บทที่ 202: นัดดูตัว (2/2)
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจโอ้อวด ต้าตั้นและเด็กคนอื่นๆ ก็ไม่ได้เถลไถลอยู่ที่ไหนต่อ พวกเขาพากันกลับเข้าบ้าน และมาถึงในเวลาไล่เลี่ยกับหลินซื่อชางและหลินซื่อเซิ่งพอดี
หลินซื่อเซิ่งได้เล่าเรื่องทั้งหมดที่น้องสาวฝากความมาให้ทุกคนในครอบครัวฟัง
พอหลินเฮ่อหลิงได้รู้ว่าลูกสาวสุดที่รักนำของมาฝาก เขาก็เผยรอยยิ้มอันอบอุ่นออกมา ก่อนจะรับของสิ่งนั้นมาวางไว้ข้างกาย
“ฝากไปบอกน้องด้วยนะ ว่าพ่อจะใช้ของที่ให้มาอย่างดี” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและเนิบนาบ
“ครับพ่อ” หลินซื่อเซิ่งรับคำ แล้วหันไปทางซ่งซีเวยผู้เป็นแม่ “แม่ครับ แล้วก็เรื่องของหยวนเซียง เจาเจาบอกว่าเธอนัดวันดูตัวกับเพื่อนร่วมงานให้เรียบร้อยแล้ว เป็นวันมะรืนนี้ครับ”
ซ่งซีเวยนึกในใจว่าลูกสาวคนนี้ได้เธอมาเต็มๆ ในเรื่องความเด็ดขาดและไม่ชอบปล่อยอะไรให้ยืดเยื้อ
“แม่รู้แล้วล่ะ”
แต่แล้วในตอนนั้นเอง แม่ของหยวนเซียงก็เดินทางมาถึงบ้านของพวกเขาอีกครั้ง
การปรากฏตัวของเธอที่หน้าประตูสร้างความประหลาดใจให้แก่ทุกคนในบ้านหลินไม่น้อย
ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่ต้อนรับ แต่เป็นเพราะเธอเพิ่งจะแวะมาเมื่อวานนี้ เรื่องที่ต้องพูดคุยก็ได้ตกลงกันไปหมดแล้ว การที่เธอมาอีกในวันนี้จึงเป็นเรื่องน่าแปลกใจ โดยเฉพาะเมื่อบ้านของทั้งสองครอบครัวก็ไม่ได้อยู่ใกล้กันเลย
“ป้าใหญ่ครับ”
“คุณยายคะ”
เสียงของคนรุ่นลูกและรุ่นหลานในบ้านหลินดังขึ้นประสานกันเพื่อทักทายผู้มาเยือน
“จ้า” แม่ของหยวนเซียงขานรับพลางยิ้มกว้าง เธอวางของที่ติดมือมาลง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ซ่งซีเวย แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ฉันเอาเสื้อผ้ามาให้หยวนเซียงสองสามชุดน่ะ แล้วก็เอาผักดองที่ทำเองมาฝากด้วยกระปุกหนึ่ง”
“พี่ใหญ่ช่างใส่ใจจริงๆ เลยนะคะ” ซ่งซีเวยรินน้ำต้มสุกที่ตั้งทิ้งไว้จนเย็นใส่ถ้วยให้แขก พร้อมกับเติมน้ำตาลลงไปเล็กน้อย “พี่มาได้จังหวะพอดีเลย เจาเจาเพิ่งจะส่งข่าวมาบอกว่านัดวันดูตัวของหยวนเซียงกับชายหนุ่มคนนั้นให้เรียบร้อยแล้ว เป็นวันมะรืนนี้ค่ะ”
แม่ของหยวนเซียงดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ “เจาเจาทำงานรวดเร็วทันใจจริงๆ เลยนะ อุตส่าห์เป็นธุระจัดการเรื่องของหยวนเซียงให้พี่สาวเขาด้วย ไม่รู้ว่าจะขอบคุณยังไงเลยจริงๆ”
ซ่งซีเวยไม่ได้เอ่ยคำพูดเกรงใจอย่าง ‘คนกันเองไม่ต้องขอบคุณหรอก’ ออกไป เพราะเธอรู้ดีว่าลูกสาวทุ่มเทกับเรื่องนี้ไม่น้อย “เจาเจาชอบผักดองฝีมือพี่จะตายไปค่ะ ว่างๆ ก็ช่วยทำเพิ่มให้เธอหน่อยนะคะ ช่วงฤดูหนาวไม่ค่อยจะมีผักอะไรให้กิน ผักดองนี่แหละกินกับข้าวอร่อยที่สุด”
ฝีมือการทำผักดองของป้าใหญ่ไม่เป็นสองรองใคร ต่อให้ใช้วิธีเดียวกันแต่รสชาติที่ได้กลับหอมอร่อยกว่าของคนอื่นเสมอ หัวไชเท้าดองก็ทั้งกรอบทั้งฉ่ำเหมือนกินผลไม้ ส่วนผักกาดดองก็มีรสเปรี้ยวอมเผ็ด ช่วยให้เจริญอาหารได้เป็นอย่างดี
