บทที่ 183: ใจเต้น (1/2)
“ก็อย่างที่เธอคิดนั่นแหละ” ซ่งซีเวยเอียงคอมองอีกฝ่าย ก่อนจะเลื่อนถ้วยที่วางหมิ่นเหม่ตรงขอบโต๊ะให้เข้ามาด้านใน แล้วค่อยเปิดปากพูด “หลินเจาฝากฉันมาหยั่งเชิงเธอดูหน่อย”
ยังไม่ทันขาดคำ แม่ของหยวนเซียงก็โพล่งขึ้นมาทันที “นัดเลย!”
“นัดให้เจอกันเลยสิ!”
ซ่งซีเวยถึงกับไปไม่เป็น “อะไรกันเนี่ย ใจเย็นๆ ก่อนสิ ฟังฉันพูดให้จบก่อน เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นคนยังไง”
“เธอเป็นน้าแท้ๆ ของหยวนเซียงนะ การที่เธอเป็นคนเอ่ยปากเอง ก็แปลว่าผู้ชายคนนั้นต้องโปรไฟล์ไม่ธรรมดาแน่ๆ ฉันเชื่อใจเธอ” แม่ของหยวนเซียงส่งสายตาแน่วแน่มาให้
“...” ซ่งซีเวยพูดไม่ออกเลยทีเดียว
หลังจากเงียบไปอึดใจหนึ่ง เธอก็พูด “เรื่องแต่งงานของหยวนเซียง เธอนั่นแหละต้องตัดสินใจ”
ถ้าไม่ใช่เรื่องของหลินเฮ่อหลิงกับหลินเจา เธอก็ขี้เกียจจะยุ่งเรื่องชาวบ้านเหมือนกัน
แม่ของหยวนเซียงฉลาดพอที่จะเข้าใจความนัยของน้องสาว จึงไม่ตอแยต่อ แต่เร่งเร้าว่า “แล้วผู้ชายคนนั้นเป็นใครมาจากไหน เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ”
ซ่งซีเวยไม่เสียเวลาอารัมภบท เธอเข้าประเด็นทันทีและสาธยายข้อมูลของฝ่ายชายให้ฟังในไม่กี่ประโยค ซึ่งแน่นอนว่าเป็นข้อมูลพื้นฐานคร่าวๆ ที่หลินเจาส่งต่อมาให้อีกที
สีหน้าของแม่หยวนเซียงเปลี่ยนไปมาเป็นละครลิง เดี๋ยวก็ยิ้มกว้าง เดี๋ยวก็ขมวดคิ้วมุ่น สลับไปตามเรื่องราวที่ได้ยิน
พอฟังจบ เธอก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง น้ำเสียงเจือความเสียดาย “เงื่อนไขดีจริงๆ นั่นแหละ แต่...เสียดายจังที่ขาเขาไม่ปกติ”
ซ่งซีเวยตวัดสายตาขึ้นมองแวบหนึ่ง แววตาคมกริบ
เธอสวนกลับไปตรงๆ “ถ้าขาเขาดีๆ ป่านนี้จะมีสาวๆ ที่ไหนไม่แย่งกันล่ะ ทั้งเป็นคนในเมือง มีงานมีการทำ มีบ้านเป็นของตัวเอง จะเหลือมาถึงคิวหยวนเซียงได้ยังไง”
“นั่นสินะ ฉันนี่คิดมากไปเอง” แม่ของหยวนเซียงหัวเราะแก้เก้อ
เอาจริงๆ เธอก็ไม่ได้รังเกียจอะไรหรอก แค่รู้สึกเสียดายแทนเท่านั้น
“ฉันยังยืนยันคำเดิมนะ นัดให้เด็กๆ เจอกันเถอะ”
