บทที่ 197: เรื่องโกหกทั้งนั้น (1/2)
“พี่ครับ!” “พี่ครับ!!”
ขณะที่หลินเจาพูดคุยสอบถามเรื่องสินค้ามีตำหนิจากหลี่เฟินอยู่นั้น เธอก็ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งตะโกนเรียกด้วยความร้อนรน
“?”
เธอรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยอะไรออกไป ซ่งอวิ๋นจิ่นก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เขาก้าวยาวๆ ตรงมาที่เคาน์เตอร์ของหลินเจาทันที เมื่อเห็นว่าพี่สาวยังคงยืนทำงานอยู่ตรงนี้อย่างปลอดภัย หัวใจที่หล่นไปอยู่ตาตุ่มก็กลับเข้าที่เดิม ก่อนจะยืนหอบหายใจอย่างหนักหน่วง
หลินเจายื่นแก้วเคลือบของตัวเองส่งไปให้ “ดื่มน้ำก่อนสิ วิ่งมาซะรีบเชียว!”
เธอมองดูนาฬิกาข้อมือแล้วขมวดคิ้ว เพราะยังไม่ถึงเวลาที่เขาจะต้องมาส่งข้าวกลางวันเลย
“แล้วนี่มาทำไมตอนนี้ล่ะ ยังไม่ถึงเวลาส่งข้าวนี่นา” เธอเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงว่าอาจมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นที่บ้าน “ที่บ้านไม่มีอะไรใช่ไหม”
“ไม่มีอะไรครับ!” ซ่งอวิ๋นจิ่นไม่เกรงใจ เขายกแก้วขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด พอแก้กระหายได้แล้วจึงวางแก้วลง ใช้หลังมือเช็ดปากแล้วรีบพูดว่า “พี่ครับ ผมได้ยินว่ามีคนในสหกรณ์ถูกจับตัวไป แล้วก็ได้ยินชื่อพี่ด้วย ผมตกใจแทบแย่ เลยรีบมาหาพี่ก่อน ยังไม่ได้บอกแม่เลย”
หลินเจาคลายหัวคิ้วลงทันที ความอบอุ่นสายหนึ่งพลันแล่นผ่านเข้ามาในใจ เธอยิ้มแล้วตอบกลับไปว่า “ฉันไม่เป็นไรหรอก”
แต่ซ่งอวิ๋นจิ่นยังไม่วางใจ “ผมได้ยินมาเต็มสองหูเลยนะ ต้องมีเรื่องของพี่แน่ๆ ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับพี่”
“ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แค่มีคนไปแจ้งความเรื่องฉัน...” หลินเจาเพิ่งจะพูดได้ครึ่งประโยค ซ่งอวิ๋นจิ่นก็เดือดขึ้นมาทันที ผมสั้นๆ ของเขาแทบจะตั้งชี้ขึ้นฟ้าด้วยความโกรธ
“ใครครับ”
สิ้นคำถาม ดวงตาสีเข้มที่ลุกโชนไปด้วยไฟโทสะของเขาก็กวาดมองไปทั่วทุกเคาน์เตอร์ แล้วก็สังเกตเห็นว่ามีเคาน์เตอร์หนึ่งว่างเปล่าไร้คนดูแล และคนที่หายไปก็คือพนักงานขายที่ชอบทำหน้าตาไม่พอใจใส่คนอื่นอยู่ตลอดเวลานั่นเอง
“ใช่พนักงานขายตัวล่ำๆ คนนั้นหรือเปล่า” ซ่งอวิ๋นจิ่นถามย้ำ ใบหน้าของเขาดำคล้ำด้วยความโกรธจนอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างแรง
“ใช่ แต่ไม่สำคัญหรอก เพราะตอนนี้เธอส่งตัวเองเข้าไปชดใช้กรรมแล้วล่ะ” หลินเจาพูดพลางยกมือขึ้นลูบศีรษะของน้องชายเบาๆ เพื่อให้เขาใจเย็นลง
ดวงตาของเธอหรี่ลงเป็นรอยยิ้มสดใส “พอไม่มีคนแบบนี้อยู่ในสหกรณ์แล้ว อากาศก็สดชื่นขึ้นเยอะเลยเนอะ!”
