บทที่ 194: ถูกร้องเรียน (2/2)
ณ ที่ว่าการอำเภอ
หลินเจาเพิ่งเดินมาถึงเคาน์เตอร์ทำงานของตัวเอง ยังไม่ทันจะได้วางกระเป๋าสะพายลงดี หลี่เฟินก็พุ่งพรวดเข้ามาคว้าแขนของเธอไว้แน่น ดวงตาเบิกกว้าง “เจาเจา เธอช่วยชีวิตฉันไว้!”
จู่ๆ ขอบตาของหลี่เฟินก็แดงก่ำขึ้นมาราวกับนึกอะไรบางอย่างได้ อารมณ์ของเธอพลุ่งพล่านขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หลินเจาเบิกตากว้างด้วยความงุนงง
อะไรกัน?
เธอไปช่วยชีวิตพี่หลี่เฟินไว้ตอนไหนกัน?
“ฉันไม่ได้…”
ยังไม่ทันที่หลินเจาจะพูดจบประโยค หลี่เฟินก็สวนขึ้นมาทันที
“เธอช่วยจริงๆ” เธอยืนยันหนักแน่น “ไข่ไก่กับแป้งสาลีขาวที่เธอให้ฉันเมื่อวานนี้ ยังจำได้ใช่ไหม”
ใช่แล้ว...แป้งสาลีขาวชั้นดี ตอนนั้นหลี่เฟินรู้แค่ว่าเป็นแป้ง แต่ไม่คาดคิดเลยว่าหลินเจาจะใจกว้างถึงขนาดมอบแป้งสาลีขาวซึ่งเป็นของหายากมาให้ ยิ่งเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อคืน เธอก็ยิ่งรู้สึกว่างานพับกล่องไม้ขีดไฟที่มอบให้หลินเจานั้น เป็นการตัดสินใจที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต
“จำได้สิคะ เพิ่งให้ไปเมื่อวานนี้เอง จะลืมได้ยังไง” หลินเจาตอบอย่างจนใจ
“ทุกอย่างต้องขอบคุณของที่เธอให้มานั่นแหละ” หลี่เฟินเล่าต่อด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ทั้งตึงเครียด ทั้งขวัญเสีย ราวกับเพิ่งเฉียดตายมาหมาดๆ
“หมายความว่ายังไงคะพี่เฟิน” หลินเจาถามพลางถอดกระเป๋าสะพายไปเก็บในตู้ สีหน้าเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก่อนจะดึงเก้าอี้มานั่งลงเพื่อเตรียมฟังเรื่องราวอย่างตั้งใจ
หลี่เฟินจึงนั่งลงตาม
“คืออย่างนี้ พอฉันได้ของขอบคุณจากเธอเมื่อวาน ฉันก็เลยบอกสามีไปว่าให้เขารีบกลับบ้านหน่อยนะ ตอนเย็นจะทำเกี๊ยวให้กิน”
“สามีฉันเขาไม่ได้กินเกี๊ยวมานานแล้ว พอได้ยินแบบนั้นก็เกิดอยากขึ้นมาทันที เมื่อวานเขาเลยไม่ได้อยู่ทำงานล่วงเวลาเหมือนทุกที พอเลิกงานปุ๊บก็รีบตรงดิ่งกลับบ้านทันที… ต้องขอบคุณจริงๆ ที่เขากลับเร็ว ไม่อย่างนั้นนะ เธอคงไม่ได้เห็นหน้าฉันไปอีกหลายวันแน่” เพราะเธอคงต้องไปเฝ้าสามีที่โรงพยาบาล
พอพูดถึงตรงนี้ สีหน้าของหลี่เฟินก็ซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด นิ้วมือเรียวกำชายกางเกงไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด น้ำเสียงสั่นเครือ “เมื่อคืนนี้…ที่โรงงานไม้ขีดไฟเกิดเรื่องขึ้น”
“มีพนักงานในโรงงานสมรู้ร่วมคิดกับคนนอกเข้ามาขโมยของ พอมีคนมาเห็นเข้า พวกมันก็เลยทำร้ายคนไป 3 คนแล้วก็พากันหนีไป”
หลินเจายังคงจับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่ดี ว่าเรื่องทั้งหมดนี้มาเกี่ยวข้องกับเธอได้อย่างไร
