บทที่ 190: หลุมพราง (2/2)
เถี่ยตั้นได้ยินน้องชายแท้ๆ พูดแบบนั้นก็เลือดขึ้นหน้าทันที เขาโกรธจนปรี่เข้าไปหยิกแก้มของเถี่ยฉุย “ฉันไม่ฉลาดเท่าเอ้อร์ไจ่ตรงไหน! ฉันโตกว่าเขานะ รู้เรื่องเยอะกว่าเขาตั้งเยอะ ฉันฉลาดจะตาย…” เจ้าน้องชายคนนี้เป็นน้องของเขาหรือน้องของเอ้อร์ไจ่กันแน่ ให้ตายสิ!
เถี่ยฉุยถูกหยิกจนร้องลั่น แต่ปากก็ยังไม่ยอมแพ้ “พี่ก็ไม่ฉลาดเท่าเอ้อร์ไจ่อยู่ดีนั่นแหละ! เอ้อร์ไจ่รู้จักตัวหนังสือเยอะกว่าพี่อีก!”
ประโยคนี้เปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางใจดำ
“…” เถี่ยตั้นถึงกับพูดไม่ออก
เมื่อเห็นว่าเถี่ยฉุยโดนแกล้ง ฝาแฝดก็รีบเข้าไปช่วยเพื่อนรักออกมาได้สำเร็จ “พี่เถี่ยตั้น น่าอายที่สุดเลย รังแกเด็กเล็ก!” เอ้อร์ไจ่ทำหน้ายู่พลางใช้นิ้วปาดแก้มตัวเองล้อเลียน
ณ มุมหนึ่งที่ไม่มีใครสังเกต กลุ่มเพื่อนซี้สามคนอันประกอบด้วยฝาแฝดและเถี่ยฉุย ได้ผนวกเอาเสี่ยวสือโถวเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ กลายเป็นทีมสี่สหายอย่างเงียบๆ
“น่าอาย! น่าอาย!” เสี่ยวสือโถวที่ไม่ค่อยพูดจาตะโกนเสียงดังขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เถี่ยตั้นถูกคำพูดของน้องชายตัวเองกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง เอ้อร์ไจ่รู้จักตัวหนังสือเยอะกว่าเขางั้นเหรอ? ไม่ได้การ เขาเป็นพี่ชายนะ!
“พี่ปังปัง ขอยืมหนังสือภาษาจีนของพี่หน่อย ผมจะไปอ่านหนังสือ!”
พูดจบ เขาก็วิ่งหายเข้าไปในห้องทันที
หวงซิ่วหลันถึงกับอึ้งไป นี่ลูกชายคนโตตัวแสบของเธอคิดจะเรียนหนังสือแล้วงั้นเหรอ?! เรื่องดีนี่นา! ในที่สุดเธอก็รู้วิธีจัดการกับเจ้าเด็กขี้เล่นคนนี้แล้ว!
เว่ยเซี่ยงตงได้ฟังคำอธิบายเรื่องปิงปองจากต้าสือโถวจนครบถ้วน แต่ในฐานะคนที่เกิดและโตในชนบท สมองอันน้อยนิดของเขาก็ยังจินตนาการไม่ออกอยู่ดีว่ามันคืออะไร แล้วการตีลูกกลมๆ ไปมามันมีประโยชน์อะไรกันแน่ แต่เมื่อเห็นว่าเสี่ยวสือโถวดูจะชอบมันมาก เขาก็ไม่ได้พูดอะไรที่ทำลายบรรยากาศ
“เฉิงหวย เรื่องปิงปองอะไรนั่น ก็คงต้องรบกวนนายช่วยสอบถามให้หน่อยนะ” เว่ยเซี่ยงตงคิดว่าพอกลับไปจะลองถามไถ่คนรู้จักดู แต่เพื่อนๆ ของเขาก็เป็นคนบ้านนอกเหมือนกัน คงไม่มีใครรู้จักหรอก
กู้เฉิงหวยพยักหน้า “พี่เขยวางใจได้เลยครับ”
ในตอนนั้นเอง หลินเจาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธอหยิบถุงผ้าที่บรรจุอุปกรณ์สำหรับงานพับกล่องไม้ขีดไฟออกมาจากตะกร้าไม้ไผ่ที่วางอยู่ใกล้ๆ แล้วเดินไปหาต้าสือโถว พร้อมกับยื่นถุงผ้าและเงินค่าจ้างสำหรับกล่องไม้ขีดที่ผ่านเกณฑ์ 500 กล่องก่อนหน้านี้ให้เขา
