บทที่ 180: ทัพเสริม (2/2)
บ้านเว่ย
ทางฝั่งบ้านเว่ย กู้ฉานยังไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังเสริมจากบ้านแม่กำลังเดินทางมาถึงในไม่ช้า ตอนนี้เธอกำลังรับมือกับสะใภ้ใหญ่เว่ยอยู่
เรื่องของเรื่องก็คือ—
หลังจากแยกบ้านกัน ครอบครัวของน้องชายสามีก็ย้ายออกไปทันที ทำให้แรงงานในบ้านหายไปกว่าครึ่ง สะใภ้ใหญ่เว่ยเองก็ไม่ใช่คนขยันอะไรนัก ไหนจะซักผ้า ทำกับข้าว ทำความสะอาดบ้าน รดน้ำแปลงผัก สารพัดงานจิปาถะ แถมยังต้องออกไปทำงานในไร่นาเพื่อเอาคะแนนงานอีก แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว
ผ่านไปแค่ 2 วันเท่านั้นแหละ เธอถึงกับสำนึกผิด!
วันนี้เธอเลยบุกมาถึงประตูบ้านเพื่อขอคืนดี แต่ดันมาในมาดของผู้หลักผู้ใหญ่ที่ชอบสั่งสอน
“น้องสะใภ้ ถึงเราจะแยกบ้านกันแล้ว แต่พ่อกับแม่ก็ยังเป็นพ่อแม่สามีของเธอนะ เป็นปู่ย่าแท้ๆ ของเจ้าสองสือโถวด้วย เธอจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่สนใจอะไรเลยได้ยังไง ถ้าคนอื่นรู้เข้า เดี๋ยวชาวบ้านเขาก็เอาไปนินทาเอาหรอกว่าอกตัญญู”
พอเปิดปากปุ๊บ สะใภ้ใหญ่เว่ยก็ยกเอาเรื่องศีลธรรมความกตัญญูมาข่มทันที
กู้ฉานขมวดคิ้ว “ฉันกับเซี่ยงตงไม่ได้บอกว่าจะไม่ดูแลนะคะ ในสัญญาแยกบ้านก็เขียนไว้ชัดเจนแล้วนี่คะว่าพอพ่อกับแม่อายุครบ 60 เราจะส่งเงินเลี้ยงดูให้ ไม่ต้องให้พี่สะใภ้ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ”
“พูดแบบนั้นได้ยังไง!” สะใภ้ใหญ่เว่ยเถียงข้างๆ คูๆ ไม่ยอมรับฟัง
“แล้วอีกตั้งหลายปีกว่าพ่อกับแม่จะอายุ 60 เนี่ย จะเอายังไง?”
“พวกเธอสองคนผัวเมียคงไม่ลอยตัวเหนือปัญหา ไม่สนใจไยดีอะไรเลยใช่ไหม? ถ้าคิดจะทำแบบนั้นจริงๆ ล่ะก็ ฉันจะไปฟ้องให้คนอื่นเขามาตัดสินดูสิว่ามันยุติธรรมที่ไหน”
กู้ฉานสูดหายใจเข้าลึกๆ เริ่มไม่อยากจะเสวนาด้วย เลยตอบกลับไปเรียบๆ “งั้นก็เชิญเลยค่ะ”
สะใภ้ใหญ่เว่ยรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังชกกำปั้นลงบนปุยนุ่น มันทั้งโหวงเหวงและอึดอัดในอกไปหมด
“ถ้าพี่สะใภ้ไม่มีอะไรแล้วก็กลับไปเถอะค่ะ ฉันต้องทำกับข้าวแล้ว ไม่มีเวลามานั่งเถียงเรื่องไร้สาระกับพี่หรอก” แม้กู้ฉานจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่เนื้อหาในประโยคนั้นคมกริบไร้ความปรานี
“เซี่ยงตงบอกว่าเรื่องดูแลพ่อกับแม่ เดี๋ยวเขาจะไปคุยกับพี่ใหญ่เอง เขาบอกให้ฉันไม่ต้องยุ่ง”
“กู้ฉาน! นี่ยังเห็นว่าตัวเองเป็นคนของบ้านเว่ยอยู่รึเปล่า!” สะใภ้ใหญ่เว่ยกรี๊ดเสียงแหลม เหมือนแมวป่าโดนเหยียบหาง
แต่กู้ฉานก็สวนกลับได้อย่างหนักแน่นและชัดเจน