หลี่เฟินเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่ยังไม่หายตื่นตระหนก “ที่ฉันบอกว่าเธอเป็นผู้มีพระคุณของสามีฉัน ก็เพราะว่าสามีฉันน่ะ เขาเป็นพนักงานดีเด่นของโรงงาน ปกติแล้วเขาจะเป็นคนสุดท้ายที่กลับบ้านเสมอ แต่เมื่อวานนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่เขากลับบ้านเร็ว พอตอนเช้าเขาได้ยินข่าวเรื่องที่โรงงานเท่านั้นแหละ ถึงกับช็อกตัวแข็งไปเลย ปรากฏว่าจุดที่พนักงานในโรงงานโดนทำร้ายน่ะ คือเส้นทางที่เขาใช้เดินผ่านเป็นประจำเลย ไม่ใช่แค่สถานที่นะ แม้แต่ช่วงเวลาที่เกิดเหตุก็ตรงกันเป๊ะ ถ้าเมื่อวานเขากลับบ้านช้าเหมือนทุกวัน ป่านนี้รายชื่อผู้บาดเจ็บต้องมีชื่อเขาอยู่ด้วยแน่นอน”
“เห็นไหมล่ะ ถ้าเธอไม่ใช่ผู้มีพระคุณช่วยชีวิต แล้วจะให้เรียกว่าอะไร”
เมื่อตั้งสติได้ แววตาของหลี่เฟินก็เปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งใจอย่างสุดซึ้ง
“เจาเจา ฉันให้สัญญาต่อหน้าเธอตรงนี้เลย ตราบใดที่โรงงานไม้ขีดไฟยังไม่เจ๊ง และสามีของฉันยังทำงานอยู่ที่นั่น พี่สะใภ้ใหญ่ของเธอก็จะมีงานทำตลอดไป ไม่มีวันขาดมือแน่นอน”
หลี่เฟินยังคงขวัญเสียไม่หาย แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็รู้สึกว่าหลินเจาเป็นคนที่มีโชคลาภติดตัว ในใจจึงยิ่งรู้สึกผูกพันและอยากใกล้ชิดกับเธอมากขึ้น
ในที่สุดหลินเจาก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด มันเป็นเพียงความบังเอิญที่ประจวบเหมาะกันพอดี ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเธอโดยตรงเลยสักนิด
เธอหัวเราะออกมาเบาๆ “โธ่พี่เฟิน ผู้มีพระคุณอะไรกันคะ ต้องบอกว่าเป็นบุญบารมีที่พี่กับสามีร่วมกันสร้างมาต่างหาก ถึงได้แคล้วคลาดปลอดภัยจากเรื่องร้ายๆ มาได้”
“แล้วคนที่บาดเจ็บที่โรงงาน อาการหนักไหมคะ” เธอเปลี่ยนเรื่องถามด้วยความห่วงใย
หลี่เฟินที่กำลังจะเอ่ยขอบคุณอีกครั้ง ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะตอบ “ไม่หนักมากหรอกจ้ะ โชคดีที่ตอนนั้นพวกเขาอยู่ด้วยกัน 3 คน ถ้าหากว่าเป็นสามีของฉันคนเดียวล่ะก็…ฉันไม่อยากจะคิดภาพเลย”
“ไม่เป็นอะไรก็ดีที่สุดแล้วค่ะ” หลินเจาพูดอย่างโล่งอก คนเหล่านั้นต่างก็เป็นเสาหลักของครอบครัว หากใครคนใดคนหนึ่งเป็นอะไรไป คงเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของครอบครัวนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
“แล้วพวกโจรที่ทำร้ายคนล่ะคะ จับได้หรือยัง” หลินเจาถามต่อ
“จับได้แล้ว 2 คนจ้ะ เหลืออีกคนหนึ่งที่หนีไปได้ เห็นว่าตำรวจกำลังตามล่าตัวอยู่” หลี่เฟินตอบ
สีหน้าของหลินเจาเคร่งขรึมลง “หวังว่าจะจับได้ในเร็ววันนะคะ การปล่อยให้คนอันตรายแบบนี้ลอยนวลอยู่ข้างนอก ถ้าเกิดไปทำร้ายผู้บริสุทธิ์คนอื่นเข้าอีก คงเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก”
หลี่เฟินมองหญิงสาวตรงหน้าแล้วยิ่งรู้สึกชื่นชมในจิตใจที่ดีงามของเธอ หลินเจาเป็นคนที่ควรค่าแก่การคบหาเป็นมิตรแท้จริงๆ