“นี่เป็นอุปกรณ์รอบใหม่จ้ะ แล้วก็นี่เงินค่าจ้าง กลับไปเอาให้แม่ของเธอนะ”
ต้าสือโถวรับของมาด้วยสองมืออย่างนอบน้อม “ครับ ขอบคุณครับน้าสะใภ้สาม”
“แล้วก็ฝากบอกแม่ของเธอด้วยนะ ว่าให้ค่อยๆ ทำ ไม่ต้องรีบร้อน สุขภาพสำคัญที่สุด” หลินเจาอดเป็นห่วงพี่สาวสามีไม่ได้ กลัวว่าเขาจะหักโหมทำงานจนล้มป่วย จึงกำชับไปอีกครั้ง
“ครับ! พวกเราจะช่วยกันคอยดูแม่เองครับ!” ต้าสือโถวรู้สึกอบอุ่นไปทั้งหัวใจ
หลินเจายิ้ม “เธอเป็นเด็กดีและมีความรับผิดชอบ มีเธอคอยช่วยดูแม่ น้าก็วางใจแล้ว”
ทันใดนั้น ต้าไจ่ผู้ช่างสังเกตก็เอ่ยขึ้น “แม่ครับ ยาถ่ายพยาธิ! แม่ลืมให้ยาถ่ายพยาธิพี่ต้าสือโถวกับเสี่ยวสือโถวนะครับ”
ให้ตายสิ ลืมสนิทเลย
“จริงด้วย ลืมอีกแล้ว เดี๋ยวแม่เข้าไปเอามาให้นะ” หลินเจาแสร้งทำทีเป็นเดินกลับเข้าห้อง แต่ความจริงแล้วเธอเพียงแค่หยิบยาถ่ายพยาธิสองเม็ดออกมาจากแหวนมิติ แล้วเดินกลับออกมามอบให้ต้าสือโถวพร้อมกับอธิบายวิธีใช้อย่างละเอียด
“ขอบคุณครับน้าสะใภ้สาม” ต้าสือโถวกล่าวขอบคุณอีกครั้ง
หลังจากจัดการธุระทุกอย่างเรียบร้อย เว่ยเซี่ยงตงก็ไม่รอช้า พาลูกชายทั้งสองคนเดินทางออกจากกองพลการผลิตเฟิงโซวทันที
พอพวกเขาไปแล้ว แม่กู้ก็หันมามองหลินเจาทันที ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจที่พยายามเก็บไว้แต่ก็ปิดไม่มิด “สะใภ้สาม! งานพับกล่องไม้ขีดไฟนั่น ไม่ใช่ว่าทำแค่ครั้งเดียวแล้วจบใช่ไหม?!”
หลินเจารู้ว่าแม่สามีกำลังดีใจ จึงยิ้มแล้วตอบว่า “ค่ะแม่ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ก็จะมีมาให้ทำเรื่อยๆ เลยค่ะ อย่างน้อยๆ ก็อีก 5-6 ปีเลย”
“โอ๊ย ดีจริงๆ เลย!” แม่กู้ตบต้นขาตัวเองฉาดใหญ่ แล้วมองลูกสะใภ้ด้วยความรู้สึกขอบคุณจากใจจริง “เจาเจาเอ๊ย อาฉานไม่ได้อยู่ที่นี่ แม่ขอขอบใจแทนลูกสาวของแม่นะ”
“ขอบคุณอะไรกันคะแม่ ของแบบนี้มันเรียกว่าความจริงใจแลกความจริงใจต่างหากค่ะ พี่ใหญ่คอยช่วยเหลือหนูเงียบๆ มาตลอดหลายปี ถ้าหนูไม่ทำอะไรตอบแทนบ้าง ก็คงไม่กล้าสู้หน้าพี่เขาหรอกค่ะ” สำหรับหลินเจาแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย เป็นแค่ความบังเอิญที่พอเหมาะพอดี ส่วนที่เธอมอบโอกาสนี้ให้พี่สาวสามี ก็ถือเป็นผลบุญที่พี่สาวสามีได้สร้างสมมา