ซ่งซีเวยตอบ “จะนัดเจอก็ได้ แต่เธอต้องไปคุยกับหยวนเซียงก่อนนะ ถามความเห็นลูกสาวเธอดู ถ้าแกไม่เต็มใจแม้แต่ปลายก้อย เรื่องนี้ก็พับไปเลย อย่าทำให้หลินเจาของฉันต้องมาลำบากใจไปด้วยสิ หลินเจายังต้องเจอหน้าเพื่อนร่วมงานคนนั้นทุกวันนะ”
เธอเองก็แอบกังวลอยู่ว่าหยวนเซียงเพิ่งจะถูกถอนหมั้นมาหมาดๆ อาจจะยังไม่มีกะจิตกะใจจะไปดูตัวกับใคร
การแต่งงานมันควรจะเป็นเรื่องที่มีความสุข ไม่ใช่สักแต่ว่าจะแต่งๆ ให้มันจบๆ ไป
“รู้แล้วน่า ฉันไปถามแกเดี๋ยวนี้แหละ” พอแม่ของหยวนเซียงนึกถึงขี้ปากชาวบ้านที่ชอบนินทาว่าร้าย ก็ร้อนรนจนนั่งไม่ติดเก้าอี้อีกต่อไป เธอรีบบอกลาน้องสาวแล้วหมุนตัวพรืดไปหาลูกสาวทันที
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงไอดังแค่กๆ มาจากห้องด้านใน ราวกับเจ้าของเสียงพยายามใช้ผ้าอุดปากไว้ แต่ก็ยังคงมีเสียงหอบหายใจแหบพร่าเล็ดลอดออกมาอยู่ดี
ซ่งซีเวยลุกพรวดขึ้นยืน แล้วก้าวขายาวๆ พุ่งตรงเข้าไปในห้องนอนทันที
“อะไรกันคะ ไออีกแล้วเหรอ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า” เธอถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย
หลินเฮ่อหลิงพยายามข่มอาการไอที่ตีขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ เขามองภรรยาด้วยสายตารู้สึกผิด “ผมเสียงดังรบกวนคุณสินะ”
“พูดอะไรแบบนั้นคะ” ซ่งซีเวยไม่ชอบเลยเวลาที่เขาพูดจาห่างเหิน เธอมือไวเปิดฝาแก้วเคลือบ ดึงจุกกระติกน้ำร้อนออก แล้วรินน้ำร้อนใส่แก้ว ก่อนจะประคองไปให้สามีที่เตียง “ดื่มน้ำหน่อยนะคะ”
หลินเฮ่อหลิงยิ้มละมุน เขารับแก้วมาจิบไปอึกหนึ่ง ความรู้สึกอึดอัดในอกก็ค่อยๆ ทุเลาลง
ร่างกายของเขาผ่านความยากลำบากมามากสมัยหนุ่มๆ จะหนาวไปก็ไม่ได้ ร้อนไปก็ไม่ดี หิวจัดก็ไม่ไหว อิ่มเกินก็ลำบาก ต่อให้ประคบประหงมอย่างดีแค่ไหน ก็ยังป่วยออดๆ แอดๆ อยู่ร่ำไป
ซ่งซีเวยเคยพาเขาไปหาหมอมานับไม่ถ้วน แต่หมอทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่านี่เป็นโรคคุณหนู ต้องดูแลบำรุงอย่างดีเท่านั้น
หลายปีมานี้ ถ้าไม่ใช่เพราะมีภรรยาสุดที่รักคอยดูแลปกป้อง ป่านนี้หญ้าบนหลุมศพคงสูงท่วมหัวไปแล้ว!