ทุกถ้อยคำที่เธอเปล่งออกมานั้นชัดเจนและส่งตรงเข้าโสตประสาทของอีกฝ่ายอย่างจัง
“ฉันนามสกุลกู้ เป็นคนบ้านกู้”
“ฉันกับเว่ยเซี่ยงตงแค่สร้างครอบครัวใหม่ด้วยกัน แต่มันไม่ได้หมายความว่าฉันจะต้องเปลี่ยนไปใช้นามสกุลเว่ย”
“ฉันเกิดมาพร้อมนามสกุลกู้ และก็จะใช้นามสกุลนี้ไปทั้งชาติ พี่สะใภ้รีบร้อนอยากจะเปลี่ยนนามสกุลนัก ก็อย่าคิดว่าคนอื่นเขาจะอยากเปลี่ยนเหมือนพี่สิคะ”
ต่อให้สะใภ้ใหญ่เว่ยจะทึ่มแค่ไหน ก็รู้ได้ทันทีว่ากำลังโดนเหน็บแนมเข้าอย่างจัง เธอโกรธจนเลือดขึ้นหน้า พุ่งเข้าไปหมายจะตบให้หายแค้น
เธอตัวสูงกว่ากู้ฉานเป็นคืบ แถมไหล่ยังกว้างกว่า พอขยับตัวเข้ามาใกล้ ดวงตาก็ฉายแววมุ่งร้าย มุมปากเหยียดยิ้มอย่างไม่เป็นมิตร เหมือนคิดจะทำอะไรบางอย่าง
“พี่ครับ”
น้ำเสียงทุ้มเย็นที่ฟังดูหนักแน่นดังขึ้นจากด้านนอก
กู้ฉานดีใจจนเนื้อเต้น ผลักสะใภ้ใหญ่เว่ยจนกระเด็นแล้ววิ่งออกไปข้างนอกทันที พอเห็นหน้าน้องชาย เธอก็ยิ้มกว้างออกมา
“เฉิงหวย”
“พี่ครับ ไม่เป็นไรใช่ไหม?” กู้เฉิงหวยถามอย่างแปลกใจ
แต่ยังไม่ทันขาดคำ พอเหลือบไปเห็นร่างของอีกคนที่ยืนอยู่ สายตาของเขาก็พลันเปลี่ยนเป็นเฉียบคมทันที
“คุณมาทำอะไรที่นี่?” คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัว
หลินเจาเคยบอกว่าผู้หญิงคนนี้ชอบหาเรื่องพี่สาวเขา
ขนาดพี่ย้ายออกมาจากบ้านเว่ยแล้วยังตามราวีไม่เลิก แถมยังเลือกมาตอนที่เว่ยเซี่ยงตงไม่อยู่อีก คงไม่ได้มาดีแน่ๆ
คิดได้ดังนั้น กู้เฉิงหวยจึงไม่มีทางที่จะปั้นหน้าดีๆ ใส่เธอเด็ดขาด
สะใภ้ใหญ่เว่ยเป็นพวกใจปลาซิวแต่ชอบกร่าง พอเจอสายตาคมกริบของกู้เฉิงหวยเข้าไป ประกอบกับเรื่องที่ตัวเองเพิ่งคิดจะทำชั่วเมื่อกี้ ทำให้เธอรู้สึกร้อนตัวจนทำอะไรไม่ถูก
เธอถูกสายตาคมกริบของกู้เฉิงหวยจ้องจนหัวใจแทบจะหลุดออกมาจากอก พูดจาตะกุกตะกักสมองตื้อไปหมด สุดท้ายเลยแถไปส่งๆ “ฉะ...ฉัน...พอดีที่บ้านจะทำกับข้าว เลยมาเรียกเจ้าสองสือโถวกลับไปกินข้าวที่บ้านใหญ่”
แต่ความจริงก็คือ ที่บ้านเว่ยจะมีเนื้อกับผีอะไรล่ะ แค่หนังหมูสักแผ่นยังไม่มีเลย
กู้เฉิงหวยแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเอ่ยปากเตือนเสียงเข้ม “ในเมื่อแยกบ้านกันแล้ว ก็ถือว่าเป็นคนละครอบครัว ที่นี่ไม่ต้อนรับคุณ ต่อไปจะเรื่องด่วนเรื่องไม่ด่วนก็ไม่ต้องมาอีก”
สะใภ้ใหญ่เว่ยไม่กล้าอยู่ต่อแม้แต่วินาทีเดียว รีบขานรับ “รู้แล้ว” แล้วเผ่นแน่บเหมือนโดนหมาไล่
พอร่างของตัวปัญหายลับไป คิ้วที่ขมวดมุ่นของกู้เฉิงหวยก็คลายออกจากกัน
“พี่ครับ ถ้าผู้หญิงคนนั้นมาอีก ไม่ต้องเปิดประตูให้นะ”