“ตอนที่เฉิงหวยไม่อยู่ อาฉานเขาช่วยดูแลลูกก็เป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้ว” แม่กู้พูดจากใจจริง เธอสอนลูกๆ และหลานๆ มาแบบนี้เสมอ ถึงจะแยกบ้านไปแล้วก็ยังเป็นครอบครัวเดียวกัน อะไรที่ช่วยได้ก็ต้องช่วย
การเป็นภรรยาทหารไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่แม่กู้ก็ไม่เคยคิดว่าการที่หลินเจามอบงานนี้ให้กู้ฉานเป็นเรื่องที่ ‘สมควร’ ในสายตาของเธอ การที่ลูกสะใภ้สามเต็มใจมอบให้ แสดงว่าเธอเป็นคนมีน้ำใจ เธอจะจดจำน้ำใจครั้งนี้ไว้ และก็ดีใจแทนลูกสาวกับลูกเขยที่เพิ่งแยกบ้านออกไปและกำลังขัดสนเรื่องเงินทอง มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกนิดก็ยังดี
ยิ่งไปกว่านั้น กู้ฉานแอบมากระซิบบอกเธอว่ารายได้จากงานนี้ดีไม่น้อยเลย และบอกอีกว่าพอได้เงินมาเมื่อไหร่ จะซื้อผ้าพันคอไหมแบบที่สาวๆ ในเมืองชอบใส่มาให้สะใภ้สามเป็นของขวัญขอบคุณ
…
พ่อลูกสามคนบ้านเว่ยเป็นห่วงกู้ฉานที่อยู่บ้านคนเดียวจึงเร่งฝีเท้าเดินกลับอย่างรวดเร็ว ต้าสือโถวก้มหน้าก้มตาเดินเงียบๆ ส่วนเสี่ยวสือโถวยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ในที่สุด ทั้งสามคนก็กลับมาถึงบ้านก่อนที่ฟ้าจะมืดสนิท
ต้าสือโถวที่เดินนำอยู่ข้างหน้ายกมือขึ้นเคาะประตู “แม่ครับ!”
กู้ฉานยังไม่นอนอยู่แล้ว พอได้ยินเสียงลูกชายคนโต เธอก็รีบวิ่งออกมาจากห้องอย่างรวดเร็วราวกับเท้าติดลม แล้วเปิดประตูรั้วที่ดูเหมือนมีไว้เป็นแค่เครื่องประดับออก
“กลับมากันแล้วเหรอ ระหว่างทางไม่มีอะไรใช่ไหม?” เธอเอ่ยถามออกไปทั้งที่รู้ว่าเป็นคำถามที่ไม่จำเป็น
แต่เว่ยเซี่ยงตงไม่คิดอย่างนั้น สำหรับเขา นี่คือสัญลักษณ์ของความห่วงใยที่ภรรยามีให้ “ไม่มีอะไรจ้ะ ทุกอย่างราบรื่นดี”
แต่จริงๆ แล้วกู้ฉานไหนเลยจะถามเขา เธอกำลังห่วงลูกชายทั้งสองคนต่างหาก “ต้าสือโถว เสี่ยวสือโถว วันนี้เป็นยังไงบ้าง หนังสนุกไหมลูก?”
ต้าสือโถวพยักหน้า “สนุกครับ”
เสี่ยวสือโถวไม่ได้เจอหน้าแม่มาเกือบครึ่งวัน พอได้เจอก็เลยเกาะติดไม่ยอมห่าง เขากระซิบกระซาบรายงานเรื่องราวที่เจอมาตลอดทั้งวันให้แม่ฟังอย่างละเอียด
“หนังสนุกมากเลยครับแม่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับนักบินผู้หญิง… แม่รู้จักเครื่องบินไหมครับ มันคือนกเหล็ก พี่ต้าไจ่บอกว่า… โตขึ้นเขาจะขับนกเหล็กบินขึ้นไปบนฟ้าด้วย”
“น้าสะใภ้สามซื้อน้ำอัดลมให้พวกเรากินด้วยนะครับแม่ น้ำอัดลมน่ะอร่อยมากๆ เลย แต่ว่ามันพกกลับมายาก ไม่อย่างนั้นผมจะเอามาฝากแม่แล้ว!”