แต่คำปลอบประโลมของพี่สาวไม่ได้ช่วยให้ซ่งอวิ๋นจิ่นหายโมโหเลยแม้แต่น้อย
“เขาแจ้งความเรื่องอะไรพี่” เขายังคงคาดคั้นเอาคำตอบ
หลินเจาฉายแววจนใจออกมาทางสายตา เพราะรู้ดีว่าลูกพี่ลูกน้องคนนี้เป็นพวกช่างซักช่างถาม ถ้าไม่ได้คำตอบก็จะถามไม่เลิก เธอจึงยอมตอบไปตามตรง “ก็บอกว่าฉันยักยอกทรัพย์สินส่วนรวม สร้างความเสียหายให้ผลประโยชน์ของประชาชนน่ะสิ”
“เรื่องบ้าอะไรกัน!” ซ่งอวิ๋นจิ่นสบถออกมาอย่างหัวเสีย
“พี่เนี่ยนะจะไปสนใจของแค่นั้น! ถ้าพี่ขาดเงินจริงๆ แค่บอกพ่อกับคนอื่นๆ คำเดียว ก็มีคนช่วยหาเงินให้ตั้งเยอะแยะแล้ว ไม่เห็นจะต้องมาลำบากทำเรื่องแบบนี้เลย เขาดูถูกใครกัน!”
สำหรับเขาแล้ว การแจ้งความว่าพี่ยักยอกเงินมันยังไร้สาระกว่าการแจ้งความว่าพี่สาวของเขากับซ่งอวิ๋นเฉิงแอบมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันเสียอีก!
หลินเจาเห็นท่าทางของเขาแล้วก็ต้องรีบเปลี่ยนเรื่อง เธอหยิบแอปเปิลออกมาลูกหนึ่งแล้วส่งให้เขา “นายก็รู้ว่าเขาพูดเหลวไหล ไม่ต้องไปใส่ใจหรอกน่า กินแอปเปิลนี่สิ ฉันบอกแล้วว่าจะเอามาฝากนายกับลุงป้า แล้วก็อวิ๋นเฉิงด้วยนะ คนละลูก”
พอได้ยินว่าคนอื่นๆ ในครอบครัวก็ได้ด้วย ซ่งอวิ๋นจิ่นจึงรับแอปเปิลมาถือไว้แล้วกัดเข้าไปคำใหญ่เสียงดังกร้วม
แอปเปิลลูกนี้กรอบมาก ทั้งหวาน ทั้งฉ่ำ อร่อยจนน่าประหลาดใจ
“อร่อยจัง ไม่ได้หามาจากในเขาใช่ไหมครับ”
หลินเจาตอบกลับไปว่า “มีให้กินก็กินไปเถอะ อย่าถามมากเลย”
คำตอบของพี่สาวทำให้ซ่งอวิ๋นจิ่นเดาได้ทันทีว่าเธอคงจะไปซื้อมันมาจากตลาดมืด และในวินาทีนั้นเอง แอปเปิลในมือของเขาก็พลันไม่หอมหวานเหมือนเดิมอีกต่อไป
“พี่ครับ...”
เขากลัวจริงๆ ว่าพี่สาวจะถูกจับ เพราะเธอเป็นคนที่ไม่เคยกลัวอะไรเลยมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ด้วยความผูกพันที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ทำให้หลินเจาอ่านความคิดของเขาออกทะลุปรุโปร่งเพียงแค่มองแวบเดียว
“ตอนที่เราไปดูหนังด้วยกัน ตั๋วหนังของฉันมาจากไหนล่ะ”
ซ่งอวิ๋นจิ่นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบว่า “ก็ซื้อมาสิครับ”
“แอปเปิลก็เหมือนกันนั่นแหละ” หลินเจาตอบกลับไปอย่างมั่นใจ ไม่มีท่าทีร้อนตัวเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่ความจริงแล้วเธอได้มันมาจากการทำภารกิจในระบบต่างหาก
ดวงตาของเด็กหนุ่มเปล่งประกายขึ้นมาทันที ความดีใจฉายชัดออกมาอย่างปิดไม่มิด
“งั้นก็ดีแล้วครับ” เขาเม้มปากอย่างโล่งอก “เมื่อกี้ผมตกใจแทบแย่!”