“เจาเจา วันนี้พี่ทำพายไส้ผักมาแต่เช้าเลยนะ ตั้งใจเอามาให้เธอโดยเฉพาะ ห้ามปฏิเสธเด็ดขาด สามีพี่ก็กำชับมาว่าต้องขอบคุณเธอให้ได้”
หลินเจากลัวว่าอีกฝ่ายจะพูดเรื่องนี้ไม่เลิก จึงรีบตอบรับส่งๆ แล้วชิงเปลี่ยนเรื่องทันที “พี่เฟินคะ แล้วเรื่องที่คุยกันไว้ น้องชายพี่ว่ายังไงบ้างคะ เขาตกลงจะมาดูตัวกับพี่สาวฉันไหม”
หลี่เฟินรู้ทันว่าหลินเจาไม่อยากถูกยกย่องเป็นผู้มีพระคุณอีก เธอจึงเก็บความรู้สึกซาบซึ้งไว้ในใจ แล้วหันมาคุยเรื่องของน้องชายแทน “ตกลงสิ เขายินดีมาก บอกว่ามะรืนนี้เขาหยุดพอดี”
“ถ้าอย่างนั้นนัดดูตัวกันตอนเที่ยงมะรืนนี้เลยดีไหม ไม่รู้ว่าพี่สาวเธอจะสะดวกหรือเปล่า”
“สะดวกแน่นอนค่ะ ช่วงนี้พี่สาวฉันก็พักอยู่ที่บ้านพอดี ถ้าอย่างนั้นก็ตามนี้นะคะ” หลินเจาตอบรับทันที เธอไม่ใช่คนชอบทำอะไรยืดเยื้อ การต้องเก็บเรื่องค้างคาใจไว้นานๆ เป็นอะไรที่น่ารำคาญที่สุด
“ได้เลยจ้ะ งั้นตกลงตามนี้นะ” หลี่เฟินเองก็อยากให้เรื่องนี้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุด
“ค่ะ”
หลังจากทั้งสองตกลงเรื่องสำคัญเสร็จสิ้น หลิวชุนหงก็เดินเข้ามาในสหกรณ์ด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด สายตาเย็นเยียบของเธอจ้องเขม็งมายังเคาน์เตอร์ของหลินเจาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ใบหน้าบูดบึ้งน่ากลัว แววตาฉายชัดถึงความเกลียดชังที่ฝังลึกถึงกระดูก
พนักงานอาวุโสคนหนึ่งที่ค่อนข้างสนิทกับหลิวชุนหงเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้าไปดึงแขนเสื้อของเธอ พลางกระซิบเตือน “ใจเย็นๆ หน่อยน่า สหายหลินเขาไม่ได้ไปทำอะไรให้เธอสักหน่อย”
หลิวชุนหงแค่นหัวเราะในใจ ไม่ได้ทำอะไรอย่างนั้นเหรอ ลูกสาวสุดที่รักของเธอถูกบังคับให้ขึ้นรถไฟไปเผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายที่ชายแดน ชาตินี้จะได้กลับมาเหยียบบ้านเกิดอีกหรือไม่ก็ยังไม่รู้ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะนังเด็กหลินเจาคนเดียว! ถ้ามันไม่มาแย่งตำแหน่งงาน แม้จะเป็นแค่ตำแหน่งพนักงานชั่วคราวไปจากลูกสาวเธอ ลูกเธอก็คงไม่ต้องถูกส่งไปเป็นจือชิงในบ้านป่าเมืองเถื่อนที่นกยังไม่คิดจะไปขี้แบบนั้น
หลินเจาสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่พุ่งตรงมายังตนเอง เธอเงยหน้าขึ้นและสบเข้ากับสายตาอาฆาตแค้นของหลิวชุนหงพอดิบพอดี
หลิวชุนหงรีบเบือนหน้าหนี แต่เพียงชั่วพริบตานั้น หลินเจาก็เห็นแววตาเหี้ยมเกรียมของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน และไม่ใช่แค่เธอที่เห็น หลี่เฟินเองก็สังเกตเห็นเช่นกัน
“เจาเจา ระวังตัวจากหลิวชุนหงไว้ให้ดีนะ ได้ข่าวว่าลูกสาวเธอถูกส่งไปเป็นจือชิงที่ชายแดนไกลโพ้น ชาตินี้คงหมดหวังจะได้กลับมาแล้ว เธอก็เลยปักใจเชื่อว่าตำแหน่งงานของเธอกับสหายหวังควรจะเป็นของลูกสาวเธอ ที่ลูกสาวต้องลำบากก็เป็นเพราะพวกเธอสองคน แต่บ้านของสหายหวังมีเส้นสายดี เธอไม่กล้าไปต่อกรด้วย ความแค้นทั้งหมดก็เลยมาลงที่เธอนี่แหละ”