กู้ฉานยิ้มฝืดๆ พลางอธิบาย “พี่ก็ไม่อยากเปิดหรอก แต่ประตูรั้วมันยังซ่อมไม่เสร็จดี เธอเลยพังเข้ามาเอง”
ได้ยินแบบนั้น กู้เฉิงหวยก็หันขวับกลับไปทันที เขาวิ่งพรวดออกไปแล้วก้าวยาวๆ ตรงไปยังบ้านเว่ยอย่างรวดเร็ว
เพียงชั่วอึดใจ เขาก็ตามสะใภ้ใหญ่เว่ยที่เดินอยู่ข้างหน้าทัน
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ” เขาตะโกนสั่ง
สะใภ้ใหญ่เว่ยจำเสียงได้แม่น รู้ตัวว่าหนีได้หนเดียวหนีไม่ได้ตลอดไป เลยไม่กล้าขยับฝีเท้า
เธอหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา
ร่างสูงสง่าที่แผ่รังสีคุกคามเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
เธอตกใจจนต้องถอยหลังกรูดไปหลายก้าว “จะทำอะไรอีก? ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ”
สะใภ้ใหญ่เว่ยใจเสียจนพูดไม่คิด “ฉันก็แค่อยากจะตบมันนี่ แต่นั่นก็เพราะว่ามันยั่วโมโหฉันก่อนนะ”
สิ้นคำพูดนั้น
บรรยากาศรอบตัวก็พลันเย็นยะเยือกลงทันที
สายตาเย็นชาที่มองมาเหมือนมีดน้ำแข็งทิ่มแทงจนเธอสะท้านไปทั้งตัว
รัศมีกดดันรอบตัวของกู้เฉิงหวยเย็นเฉียบราวกับคมดาบที่เพิ่งชุบน้ำแข็ง น้ำเสียงของเขาต่ำลงจนน่ากลัว “คุณยังคิดจะตบคนอีกเหรอ?”
พลังอำนาจที่เขาเก็บงำไว้ในยามปกติถูกปลดปล่อยออกมาเต็มที่
ราวกับอสูรร้ายที่แยกเขี้ยวแหลมคมออกมาข่มขวัญศัตรู ทำให้ผู้คนรู้สึกหนาวเหน็บไปจนถึงไขกระดูก
วินาทีนี้สะใภ้ใหญ่เว่ยรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับปีศาจที่น่าสะพรึงกลัวจนอยากจะทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้น
“เปล่านะ ฉันไม่ได้จะตบเธอ ฉันเปล่า ไม่ได้ทำ” เธอรีบส่ายหน้าเป็นพัลวัน คราวนี้เธอขวัญหนีดีฝ่อของจริง
“ฉันแค่จะไปขอคืนดี อยากให้เธอช่วยฉัน ไม่ได้ตั้งใจจะไปหาเรื่องเลยนะ ฉันไม่กล้าหรอก...”
กู้เฉิงหวยยังคงตีหน้าขรึม ก่อนจะประกาศิตเสียงเย็น “ไม่ต้องมาคืนดีอะไรทั้งนั้น ต่อไปห้ามไปเหยียบบ้านนั้นอีก ถ้ายังกล้ามาอีก ผมจะพาคนไปรื้อบ้านคุณทิ้ง”
แน่นอนว่าคนเป็นทหารอย่างเขาไม่มีทางทำผิดวินัยอยู่แล้ว แต่การจัดการกับคนพาลแบบนี้ จะแสดงความอ่อนแอให้เห็นไม่ได้ ต้องขู่ให้กลัวหัวหดไปเลย
“ไม่ไปแล้ว ไม่ไปแล้ว ไม่ไปอีกแล้วจ้ะ!” สะใภ้ใหญ่เว่ยรีบรับคำ
เธอเคยเจอกู้เฉิงหวยเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นก็ไม่ได้รู้สึกว่าเขาน่ากลัวอะไร แต่พอมาเจอครั้งนี้ ทำไมมันน่ากลัวขนาดนี้ก็ไม่รู้
ผู้ชายคนนี้ ต้องเคยฆ่าคนมาแล้วแน่ๆ
“คุณทำประตูบ้านพี่สาวผมพัง ต้องจ่ายค่าเสียหายมา 5 หยวน” กู้เฉิงหวยสั่งเสียงเรียบ
“หา?”
สะใภ้ใหญ่เว่ยหน้าดำทันที
“ประตูพังๆ นั่นน่ะ ให้ 2 เฟินยัง...”