แม่ของหยวนเซียงรีบรับคำทันที “โอ๊ย เรื่องเล็กน้อยน่า เดี๋ยวฉันทำเพิ่มไว้เยอะๆ แล้วจะเอาไปส่งให้เธอเอง”
เจาเจาเป็นหลานสาวแท้ๆ ของเธอ ต่อให้เรื่องดูตัวของหยวนเซียงจะไม่สำเร็จ เธอก็ยินดีจะทำผักดองให้หลานรักกินอยู่แล้ว
“ค่ะ”
หลังจากพูดคุยกับน้องสาวเสร็จเรียบร้อย แม่ของหยวนเซียงก็เดินไปหาลูกสาวของตัวเอง
ทันทีที่เห็นหน้า เธอก็เอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้น
“หยวนเซียง เรื่องนัดดูตัวกำหนดวันเรียบร้อยแล้วนะ เป็นวันมะรืนนี้จ้ะ”
“วันที่จะไปดูตัวก็ตื่นให้เช้าหน่อยนะลูก อาบน้ำอาบท่า เปลี่ยนเสื้อผ้าสวยๆ หวีผมให้เรียบร้อย พอไปถึงในอำเภอแล้ว ก็ให้ฟังที่เจาเจาเขาบอกทุกอย่างนะ เจาเจาคุ้นเคยกับในเมืองดี แล้วก็เป็นคนละเอียดรอบคอบ มีอะไรสงสัยก็ถามน้องได้เลย ไม่ต้องอาย นั่นลูกพี่ลูกน้องแท้ๆ ของลูกนะ ถ้าได้เจอชายหนุ่มคนนั้นแล้วรู้สึกว่าใช้ได้ ก็ทำตัวกระตือรือร้นหน่อย แต่ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องฝืนใจนะลูก ลูกเป็นลูกสาวคนเดียวของแม่ แม่อยากเห็นลูกมีความสุขที่สุด”
ถึงแม้ว่าบ้านสามีจะมองว่าหยวนเซียงทำให้ครอบครัวต้องเสียหน้า แต่คนเป็นแม่กลับไม่เคยโทษลูกสาวเลยสักครั้ง เธอโทษแต่ตัวเองที่ไม่เข้มแข็งพอ ปล่อยให้พ่อสามีกำหนดชะตาชีวิตของลูกด้วยการหมั้นหมายกับคนใจหมานั่นตั้งแต่เด็ก เธอเป็นคนที่ทำร้ายลูกสาวของตัวเองแท้ๆ
หยวนเซียงรับรู้และเข้าใจความรู้สึกของแม่เป็นอย่างดี “หนูไม่ใช่เด็กโง่สักหน่อยค่ะแม่ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะคะ”
“หนูแยกแยะได้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี” เธอยืนยันหนักแน่น
แม่ของหยวนเซียงเอื้อมมือไปลูบผมที่แห้งกระด้างของลูกสาวอย่างรักใคร่ “แม่เอาเสื้อผ้ามาให้ด้วยนะ วันมะรืนจะได้แต่งตัวสวยๆ ไปดูตัว”
ในยุคที่ตั๋วแลกผ้าเป็นของล้ำค่า เด็กสาวบ้านนอกจึงมีเสื้อผ้าดีๆ ไม่กี่ชุด เสื้อผ้าที่เธอเตรียมมาให้ลูกก็มีรอยปะชุนอยู่บ้าง เพียงแต่เห็นไม่ชัดเท่าชุดอื่นๆ เท่านั้นเอง
“ค่ะแม่” หยวนเซียงรับคำอย่างว่าง่าย
แม่ของหยวนเซียงต้องรีบกลับบ้านก่อนฟ้าจะมืด จึงไม่กล้าอยู่นานนัก หลังจากพูดคุยกับลูกสาวเสร็จเรียบร้อย เธอก็รีบกล่าวคำอำลาและจากไป
ซ่งซีเวยจึงหันไปบอกหลินซื่อเซิ่งว่า “ลูกรอง ไปส่งป้าใหญ่ของลูกที่หน้าหมู่บ้านหน่อยนะ”
…
ณ บ้านสกุลกู้
หลินเจานั่งซ่อมแซมเสื้อผ้าอยู่ภายในห้องอย่างขะมักเขม้น
กู้เฉิงหวยเอื้อมมือไปปรับไส้ตะเกียงให้สว่างขึ้น ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “อีกครึ่งปีหลังนี้ ที่คอมมูนจะมีไฟฟ้าใช้แล้วนะ”
“จริงเหรอคะ... ซี้ด” หลินเจาดีใจจนเผลอทำเข็มทิ่มนิ้วตัวเอง ก่อนจะร้องออกมาด้วยความเจ็บ
“เป็นอะไรหรือเปล่า” กู้เฉิงหวยรีบคว้ามือของเธอมาดูด้วยความเป็นห่วง นิ้วชี้ข้างซ้ายของเธอมีรอยบุ๋มเล็กๆ จากปลายเข็ม โชคยังดีที่ไม่มีเลือดออก
เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด “ผมไม่น่าพูดเรื่องนี้ตอนที่คุณกำลังเย็บผ้าอยู่เลย”