หลินเจายิ้มกว้าง ก่อนจะเอ่ยหยอกล้อ “ก็เห็นอยู่ว่าตกใจ หอบซะขนาดนั้น แถมยังตะโกนจนเสียงหลงอีก!”
“พี่ครับ...” ซ่งอวิ๋นจิ่นหลุบตาลงต่ำ พลางรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหู
ถึงจะรู้สึกเขินอาย แต่เขาก็ยังไม่ลืมที่จะกัดแอปเปิลในมือต่อ เสียงดังกร้วมๆ ไม่หยุด
“พี่ครับ อร่อยจริงๆ นะ”
หลินเจายิ้ม “ถ้าชอบกิน ไว้คราวหน้าถ้าหามาได้อีกจะเอามาฝากนะ”
“แล้วพี่มีกินแล้วเหรอครับ” แม้จะรู้ดีว่าพี่สาวของเขาไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมเสียสละของดีๆ ให้คนอื่นไปเสียทั้งหมด แต่ซ่งอวิ๋นจิ่นก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าเธอจะไม่มีกิน ซึ่งมันก็ช่วยไม่ได้ เพราะมันเป็นนิสัยดีๆ ที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก
“มีสิ ฉันจะใจร้ายกับตัวเองได้ยังไงกัน” หลินเจาคิดเสมอว่าคนที่ใจร้ายกับตัวเองคือพวกสมองมีปัญหา
“พี่ต้องไม่ทำแบบนั้นอยู่แล้ว” ซ่งอวิ๋นจิ่นยิ้มร่าเริง เขากินแอปเปิลจนหมดเกลี้ยงแล้วใช้กระดาษฟางที่หลินเจายื่นให้เช็ดมือ ก่อนจะพูดว่า “พี่ครับ งั้นผมกลับก่อนนะ จะได้เอาข่าวไปบอกแม่ด้วย ถ้าแม่ได้ยินเรื่องนี้เข้าคงจะร้อนใจแย่เลย”
หลินเจาส่งแอปเปิลที่เหลือให้เขา “เอากลับไปด้วยนะ”
ซ่งอวิ๋นจิ่นรับมาด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ “พี่ครับ ตั้งแต่พี่เริ่มทำงาน ผมก็ได้กินของดีๆ ทุกวันเลย นี่คือความสุขของการมีงานทำใช่ไหมครับ!”
หลินเจาได้แต่ยิ้มโดยไม่พูดอะไร เธอรู้ดีว่าการทำงานไม่ได้นำความสุขมาให้คนเราเสมอไป แต่เธอเลือกที่จะไม่พูดประโยคนี้ออกไป และเก็บไว้ให้ซ่งอวิ๋นจิ่นได้เรียนรู้ด้วยตัวเองในอนาคต
“อืม... เพราะงั้นนายก็พยายามเข้านะ”
คำพูดของเธอทำให้ซ่งอวิ๋นจิ่นหน้าสลดลงทันที เขาก็อยากจะพยายามอยู่หรอก แต่ติดที่ว่าไม่มีที่ไหนให้เขาได้ใช้แรงงาน แล้วก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้วุฒิการศึกษามัธยมต้นเสียที ช่างน่าเบื่อจริงๆ
“พี่ครับ ผมไปแล้วนะ”
“ขี่จักรยานของฉันไปก็ได้นะ” หวังจวีที่อยู่ใกล้ๆ เอ่ยขึ้นเสียงเบา
ในเมื่อเธอมีน้ำใจให้ยืม หลินเจาก็ไม่ปฏิเสธ เธอยิ้มแล้วพูดว่า “ขอบใจมากนะอาจวี วันหลังจะเอาของกินมาฝาก”
หวังจวียิ้มเล็กน้อยจนดวงตาโค้งขึ้น ดูงดงามและเรียบร้อยราวกับดอกพุดซ้อนที่ยังตูมอยู่ “ค่ะ”
เมื่อซ่งอวิ๋นจิ่นกลับมาถึงอาคารบ้านพัก ป้าสะใภ้ซ่งก็เพิ่งจะทำอาหารเสร็จพอดี เธอบรรจุอาหารกลางวันลงกล่องจนเต็ม ซึ่งมีชิ้นเนื้ออยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะเนื้อนี่ก็เป็นของที่เจาเจาส่งมา ดังนั้นตักให้หลานเยอะหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่แล้วเธอก็ต้องนึกฉุนที่เจ้าลูกชายตัวดีไม่รู้หายหัวไปไหน เธอได้ยินข่าวว่าที่สหกรณ์มีคนถูกจับตัวไป เลยกะว่าจะให้เขายืมจักรยานไปสืบข่าวให้หน่อย แต่พอกระพริบตาแค่แวบเดียว ก็หาตัวไม่เจอเสียแล้ว
“แม่ครับ! แม่!”