“น้าสะใภ้สามถามว่าอยากไปไหน พี่ชายบอกว่าอยากไปสถานีรับซื้อของเก่า น้าสะใภ้สามก็เลยพาพวกเราไปหาหนังสือที่นั่น พวกเราหามาได้ตั้งเยอะแน่ะครับ หมดไปแค่ 5 หยวนเอง พวกเราตกลงกับพี่ต้าไจ่พี่เอ้อร์ไจ่แล้วด้วยว่าจะแลกกันอ่าน”
“แล้วผมก็ได้ตีปิงปองกับพวกพี่เขาด้วยนะแม่ ผมชอบตีปิงปองมากเลย”
“ก่อนกลับเรายังได้กินเนื้อกระต่ายผัดหม่าล่าฝีมือป้าสะใภ้ใหญ่ด้วย อร่อยสุดๆ เลยครับ”
…
พลังของต้นแบบนั้นช่างยิ่งใหญ่จริงๆ
เด็กชายเสี่ยวสือโถวผู้ขี้อายและเก็บตัว ใช้เวลาอยู่กับเจ้าหนูช่างจ้ออย่างเอ้อร์ไจ่เพียงแค่บ่ายวันเดียว ก็กลายเป็นเด็กช่างพูดขึ้นมามากกว่าเดิมถึงสองเท่า
กู้ฉานถึงกับอ้าปากค้าง นี่คือ… เสี่ยวสือโถวลูกชายของเธอจริงๆ เหรอ?
แม้แต่ต้าสือโถวยังตกใจจนตาค้าง
เขามองน้องชายตัวเองเหมือนเป็นคนแปลกหน้า “เสน่ห์ของเอ้อร์ไจ่มันแรงขนาดนั้นเลยเหรอ? แค่บ่ายเดียว ทำไมนายถึงพูดมากขึ้นขนาดนี้ได้!”
“เมื่อก่อนฉันทั้งตีทั้งด่าเพื่อให้นายพูดมากขึ้นแทบตาย ทำไมไม่เห็นจะยอมฟังกันสักคำ?”
เสี่ยวสือโถวก้มหน้างุด หลบสายตา กลับไปเป็นเจ้าเต่าน้อยเงียบขรึมอีกครั้ง ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาถึงจะพูดอ้อมแอ้ม “กะ ก็มันไม่มีอะไรน่าพูดนี่ครับ”
“…” ต้าสือโถวถึงกับเดาะลิ้นอย่างเหลือเชื่อ “เห็นทีต้องส่งนายไปอยู่ที่กองพลการผลิตเฟิงโซวซะแล้วมั้ง”
เสี่ยวสือโถวเงยหน้าขึ้นทันที แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง เขาหน้าแดงเล็กน้อย พลางประสานมือไว้ด้วยกัน แล้วพูดอย่างเขินอาย “ได้เหรอครับ? ตอนกลางวันส่งผมไป แล้วตอนกลางคืนค่อยมารับกลับบ้าน แบบนั้นได้ไหมครับ?”
กู้ฉานอดขำไม่ได้ เด็กๆ ก็เป็นแบบนี้แหละ เดี๋ยวคิดอย่าง เดี๋ยวคิดอีกอย่าง ถ้าส่งไปจริงๆ ก็อาจจะร้องไห้ขอกลับบ้านก็ได้
เว่ยเซี่ยงตงโน้มตัวลง ใช้มือใหญ่สอดเข้าไปใต้รักแร้ของลูกชายคนเล็กแล้วออกแรงโยนร่างเล็กๆ ขึ้นไปในอากาศ ก่อนจะรับกลับมาได้อย่างมั่นคง
เสี่ยวสือโถวลืมเรื่องที่คุยกันเมื่อครู่ไปสนิท เขาหัวเราะเสียงใส “พ่อครับ เอาอีก!”