“สรุปว่าเห็นฉันเป็นหมูในอวยว่างั้นเถอะ” หลินเจาแค่นยิ้ม “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ อยากจะมาไม้ไหนก็ให้เข้ามาเลย ฉันพร้อมรับมือเสมอ” คนไม่ได้ทำผิด จะไปกลัวอะไร คนที่ควรจะกลัวคือฝ่ายที่คิดร้ายต่างหาก
“ทัศนคติแบบนี้แหละถูกต้องแล้ว ไม่ต้องไปกลัวนะ มีอะไรพี่จะช่วยเธอเอง” หลี่เฟินตบไหล่ให้กำลังใจหลินเจาอย่างจริงใจ
รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลินเจา “ขอบคุณมากนะคะพี่เฟิน”
ภาพรอยยิ้มนั้นบาดตาบาดใจหลิวชุนหงอย่างรุนแรง เธอนึกถึงภาพลูกสาวที่นั่งร้องไห้ปานจะขาดใจบนรถไฟ ความโกรธแค้นก็พุ่งขึ้นจนแทบจะฉีกผ้าขี้ริ้วในมือให้แหลกละเอียด
ยิ้มเข้าไปเถอะ อีกไม่นานแกก็จะยิ้มไม่ออกแล้ว!
เวลาผ่านไปไม่นาน ลูกค้าที่เคยคึกคักก็เริ่มบางตาลง บรรยากาศหน้าเคาน์เตอร์กลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
แต่แล้วทันใดนั้น ชายกลุ่มหนึ่งในชุดเรียบกริบ ใบหน้าเคร่งขรึม ก้าวเข้ามาในสหกรณ์ ท่าทางของพวกเขาดูไม่เหมือนคนที่มาเพื่อซื้อของอย่างแน่นอน และที่สำคัญ หัวหน้าเจียง ผู้จัดการสหกรณ์ก็เดินตามมาด้วย
หัวหน้าเจียงเหลือบมองหลินเจาด้วยแววตากังวล ก่อนจะรีบเบนสายตาไปทางอื่น เขาได้แต่ภาวนาในใจว่าเธอคงไม่ได้ทำเรื่องโง่ๆ อะไรลงไป
ชายวัยกลางคนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่ม กวาดสายตาคมกริบไปทั่วบริเวณ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ “ใครคือหลินเจา”
หลินเจามีลางสังหรณ์อยู่ก่อนแล้ว เธอจึงไม่ได้รู้สึกประหลาดใจแต่อย่างใด หญิงสาวก้าวออกจากหลังเคาน์เตอร์อย่างสงบนิ่ง สายตาเหลือบไปมองหลิวชุนหงแวบหนึ่ง
และก็เป็นไปตามคาด
บนใบหน้าของหลิวชุนหงปรากฏร่องรอยของความสะใจและตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด
ในที่สุดก็มาถึง!
“ฉันคือหลินเจาค่ะ” หลินเจาขานรับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยและมั่นคง
ชายวัยกลางคนกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก น้ำเสียงของเขาเย็นชาและเป็นทางการ “สหายหลินเจา เราได้รับจดหมายร้องเรียนซึ่งระบุว่าคุณ ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ในทางมิชอบ ยักยอกทรัพย์สินของสหกรณ์การค้าและการตลาด และมีการรับเงินทอนเป็นการส่วนตัว ขอให้คุณให้ความร่วมมือในการสอบสวนด้วยครับ”
ทันทีที่สิ้นเสียงของเขา บรรยากาศภายในสหกรณ์ก็เงียบสงัดลงในบัดดล สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องมาที่หลินเจาเป็นตาเดียว
หลิวชุนหงยืนนิ่งอยู่กับที่ มุมปากของเธอเหยียดยิ้มขึ้นเล็กน้อย แววตาเปล่งประกายแห่งความสะใจอย่างปิดไม่มิด คราวนี้ต่อให้หลินเจาไม่ถึงตาย ก็ต้องเจ็บหนักปางตายกันไปข้างหนึ่ง!