เธอกำลังจะอ้าปากเถียง แต่พอสบเข้ากับสายตาเย็นชาคู่นั้นปุ๊บ คำพูดที่จ่ออยู่ตรงปากก็ถูกกลืนลงท้องไปทันที
ใจของหญิงขี้เหนียวสั่นระรัวด้วยความเจ็บปวด เธอกัดฟันกรอด “ฉันจ่าย..ฉันจ่าย!”
พระเจ้าช่วย! ไม่ได้อะไรกลับมาเลยสักนิด แถมยังขาดทุนป่นปี้!
“ผมให้เวลาคุณ 10 นาที เอาเงินมาให้ที่บ้าน อย่าให้ผมต้องตามไปทวงเอง” กู้เฉิงหวยทิ้งระเบิดลูกสุดท้ายไว้ แล้วเดินจากไปอย่างไม่ไยดี
สะใภ้ใหญ่เว่ย: “...” ไม่กล้าหรอก ไม่กล้าให้ไปทวงที่บ้านแน่ๆ เธอไม่ได้อยากสร้างบ้านใหม่นะ
เธอกลับไปบ้านอย่างหมดเรี่ยวหมดแรง คุ้ยกล่องเหล็กออกมาจากรูหนู นับเงิน 5 หยวนออกมายื่นให้สามี
พี่ใหญ่เว่ยนึกว่าภรรยาสุดที่รักนึกครึ้มอกครึ้มใจจะให้เงินส่วนตัวใช้ ดวงตาของเขาลุกวาวขึ้นมาทันที “เมียจ๋า?”
“...เอาไปให้บ้านรอง” สะใภ้ใหญ่เว่ยแทบจะกระอักเลือด พยายามข่มใจไม่ให้กระชากเงินกลับคืนมา แล้ววิ่งกลับเข้าห้อง ทิ้งตัวลงบนเตียงแล้วร้องห่มร้องไห้ราวกับบ้านไฟไหม้ควายตาย
พี่ใหญ่เว่ยยืนงงเป็นไก่ตาแตก รีบวิ่งเข้าไปในห้องนอนจนไหล่กระแทกเข้ากับวงกบประตูเต็มๆ ทำเอาฝุ่นดินบนผนังร่วงกราว
“ทำไมล่ะ?”
“นี่มันตั้ง 5 หยวนนะ! 5 หยวน! จะเอาไปให้บ้านรองทำซากอะไร?!” เขาถามอย่างหัวเสีย
“บอกให้ไปก็ไปสิ! ถามอยู่นั่นแหละ ถ้าไม่อยากให้บ้านเราโดนรื้อ ก็รีบเอาเงินไปให้เขาเดี๋ยวนี้!” สะใภ้ใหญ่เว่ยทำหน้าเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ
พอได้ยินภรรยาพูดจริงจังขนาดนั้น พี่ใหญ่เว่ยก็ไม่กล้าอิดออดอีก รีบวิ่งจู๊ดไปที่บ้านรองทันที ระหว่างทางก็คิดฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานา
พอไปถึงบ้านรองเท่านั้นแหละ ถึงได้รู้ว่าวีรกรรมที่ภรรยาสุดที่รักไปก่อไว้มันคืออะไร
“เงินค่าประตู...ประตูบานเนี้ยเนี่ยนะ?” พี่ใหญ่เว่ยชี้ไปที่ประตูที่สภาพเหมือนจะพังแหล่มิพังแหล่ด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
ไอ้ประตูซอมซ่อแบบนี้เนี่ยนะ มันมีค่าถึง 5 หยวน?
“ก็ประตูบานนี้แหละครับ บวกกับค่าทำขวัญให้พี่สาวผมด้วย นี่ผมคิดไม่แพงแล้วนะ ถ้ามีคราวหน้าล่ะก็...” กู้เฉิงหวยเว้นจังหวะอย่างเหนือชั้น เพิ่มแรงกดดันเป็นสองเท่า
นี่ยังไม่เรียกว่าขูดรีดอีกเหรอ?