เว่ยเซี่ยงตงที่ตอนแรกตั้งใจจะ ‘ลงโทษ’ ลูกชายถึงกับไปไม่เป็น… หมดอารมณ์จะเล่นต่อทันที เขาไม่ตามใจลูกชาย และวางเด็กลงบนพื้น
ต้าสือโถวคิดในใจว่าทั้งพ่อและน้องชายของเขาช่างทำตัวเป็นเด็กไม่แพ้กัน เขาจึงหันไปทำหน้าที่ของตัวเอง ส่งเงินค่าแรงที่ได้มาจากการพับกล่องไม้ขีดไฟให้กู้ฉาน
“แม่ครับ น้าสะใภ้สามฝากเงินมาให้ครับ” เขายื่นถุงผ้าที่บรรจุอุปกรณ์ให้ แล้วพูดต่อ “นี่เป็นอุปกรณ์รอบใหม่ครับ”
“น้าสะใภ้สามบอกว่า ให้พวกเราคอยดูแลแม่ด้วย อย่าให้หักโหมทำงานหาเงินจนไม่รักษาสุขภาพครับ”
กู้ฉานรับถุงอุปกรณ์มาก่อน วางไว้อย่างระมัดระวัง แล้วจึงพูดว่า “แม่รู้แล้วน่า” จากนั้นจึงเริ่มนับเงิน ไม่ใช่ว่าเธอไม่ไว้ใจน้องสะใภ้สาม เพราะเธอรู้ดีว่าน้องสะใภ้สามเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่คิดจะเอาเปรียบใครอยู่แล้ว และถึงแม้เจาเจาจะหักค่าหัวคิวไปครึ่งหนึ่ง เธอก็ไม่มีสิทธิ์ว่าอะไรด้วยซ้ำ ที่เธอนับเงิน ก็เพราะเธอชอบความรู้สึกตอนที่ได้นับมันต่างหาก
กู้ฉานนับเงินทั้งหมดได้ 9 หยวน 9 เหมา 8 เฟิน นอกจากอันที่เว่ยเซี่ยงตงทำเสียไป ก็ไม่ขาดไปแม้แต่เหมาเดียว
“เซี่ยงตง! แค่ 2 วัน เราสองคนหาเงินได้เกือบ 10 หยวนเลยนะ!” เธอพูดอย่างตื่นเต้นดีใจ แบ่งปันความสุขกับสามี
เมื่อเสี่ยวสือโถวเห็นว่าที่บ้านมีเงินแล้ว ดวงตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที “แม่ครับ ผมอยากได้ไม้ปิงปองสักชุดหนึ่งครับ”
เขาอายุเพิ่งจะ 5 ขวบกว่าๆ ได้รับการดูแลอย่างดีจากพ่อแม่และพี่ชาย จึงไม่เข้าใจความยากลำบากในการหาเงิน พอเห็นว่าบ้านมีเงิน ก็เอ่ยปากขอทันที
กู้ฉานหันไปมองลูกชาย เธอไม่ได้ดุว่าอะไร แต่ถามกลับไปว่า “ใช่ของเล่นอันที่น้าชายสามของลูกเอามาฝากพี่ต้าไจ่กับพี่เอ้อร์ไจ่รึเปล่า?”
“นั่นไม่ใช่ของเล่นนะครับแม่” เสี่ยวสือโถวรีบแก้ เขาจำไม่ได้หรอกว่าพี่เอ้อร์ไจ่พูดเรื่องการแข่งขันอะไรไว้บ้าง แต่จำได้ขึ้นใจว่ามันไม่ใช่ของเล่น
“จ้ะๆ ไม่ใช่ของเล่นก็ได้” กู้ฉานยอมตามใจลูกชายคนเล็ก “แต่แม่ไม่แน่ใจว่าที่สหกรณ์จะมีไม้ปิงปองที่ลูกอยากได้รึเปล่านะ ถ้ามี เดี๋ยวแม่ซื้อให้”
ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธอคงไม่ซื้อให้แน่ๆ เพราะเงินทุกเฟินต้องใช้จ่ายกับของที่จำเป็นที่สุดเท่านั้น แต่ตอนนี้พวกเขามีรายได้เสริมจากงานพับกล่องไม้ขีดไฟแล้ว ประกอบกับนานๆ ทีเสี่ยวสือโถวจะเอ่ยปากอยากได้อะไรสักอย่าง เธอจึงอยากจะทำตามความปรารถนาของลูกให้ได้ ต่อให้เธอและสามีจะต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นอีกหน่อยก็ไม่เป็นไร
ต้าสือโถวพูดแทรกขึ้นมา “ที่สหกรณ์ไม่มีหรอกครับ ไม้ปิงปองนั่นน้าชายสามซื้อมาจากเมืองไห่”
กู้ฉานทำหน้าลำบากใจทันที “ถ้างั้นก็แย่เลยสิ” เธอนึกกังวล ไม่รู้ว่าตอนที่เฉิงหวยกลับไปที่กองทัพ เขาจะต้องผ่านเมืองไห่รึเปล่า ถ้าไม่ผ่านล่ะ…