“เดี๋ยววันหลังฉันจะเอาโสมป่าที่กู้เฉิงหวยส่งมาไปให้หมอดู ว่าควรกินยังไง อากาศใกล้จะเย็นลงแล้ว ต้องบำรุงไว้แต่เนิ่นๆ นะคะ” ซ่งซีเวยนั่งลงข้างเตียง แม้ใบหน้าจะแย้มยิ้ม แต่หัวคิ้วกลับขมวดเข้าหากันอย่างซ่อนไม่มิดด้วยความกังวล
ทุกๆ ปี ฤดูหนาวคือบททดสอบสุดหินสำหรับหลินเฮ่อหลิงเสมอ
“ครับ” เขาตอบรับเสียงนุ่ม “ลำบากคุณแล้วนะ”
ซ่งซีเวยทำหน้าไม่เห็นด้วยทันควัน “พูดว่าลำบากอะไรกัน! ชีวิตคู่ถ้ามัวแต่มานั่งคิดเล็กคิดน้อยแบบนี้ แล้วจะอยู่กันไปได้ยังไงคะ”
เธอรับแก้วคืนจากมือเขาแล้ววางไว้บนตู้ใกล้ๆ ก่อนจะคว้ามือเขามากุมไว้ พอสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบ สีหน้าของเธอก็ตึงขึ้นทันที เธอใช้สองมือของตัวเองกอบกุมมือของเขาแล้วออกแรงถูไปมาเพื่อสร้างความอบอุ่น
มือของเขาเรียวยาวได้รูป ข้อนิ้วโดดเด่นแต่ไม่ดูผอมเกร็ง เมื่อถูกฝ่ามืออุ่นๆ ของเธอถูอย่างแรง ก็ขึ้นสีชมพูระเรื่อจางๆ
“ฉันเป็นคนฉุดคุณกลับมาบ้านเองนะ คุณเป็นยังไงฉันรู้ดีที่สุด สำหรับฉัน คุณไม่เคยเป็นภาระเลยสักนิด” ซ่งซีเวยเอ่ยปลอบใจสามีสุดที่รัก
มองเผินๆ อาจดูเหมือนว่าเธอเป็นฝ่ายทุ่มเทให้บ้านนี้มากที่สุด แต่ความจริงแล้ว...เฮ่อหลิงเองก็ทุ่มเทความรักทั้งหมดที่เขามีให้กับเธอเช่นกัน
เขาเป็นคนสอนเธออ่านเขียนหนังสือด้วยตัวเอง
เมื่อรู้ว่าเธอไม่ถนัดงานเย็บปักถักร้อย เขาก็ไปหัดเรียนรู้ด้วยตัวเอง เสื้อผ้าที่เธอและเขาสวมใส่ หรือแม้แต่ผ้าห่มผ้านวม ล้วนเป็นฝีมือของเขาทั้งสิ้น
ตอนเธอท้องจนกินอะไรไม่ลง เขาก็พยายามพลิกแพลงหาสารพัดวิธีเพื่อให้เธอกินได้มากขึ้น พอรู้ว่ากินบ๊วยเค็มแล้วจะดีขึ้น เขาก็อุตส่าห์ไปเรียนวิธีทำมาให้โดยเฉพาะ
ตอนเธอคลอดลูกคนแรก เด็กตัวใหญ่จนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด เขาก็ยอมสละยาช่วยชีวิตที่เก็บซ่อนไว้เป็นอย่างดีมาให้เธอ
ลูกๆ ทุกคนในบ้านล้วนเติบโตมาด้วยน้ำมือของเขา เขาเป็นคนสอนหนังสือให้ลูกๆ ตั้งแต่เล็กจนโต ไหนจะเรื่องหาลูกสะใภ้ เรื่องที่หลินเจาแต่งงานออกเรือนไป เขาก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปไม่น้อย
เรื่องราวเหล่านี้มีมากมายจนนับไม่ถ้วน
บ้านหลังนี้จะขาดซ่งซีเวยไปไม่ได้ฉันใด ก็ขาดหลินเฮ่อหลิงไปไม่ได้ฉันนั้น
พอได้ฟังคำพูดของภรรยา หลินเฮ่อหลิงก็ดูเหมือนจะยังตามไม่ทัน เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเธอถึงคิดว่าตัวเองเป็นฝ่าย ‘ฉุด’ เขามา สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
ในดวงตาของเขาฉายแววขบขันระคนจนใจ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ผมเต็มใจมากับคุณเองต่างหาก ไม่ใช่ว่าคุณฉุดผมมาสักหน่อย”
“เอ๊ะ?” นั่นไม่เห็นเหมือนกับที่ซ่งซีเวยเข้าใจมาตลอดเลย