เสียงใสๆ ที่คุ้นเคยดังขึ้น ทำให้เธอหันไปมอง ซ่งอวิ๋นจิ่นกำลังเดินขึ้นบันไดมา
“แกหายไปไหนมา!” ป้าสะใภ้ซ่งถลึงตาใส่ แต่ก็ไม่มีเวลาจะดุลูกชายมากนัก เธอรีบร้อนพูดว่า “ไปยืมจักรยานมาเร็ว แล้วรีบไปที่สหกรณ์หน่อย แม่ได้ยินว่ามีพนักงานขายถูกจับตัวไป ไม่รู้ว่าพี่แกจะโดนผลกระทบอะไรหรือเปล่า...”
ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบประโยค ซ่งอวิ๋นจิ่นก็พูดแทรกขึ้นมาว่า “แม่ครับ พอผมได้ยินข่าวปุ๊บก็รีบไปเลย นี่เพิ่งจะกลับมาเองครับ”
เขาหยิบแอปเปิลสามลูกออกมาโชว์ “นี่เป็นแอปเปิลที่พี่ฝากมาให้พวกเราครับ ผมกินไปแล้วลูกนึง หวานมากเลย”
ป้าสะใภ้ซ่งมองแอปเปิลสดใหม่ที่ผิวไม่เหี่ยวเลยสักนิด นอกจากจะประหลาดใจแล้ว ในใจก็รู้สึกอบอุ่นอย่างยิ่ง “ทำไมพี่เขาไม่เก็บไว้ให้เจ้าสี่แฝดกินล่ะ”
“พี่ต้องเก็บไว้ให้แล้วสิครับ” ซ่งอวิ๋นจิ่นตอบอย่างมั่นใจ
ป้าสะใภ้ซ่งเลิกสนใจเรื่องแอปเปิล แล้วรีบซักไซ้เรื่องที่สหกรณ์ต่อทันที “แล้วพี่แกตกใจไหม ที่สหกรณ์มันเรื่องอะไรกันแน่”
“พี่โดนคนแจ้งความครับ!” ซ่งอวิ๋นจิ่นเดินเข้าบ้านแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาพลางหยิบกล่องข้าวอะลูมิเนียมใส่ลงในถุงผ้า
“อะไรนะ!” เสียงของป้าสะใภ้ซ่งแหลมขึ้นสองเท่า เธอเดินตามลูกชายเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าเคร่งขรึม “เรื่องมันเป็นยังไงกันแน่” เธอยิงคำถามใส่เป็นชุด “ตระกูลกู้กับตระกูลหลินพื้นเพก็ดีทั้งคู่ พี่เขยแกก็เป็นทหาร แล้วพี่แกจะมีเรื่องอะไรให้คนแจ้งความได้ แล้วตอนนี้พี่แกเป็นยังไงบ้าง”
คำถามของเธอพรั่งพรูออกมาไม่หยุด ซ่งอวิ๋นจิ่นยังหาจังหวะแทรกไม่ได้ ก็โดนฝ่ามืออรหันต์ฟาดเผียะลงบนแผ่นหลังเข้าให้
[จบบท]