“แม่ครับ ตอนบ่ายพี่ต้าไจ่กับพี่เอ้อร์ไจ่สอนพวกเราตีปิงปอง เสี่ยวสือโถวตีเก่งมากเลยนะครับ พี่เอ้อร์ไจ่บอกว่าถ้าตีปิงปองเก่งๆ ต่อไปจะสามารถไปแข่งขันสร้างชื่อเสียงให้ประเทศได้ด้วย” ต้าสือโถวรีบพูดสนับสนุนน้องชาย
บ่ายวันนี้เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นน้องชายชอบอะไรบางอย่างมากถึงขนาดนี้ แววตาของเสี่ยวสือโถวเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง มันเปล่งประกายอย่างไม่น่าเชื่อ เขาไม่อยากให้น้องชายต้องผิดหวัง จึงอยากจะลองสู้เพื่อเสี่ยวสือโถวดูสักตั้ง ต่อให้ในอนาคตน้องชายอาจจะไม่ได้โด่งดังอะไรเลย แต่ถ้ามันทำให้เสี่ยวสือโถวมีความมั่นใจและร่าเริงขึ้นมาได้ เขาก็คิดว่ามันคุ้มค่าแล้ว
เสี่ยวสือโถวไม่เข้าใจความตั้งใจอันลึกซึ้งของพี่ชายเลยแม้แต่น้อย เขายิ้มอย่างซื่อๆ แล้วพูดเสริม “พี่เอ้อร์ไจ่บอกว่าถ้าแข่งชนะจะได้เงินรางวัลด้วยนะครับ เยอะพอๆ กับเงินเดือนคนงานเลย”
“แม่ครับ ถ้าผมแข่งชนะนะ ผมจะเอาเงินรางวัลทั้งหมดมาให้แม่เลย!”
ต้าสือโถวถึงกับมุมปากกระตุก เฮ้อ คิดไปไกลจริงๆ เลยนะเรา
กู้ฉานรวบรวมข้อมูลจากที่ลูกชายทั้งสองคนพูด ในที่สุดเธอก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด “ซื้อสิ แม่กับพ่อจะหาทางซื้อมาให้ลูกให้ได้” ส่วนเรื่องอื่นๆ ค่อยว่ากันอีกทีหลังจากที่เฉิงหวยได้ข้อมูลมาแล้ว
เธอเป็นแม่คนนะ มีหรือจะดูไม่ออกว่าเสี่ยวสือโถว… รักการตีปิงปองมากแค่ไหน ในเมื่อลูกรักและชอบมันมากขนาดนี้ คนเป็นแม่อย่างเธอก็ต้องหาทางสนับสนุนให้ถึงที่สุด พ่อกับแม่ของเธอไม่เคยทำให้เธอต้องน้อยหน้าใคร แล้วเธอก็จะไม่มีวันทำให้ลูกชายของตัวเองต้องผิดหวังเช่นกัน
…
ณ บ้านตระกูลกู้
ต้าไจ่และเอ้อร์ไจ่อาบน้ำเสร็จอย่างอ้อยอิ่ง กู้เฉิงหวยคิดว่าลูกๆ คงเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เดี๋ยวคงจะกลับห้องไปนอนกันตามปกติ
แต่ทว่า… เด็กทั้งสองคนไม่ได้ทำแบบนั้น
สองพี่น้องเปลี่ยนมาสวมเสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้น เท้าสวมรองเท้าผ้า ต้าไจ่กำลังอุ้มกองเสื้อผ้าที่พวกเขาใส่ไปในเมือง ส่วนในมือของเอ้อร์ไจ่ก็หิ้วรองเท้าแตะพลาสติกของตัวเองและพี่ชาย… เด็กน้อยทั้งสองกำลังจะซักผ้าที่ลานบ้าน
กู้เฉิงหวยกวาดสายตามองลูกชายทั้งสองคน “จะซักผ้า… ตอนนี้เนี่ยนะ?”
“ใช่แล้วครับ! แม่บอกว่าเรื่องของวันนี้ต้องทำให้เสร็จในวันนี้” เอ้อร์ไจ่เหลือบมองพ่อของตัวเองแวบหนึ่ง สายตานั้นราวกับจะบอกว่าพ่อของเขาช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย
เด็กน้อยตอบพ่อไปอย่างขอที จากนั้นเขาก็วางรองเท้าแตะลงข้างๆ แล้วช่วยพี่ชายยกอ่างไม้ใบใหญ่ออกมา ก่อนจะใช้กระบวยน้ำเต้าตักน้ำใส่ลงไปในอ่างทีละกระบวย
[จบบท]