“ถ้าผมไม่เต็มใจล่ะก็...ยอมตายเสียยังดีกว่า” หลินเฮ่อหลิงหัวเราะ
ก่อนที่จะได้พบคุณ...โลกของผมมันก็เหมือนดินแดนรกร้างที่ถูกไฟเผาจนมอดไหม้ไปหมดแล้ว มันมืดมิดแล้วก็แห้งแล้งจนไม่มีอะไรเจริญงอกงามได้อีก ขนาดแสงจันทร์สาดส่องลงมายังดูหม่นหมองราวกับถูกปกคลุมไปด้วยเถ้าถ่าน แต่คุณ...คือดอกไม้ที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาดอกเดียว ที่เบ่งบานขึ้นมาได้จากผืนดินอันแห้งแล้งของผม
แล้วผมจะไม่อยากเดินเข้าไปหาคุณได้ยังไงกัน
หัวใจของซ่งซีเวยเต้นระรัว เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา “จริงเหรอคะ?”
“แล้วคุณคิดว่าไงล่ะ?” หลินเฮ่อหลิงยิ้มถามกลับ แต่แววตาและสีหน้ากลับจริงจังยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
เขาถอนหายใจแผ่วเบา “ผมนี่มันล้มเหลวจริงๆ เลยนะ เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมา 30 กว่าปีแล้วแท้ๆ แต่ผมกลับไม่เคยทำให้คุณรับรู้ถึงความจริงใจของผมได้เลยสักนิด มันน่าผิดหวังจริงๆ”
พวกเขารู้จักกันตั้งแต่อายุไม่เต็ม 20 ผ่านยุคสงครามที่แสนจะยากลำบากมาด้วยกัน เห็นการล่มสลายของระบอบเก่าและการก่อตั้งระบอบใหม่ จนตอนนี้ลูกๆ ก็แต่งงานมีครอบครัวกันหมดแล้ว แถมยังมีหลานยั้วเยี้ยเต็มบ้านไปหมด ไม่คิดเลยว่าจะยังมีความเข้าใจผิดแบบนี้หลงเหลืออยู่
หลินเฮ่อหลิงหัวเราะอย่างจนคำพูด
“ล้มเหลวที่ไหนกันคะ เป็นฉันเองต่างหากที่ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย” ซ่งซีเวยคิดมาเสมอว่าเธอเป็นฝ่ายใช้กำลังบังคับเขามา
ภาพแรกที่เธอได้เจอหลินเฮ่อหลิงยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำ เด็กหนุ่มผู้มีรูปโฉมและท่วงท่าสง่างาม แม้เนื้อตัวจะสกปรกมอมแมม แต่ก็ไม่อาจกลบรัศมีอันโดดเด่นที่เปล่งประกายออกมาจากตัวเขาได้เลย ใครได้เห็นเป็นต้องจดจำไปจนวันตาย
ด้วยความที่เธอแรงเยอะ แถมยังพอมีวิทยายุทธ์ติดตัวมาบ้าง ตั้งแต่เด็กจนโตจึงทำอะไรตามอำเภอใจ ไม่เคยมีใครถูกตาต้องใจเป็นพิเศษ แต่พอได้ช่วยชีวิตเขาไว้ เธอก็ไม่ลังเลเลยสักนิดที่จะแบกเขากลับบ้านไปดื้อๆ
หลินเฮ่อหลิงเป็นคนหัวไวและช่างสังเกต เขามองเพียงปราดเดียวก็ล่วงรู้ความคิดในใจของภรรยา เขาจึงยิ้มแล้วถามว่า “อยากรู้ไหมว่าตอนที่ผมเจอคุณครั้งแรก ผมรู้สึกยังไง”
เรื่องนี้เป็นหัวข้อที่พวกเขาไม่เคยหยิบยกมาคุยกัน ซ่งซีเวยมักจะรู้สึกว่าจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของพวกเขามันไม่ค่อยจะสวยงามเท่าไหร่ แรกๆ ก็เลยพยายามหลีกเลี่ยง พอเวลาผ่านไปก็คิดว่าการอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุดนั้นสำคัญกว่า จึงตั้งใจเมินเฉยต่อเรื่องนี้มาโดยตลอด
แต่ในตอนนี้...
