยวนี้ “แต่ฉันรีบนะพี่ ฉันไม่เห็นหน้าแม่มาตั้งคืนหนึ่งกับอีกหนึ่งเช้าเลยนะ”
“แม่กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่” ต้าไจ่ทำหน้าขรึม พูดอย่างจริงจัง “เวลาสหายผู้หญิงเปลี่ยนเสื้อผ้า สหายผู้ชายต้องรู้จักหลีกเลี่ยง ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นพวกทำตัวไม่ดี”
กู้อวี้เฉิงที่บังเอิญเดินผ่านมาได้ยินบทสนทนาของหลานชายเข้าพอดีถึงกับขำก๊ากในใจ
เด็กตัวแค่นี้ริอาจพูดเรื่องทำตัวไม่ดีขึ้นมาแล้วเหรอเนี่ย ตลกเป็นบ้า!
แต่ถึงอย่างนั้น… ก็ถือว่าเป็นความคิดที่ดี
ภายในห้อง
กู้เฉิงหวยลุกขึ้นเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า
เสื้อผ้าที่พับและแขวนไว้อย่างเป็นระเบียบปรากฏแก่สายตา เขาหันมาถามภรรยา “อยากใส่ตัวไหน”
“เสื้อคอตุ๊กตาสีขาวตัวซ้ายสุดกับกระโปรงยาวสีกรมท่าตัวนั้นค่ะ” หลินเจานั่งกอดหมอนอยู่บนเตียง
เรือนร่างในชุดนอน ผมสีดำขลับสยายเต็มแผ่นหลัง และใบหน้าที่ขาวอมชมพูระเรื่อทำให้เธอดูสดใสมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายราวกับมีน้ำพุใสซ่อนอยู่ภายใน ยามที่เธอยิ้มดวงตาก็โค้งลง งดงามเจิดจ้าดุจดวงตะวัน
เพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้น เธอก็สามารถทำให้หัวใจของกู้เฉิงหวยเปี่ยมล้นไปด้วยความอ่อนโยนได้อย่างง่ายดาย
ชายหนุ่มหยิบเสื้อผ้าแล้วเดินกลับมาที่เตียง “จะให้ผมช่วยใส่ให้ไหม” เขาถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ร่างสูงใหญ่ของเขาบดบังแสงสว่างจนหมดสิ้น หลินเจามองไม่เห็นใบหน้าเขาชัดเจนจึงเอ่ยปากบ่น “คุณบังแสงหมดแล้ว”
กู้เฉิงหวยยิ้มละมุน ก่อนจะนั่งลงบนขอบเตียง
แล้วถามย้ำอีกครั้ง “จะให้ผมช่วยใส่ให้ไหม”
“ไม่ต้องค่ะ” ถ้าให้เขาช่วย มีหวังได้ใช้เวลาแต่งตัวนานขึ้นเป็นสองเท่าแน่ หลินเจาปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
พูดจบเธอก็จัดการถอดชุดนอนออกอย่างไม่เขินอาย
[จบบท]