เขาพยายามจะมองหน้าชายหนุ่มเพื่อต่อรองราคา แต่พอสบเข้ากับสายตาเย็นเยียบเหมือนน้ำแข็งขั้วโลกคู่นั้นปุ๊บ คำพูดทุกอย่างก็จุกอยู่ที่คอหอย เขาจำใจต้องวางเงินลงอย่างแสนเสียดาย แล้วรีบเดินจากไปทันที
กู้เฉิงหวยไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองทำเกินไปเลยสักนิด
สองผัวเมียบ้านใหญ่นั่นเอาเปรียบครอบครัวพี่สาวของเขามาไม่รู้เท่าไหร่ ขนาดแยกบ้านออกมาแล้วยังกล้ามาหาเรื่องถึงที่อีก แค่ 5 หยวนนี่ถือว่าปรานีมากแล้ว
“พี่ครับ เก็บเงินนี่ไว้นะ แล้วจ้างคนมาทำประตูใหม่ให้มันแข็งแรงกว่านี้”
กู้ฉานไม่คิดจะเกรงใจน้องชายแท้ๆ ของตัวเองอยู่แล้ว เธอรับเงินมาเก็บไว้อย่างดีแล้วหัวเราะร่า “ได้เลย! ต้องทำดีๆ เลย! นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ได้เอาคืนบ้านใหญ่ ต้องทำให้มันดีๆ ไปเลย!”
ด้านนอก มีเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กดังขึ้นมาก่อนตัว
จากนั้นต้าสือโถวกับเสี่ยวสือโถวก็วิ่งเข้ามาในบ้าน
“น้าสาม” ต้าสือโถวตะโกนเรียก
เขาจำหน้าน้าชายสามไม่ค่อยได้แล้ว แต่ที่จำได้แม่นคือชุดทหารเท่ๆ นั่น
เขากำลังจะสะกิดให้น้องชายเรียกน้า แต่ที่น่าประหลาดใจคือเสี่ยวสือโถวกลับวิ่งปรี่เข้าไปหากู้เฉิงหวย อ้าแขนน้อยๆ ออก แล้วพูดอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน “น้าสาม อุ้มหน่อยครับ”
กู้ฉานถึงกับอึ้งไปนิดหน่อย ไม่เคยเห็นลูกชายคนเล็กเข้าหาคนแปลกหน้าขนาดนี้มาก่อน
เธอรู้ดีว่าน้องชายเป็นคนค่อนข้างเย็นชา ไม่ชอบสุงสิงกับใคร เลยตั้งท่าจะเข้าไปดึงลูกชายออกมา
แต่กลับเห็นกู้เฉิงหวยย่อตัวลงแล้วอุ้มเสี่ยวสือโถวขึ้นมาอย่างง่ายดาย
เจ้าตัวเล็กไปเล่นซนที่ไหนมาก็ไม่รู้ เนื้อตัวมอมแมมไปหมด พอถูกอุ้มขึ้นมา ดินก็เลยเปรอะชุดทหารสีเขียวจนเห็นได้ชัด
ต้าสือโถวเห็นเข้าก็รีบเดินมาช่วยปัดฝุ่นให้ แต่พอจะแตะลงบนชุดทหาร มือของเขาก็เบาลงถนัดตา แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชมและเทิดทูน
กู้เฉิงหวยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ปล่อยให้หลานชายตัวน้อยปัดฝุ่นให้ตามสบาย
เขามองไปที่กู้ฉานแล้วพูดว่า “พี่ครับ ภรรยาผมบอกว่าอยากจะพาต้าสือโถวกับเสี่ยวสือโถวไปดูหนังด้วยกัน เดี๋ยวผมจะพาเด็กๆ กลับไปที่กองพลการผลิตก่อน ให้พ่อกับแม่ได้เห็นหน้าหลานๆ ด้วย”
“หา...?” กู้ฉานอ้าปากค้างเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ “ทำไมจู่ๆ เจาเจาถึงอยากพาเจ้าสองก้อนไปดูหนังล่ะ มีเรื่องดีอะไรพิเศษรึเปล่า?”
“เปล่าหรอกครับ พอดีเจ้า 4 แสบที่บ้านรบเร้าอยากไปดู เจาเจาเลยคิดว่าจะพาเด็กๆ ไปให้หมดเลยจะได้ไม่น้อยใจกัน” กู้เฉิงหวยยิ้ม ดวงตาเป็นประกายอบอุ่น
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง เจาเจานี่ช่างใส่ใจจริงๆ” กู้ฉานพูดอย่างซาบซึ้ง
เธอกำชับน้องชายอย่างจริงจัง “เฉิงหวย นายต้องดูแลเจาเจาให้ดีๆ เข้าใจไหม”
“ครับพี่”
จากนั้นกู้ฉานก็หันไปสั่งลูกชายทั้งสอง “พวกลูกสองคนอยู่คุยกับน้าชายไปก่อนนะ เดี๋ยวแม่จะไปหาเสื้อผ้าดีๆ มาให้ ไปในอำเภอจะแต่งตัวมอมแมมแบบนี้ไม่ได้นะ”
จะไปทำให้คุณน้ากับน้าสะใภ้เขาขายหน้าไม่ได้เด็ดขาด
[จบบท]