คนสองคนที่ใช้ชีวิตคู่กันมาค่อนชีวิตแล้ว มีเรื่องอะไรอีกที่เปิดอกคุยกันไม่ได้
“รู้สึกยังไงเหรอคะ?” คราวนี้เธออดสงสัยไม่ได้จริงๆ
“ตอนนั้นผมคิดว่า...นี่แม่ทัพหญิงจากที่ไหนโผล่มากันนะ ช่างดูองอาจสง่างามเหลือเกิน แล้วก็แอบอิจฉานิดๆ ด้วย” หลินเฮ่อหลิงเอนตัวพิงหมอน เพื่อบรรเทาอาการไอที่กำลังตีรื้นขึ้นมาจ่อที่ลำคอ
“อิจฉา?” ซ่งซีเวยถึงกับนิ่งไป “คุณอิจฉาฉันเนี่ยนะ?!” เธอตกใจจนตาโต
“ฉันมีอะไรน่าอิจฉากันคะ ก่อนจะเจอคุณฉันยังอ่านหนังสือไม่ออกสักตัว วิ่งเพ่นพ่านไปทั่วภูเขาเหมือนลิงป่า...”
หลินเฮ่อหลิงส่ายหน้าช้าๆ อย่างไม่เห็นด้วย เสียงของเขายังคงทุ้มนุ่มเหมือนเช่นวันวาน เขายิ้มพลางมองภรรยาด้วยสายตาที่อ่อนโยนที่สุด “ไม่ใช่อย่างนั้นเสียหน่อย คุณไม่รู้ตัวหรอกว่าตัวเองเจิดจ้าแค่ไหน”
เจิดจ้า? ซ่งซีเวยเข้าใจความหมายของคำนี้ดี แต่เธอไม่เคยคิดเลยว่าคำๆ นี้จะเอามาใช้กับตัวเองได้
“พลังชีวิตที่เปี่ยมล้นในตัวคุณ รอยยิ้มที่สดใสเหมือนจะส่งต่อให้คนอื่นได้ หรือความมั่นใจที่ดูเหมือนไม่มีอะไรในโลกนี้จะมาทำลายลงได้...ทั้งหมดนั่นมันเจิดจ้ามากจริงๆ” หลินเฮ่อหลิงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
แต่เขาไม่ได้บอกเธอไปว่า...วินาทีที่ได้เห็นเธอซัดโจร 3 คนที่ก่อเรื่องปล้นฆ่าเผาชิงจนกระเด็นไปนั้น โลกที่มืดมิดของเขาก็พลันมีแสงสว่างสาดส่องเข้ามา
ที่แท้ทุกย่างก้าวที่เธอเดินเข้าไปหาเขา ล้วนมีเขาคอยหนุนหลังและเปิดทางให้ตลอดมา
ซ่งซีเวยรู้สึกเบาโหวงไปทั้งตัว หัวใจพองโตด้วยความสุขจนทำให้เธอดูอ่อนเยาว์ลงไปหลายปี แต่ถึงอย่างนั้นปากก็ยังแสร้งพูดแก้เขิน “แก่ป่านนี้แล้ว ยังจะมาพูดว่าเจิดจ้าอะไรกันอีกคะ”
หลินเฮ่อหลิงไม่เห็นด้วยแม้แต่น้อย “ในใจของผม คุณไม่เคยเปลี่ยนไปเลยสักนิด”
สำหรับเขาแล้ว ภรรยาในสายตาของเขายังคงเป็นเด็กสาวในชุดสีแดงเพลิงคนนั้นเสมอ คนที่ทำให้เขาใจเต้นแรงตั้งแต่แรกพบ
ซ่งซีเวยยิ้มกว้างจนรอยย่นที่หางตาปรากฏชัดเจน แต่กลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความสุข
หากมีใครผ่านมาเห็น ก็คงจะสังเกตได้ว่ารอยยิ้มของเธอในตอนนี้ ช่างดูคล้ายคลึงกับรอยยิ้มของหลินเฮ่อหลิงเหลือเกิน
ก็คงจะจริงอย่างที่เขาว่า คนที่รักกันเมื่อใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันนานๆ เข้า ท่าทางและรอยยิ้มก็ย่อมจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันโดยไม่รู้ตัว
หลินเฮ่อหลิงใช้มือยันขอบเตียงเพื่อลุกขึ้นยืน ในจังหวะที่ยืดตัว แนวไหล่และลำคอของเขาเกร็งขึ้นเล็กน้อย ราวกับคันธนูที่กำลังถูกง้างออกอย่างช้าๆ ทุกท่วงท่าดูเนิบนาบไปหมด อาจเป็นเพราะเมื่อคืนเขามีไข้รุมๆ จนทำให้นอนไม่หลับทั้งคืน ร่างกายจึงอ่อนเพลียเป็นพิเศษ
“จะลุกไปไหนคะ จะไปเข้าห้องน้ำเหรอ” ซ่งซีเวยรีบยื่นมือเข้าไปช่วยพยุง
เธอเป็นคนแรงเยอะ กล้ามแขนเป็นมัดๆ สามารถอุ้มผู้ชายตัวโตๆ ได้สบายๆ ตอนที่เริ่มคบกันใหม่ๆ ก็มักจะเกิดเรื่องน่าอายปนเปิ่นอยู่บ่อยครั้ง อย่างเช่นจู่ๆ หลินเฮ่อหลิงก็ตัวลอยสองเท้าไม่ติดพื้น หรือไม่ก็ถูกเธออุ้มขึ้นมาในอ้อมแขน...จนกระทั่งเขาต้องเอ่ยปากขอร้องแกมจนใจอยู่หลายครั้ง เธอถึงได้เรียนรู้ที่จะออมแรงลงบ้าง
ครั้งนี้เธอจึงแค่ยื่นแขนให้เขาใช้เป็นที่ยึดเหนี่ยว ไม่ได้เผลอยกเขาจนตัวลอยอีก
“นอนจนปวดตัวไปหมดแล้ว ครีมทามือของคุณหมดแล้วไม่ใช่เหรอ ผมจะไปทำให้ใหม่” หลินเฮ่อหลิงขยับแข้งขยับขา พอรู้สึกสบายตัวขึ้นแล้ว ก็เดินเคียงข้างภรรยาออกไปด้านนอก
ศีรษะของเขาเคยได้รับบาดเจ็บรุนแรงจนความจำเสื่อม เขาลืมไปหมดว่าบ้านเกิดอยู่ที่ไหน หรือมีญาติพี่น้องเหลืออยู่อีกหรือไม่ แต่ความรู้ต่างๆ ที่เคยร่ำเรียนมากลับยังคงอยู่ครบถ้วน แม้ข้อมูลในหัวจะกระจัดกระจายและสับสน แต่เขาก็ค่อยๆ ปะติดปะต่อความทรงจำที่พอจะนำมาใช้ประโยชน์ได้ขึ้นมาทีละน้อย
ครีมทามือก็เป็นหนึ่งในนั้น นอกจากนี้ก็ยังมีพวกครีมทาหน้าอะไรอีก
เวลาว่างๆ เขาก็มักจะขลุกอยู่กับการปรุงยาพวกนี้ ซึ่งซ่งซีเวยก็สนับสนุนเต็มที่ คอยช่วยหาวัตถุดิบให้เสมอ ถ้าไม่ใช่เพราะได้ของดีที่หลินเฮ่อหลิงคอยปรุงให้อยู่เรื่อยๆ ล่ะก็ สองสามีภรรยาคงไม่ดูอ่อนกว่าคนวัยเดียวกันเป็น 10 ปีแบบนี้หรอก