ทว่าหลินเจากลับไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย “ฉันไม่ได้ทำค่ะ” เธอกล่าวอย่างหนักแน่น “ในเมื่อพวกคุณกล่าวหาว่าฉันยักยอกทรัพย์สินของสหกรณ์ แล้วไหนล่ะคะหลักฐาน”
หลี่เฟินรีบก้าวออกมายืนข้างหลินเจาทันที “ใช่ค่ะ จะมากล่าวหาใครลอยๆ แบบนี้ไม่ได้นะคะ ไม่มีหลักฐานจะมาปรักปรำคนอื่นได้ยังไง” เธอกล่าวสนับสนุนอย่างเต็มที่ “สหายหลินเพิ่งจะเข้ามาทำงานได้ไม่กี่วัน ทุกวันก็ปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน ไม่มีทางที่จะทุจริตแน่นอนค่ะ อีกอย่างเธอเป็นถึงครอบครัวทหาร มีจิตสำนึกที่ดี ฐานะทางบ้านก็ไม่ลำบาก เธอจะลดตัวไปยักยอกของพวกนี้ทำไมกัน ยังไงฉันก็ไม่เชื่อเด็ดขาด!”
หวังจวีซึ่งยืนตัวสั่นอยู่ใกล้ๆ รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีแล้วพูดขึ้นมา “ฉัน…ฉันก็ไม่เชื่อค่ะ!”
พนักงานหญิงอีกคนที่เคยสนิทสนมกับหลิวชุนหงพอจะเดาได้ทันทีว่าจดหมายร้องเรียนฉบับนี้ต้องเป็นฝีมือของหลิวชุนหงเป็นแน่ เธอรู้สึกหวาดกลัวในใจกับความอำมหิตของเพื่อนร่วมงานคนนี้ จนต้องขยับตัวถอยห่างออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ฉันก็ไม่เชื่อเหมือนกันค่ะ” เธอกล่าวเสียงดังฟังชัด “สหายหลินไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิด แต่สหายหลิวกำลังรังแกเธอเกินไปหน่อย นี่มันจงใจหาเรื่องคนที่อ่อนแอกว่าชัดๆ” ในฐานะคนที่ให้ความเคารพครอบครัวทหารเป็นพิเศษ เธอย่อมทนดูอยู่เฉยไม่ได้ “ก็เหมือนที่สหายหลี่ว่านั่นแหละค่ะ สหายหลินมาทำงานที่นี่ได้ไม่นาน เธอมาทำงานตรงเวลาและกลับบ้านเร็วที่สุดเสมอ สะพายแค่กระเป๋าผ้าใบเดียวไปกลับ เธอจะเอาเวลาที่ไหนไปยักยอกของได้กันคะ”
หลินเจา (ในใจ): ขอบคุณทุกคนมาก
เมื่อเห็นว่าเพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่ต่างออกโรงปกป้องหลินเจา สีหน้าของหัวหน้าเจียงก็คลายความกังวลลงอย่างเห็นได้ชัด สถานการณ์เช่นนี้ เรื่องราวคงไม่เลวร้ายอย่างที่คิด เขาลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ช่วงนี้ทางอำเภอกำลังกวาดล้างการทุจริตอย่างจริงจัง หากถูกจับได้ว่ามีความผิดจริง ไม่เพียงแต่จะถูกไล่ออกจากงาน แต่อนาคตก็จะดับวูบลงทันที หลินเจาเป็นคนที่เขาอุตส่าห์ดึงตัวเข้ามา หากเธอต้องมาเจอเรื่องโชคร้าย คนที่แนะนำเธอมาอย่างเขาก็คงไม่พ้นต้องโดนร่างแหไปด้วยเป็นแน่
ทว่าหลิวชุนหงกลับจ้องมองอดีตเพื่อนสนิทของตนด้วยแววตาราวกับมองคนทรยศ ความเคียดแค้นฉายชัดออกมาอย่างไม่ปิดบัง คบกันมาสิบกว่าปี แต่นี่คือสิ่งที่มันตอบแทนเธอย่างนั้นเหรอ!
ในเมื่ออุตส่าห์ลากคนพวกนี้มาได้ถึงขนาดนี้แล้ว มีหรือที่เธอจะยอมปล่อยให้หลินเจารอดไปได้อย่างง่ายดาย
ดังนั้นเธอจึงก้าวออกมาข้างหน้าอย่างไม่ลังเล
“ฉันมีหลักฐานค่ะ!”
[จบบท]