“รอให้คุณหายดีก่อนค่อยทำก็ยังไม่สายนะคะ” ซ่งซีเวยอดเป็นห่วงสุขภาพของสามีไม่ได้
หลินเฮ่อหลิงใช้นิ้วหัวแม่มือลูบไล้ไปตามข้อนิ้วของเธอเบาๆ ก่อนจะส่งยิ้มอ่อนโยนให้ “ผมรู้ลิมิตตัวเองน่า ถ้าไม่ไหวจริงๆ ผมจะหยุดเอง”
ซ่งซีเวยกำลังจะอ้าปากพูดต่อ แต่ก็เหลือบไปเห็นพี่สาวของตัวเองเสียก่อน
หลินเฮ่อหลิงพยักหน้าทักทายแม่ของหยวนเซียง “พี่ใหญ่ครับ”
“จ้ะ” แม่ของหยวนเซียงเพิ่งเดินออกมาจากสวนหลังบ้าน พอเห็นน้องสาวกับน้องเขยกำลังจูงมือคุยกันกระหนุงกระหนิงจนแทบไม่มีช่องว่างให้ใครแทรกเข้าไปได้ ก็คิดจะย่องกลับเข้าไปในสวนเงียบๆ แต่ใครจะไปคิดว่าทั้งสองคนจะตาไวขนาดนี้
เฮ้อ...
ความรักของน้องสาวกับน้องเขยนี่มันหวานชื่นมาหลายสิบปีไม่มีตกจริงๆ เห็นแล้วมันเข็ดฟัน! ซ่งซีเวยปล่อยมือจากหลินเฮ่อหลิงอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด แล้วเอ่ยถาม “พี่ใหญ่ ไปคุยกับหยวนเซียงมาแล้วเหรอ”
หลินเฮ่อหลิงตบที่แขนของภรรยาเบาๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ แล้วเดินเลี่ยงไปยังห้องครัว
“สี่เป่า...” ซ่งซีเวยเพิ่งจะเรียกชื่อหลานสาวได้ครึ่งคำ หลินสี่เป่าก็ชิงพูดแทรกขึ้นมา “ย่าคะ เดี๋ยวหนูไปช่วยปู่เอง!”
พูดไม่ทันขาดคำ ร่างเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความสดใสก็วิ่งหายเข้าไปในห้องครัว พร้อมกับเสียงเจื้อยแจ้วที่ดังตามมา “ปู่คะ เดี๋ยวหนูช่วยก่อไฟให้!”
ที่นอกชานบ้าน
ซ่งซีเวยเอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้ไผ่ใต้ร่มเงาของต้นพุทราจีน เธอหยิบพัดใบกล้วยที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมาโบกเบาๆ ไล่ความร้อน แล้วจึงหันไปถามพี่สาว “หยวนเซียงว่ายังไงบ้างล่ะ”
แม่ของหยวนเซียงมองดูท่าทีสบายๆ และผ่อนคลายของน้องสาว แล้วจู่ๆ ในใจก็รู้สึกซับซ้อนขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ชีวิตคนเรานี่...จะใช้ชีวิตอยู่กับใครมันไม่เหมือนกันจริงๆ สินะ
[จบบท]