“ไม่เป็นไรเลยค่ะ ฉันแค่ตื่นเต้นไปหน่อยเท่านั้นเอง” หลินเจายิ้มให้เขาอย่างสดใส “ไม่เจ็บแล้วค่ะ”
“จะมีไฟฟ้าใช้จริงๆ เหรอคะ คุณไปถามสหายหยางมาแล้วเหรอ”
กู้เฉิงหวยค่อยๆ ลูบนิ้วของภรรยาเบาๆ “อืม ครึ่งปีหลังนี้ไฟฟ้าจะเข้าถึงทั้งคอมมูนเลย ทุกอย่างอยู่ในแผนแล้ว”
ดวงตาสีนิลของหลินเจาเปล่งประกายระยิบระยับ “นี่มันข่าวดีชัดๆ เลยนะคะ พอมีไฟฟ้าแล้วอะไรๆ ก็จะสะดวกขึ้นอีกเยอะเลย”
เธอโน้มตัวเข้าไปใกล้เขา ดวงตาสวยใสมองสบตาเขานิ่ง ริมฝีปากประดับรอยยิ้มหวานหยดที่เต็มไปด้วยความสุขใจ “ที่คุณไปถามมาให้ เป็นเพราะได้ยินเอ้อร์ไจ่บอกว่าฉันเดินสะดุดขาใช่ไหมคะ”
กู้เฉิงหวยไม่ได้ปฏิเสธ “อืม ที่บ้านเรามีเด็กเยอะ เวลาพวกเขาเล่นซนกันเสียงก็ดังมาก คุณเลยอาจจะรีบร้อนจนไม่ทันระวังตัว พอมีไฟฟ้าแล้วก็จะสะดวกขึ้นมาก”
หลินเจาโน้มตัวเข้าไปประทับรอยจูบเบาๆ ที่มุมปากของเขา
จุ๊บ
กู้เฉิงหวยยกยิ้มขึ้นมาทันที ดวงตาของเขาอ่อนโยนราวกับสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิเดือนสาม น้ำเสียงทุ้มแหบพร่าเจือรอยยิ้ม “ระวังเข็มด้วยนะ”
“ฉันระวังตัวอยู่แล้วค่ะ” เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงสดใสร่าเริง
บทสนทนาเงียบลงไปชั่วขณะ
กู้เฉิงหวยมองภรรยาทำงานในมือต่อไปเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า “เราซื้อจักรเย็บผ้าสักคันดีไหม”
หลินเจาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ก็ดีเหมือนกันนะคะ ที่บ้านเรามีเจ้าตัวเล็กตั้งสี่คน การนั่งเย็บเสื้อผ้าด้วยมือมันใช้เวลานานมาก ถ้ามีจักรเย็บผ้าสักคันก็น่าจะช่วยทุ่นแรงฉันไปได้เยอะเลย”
“เดี๋ยวผมจะไปหาตั๋วแลกซื้อมาให้” กู้เฉิงหวยเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ดวงตาของหลินเจาโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เธอส่งยิ้มหวานให้เขา “ก็ได้ค่ะ งั้นคงต้องรบกวนคุณพ่อคนเก่งของเจ้าตัวเล็กทั้งสี่แล้วนะคะ”
“ไม่รบกวนเลยสักนิด” เพราะเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้เช่นกัน
กู้เฉิงหวยมองภรรยาที่กำลังแก้เสื้อผ้าชุดแล้วชุดเล่า สองสามชุดแรกเขาสังเกตออกว่าเป็นของหลินเซวียนกับหลินเจิง แต่ชุดที่เธอกำลังทำอยู่นี้ เธอเพียงแค่เก็บช่วงเอวให้แคบลงเท่านั้น
“แล้วชุดนี้แก้ให้ใครเหรอ”
หลินเจาตอบว่า “แก้ให้พี่หยวนเซียงน่ะสิคะ ชุดนี้ฉันไม่ค่อยได้ใส่เท่าไหร่ ไหนๆ ก็กำลังนั่งเย็บผ้าอยู่พอดี ก็เลยถือโอกาสแก้ให้เธอไปเลย วันที่ไปดูตัวจะได้มีเสื้อผ้าสวยๆ ใส่ ความประทับใจแรกมันสำคัญมากเลยนะคะ”
ความคิดหนึ่งพลันแวบเข้ามาในหัวของหลินเจา ความประทับใจแรกที่เธอมีต่อ ‘สหายกู้’ นั้นยอดเยี่ยมหาที่ติไม่ได้เลยจริงๆ ภาพของเขาในชุดเครื่องแบบทหารเต็มยศ ปีกหมวกที่กดทับลงมาจนเกือบจรดแนวคิ้ว ดวงตาคมกริบที่ทั้งลึกและดำขลับ ประกอบกับรูปร่างสูงสง่า ทั้งหมดนั้นทำให้เขาดูหล่อเหลาราวกับพระเอกที่เพิ่งเดินออกมาจากภาพยนตร์ขาวดำ
ขณะเดียวกัน กู้เฉิงหวยก็กำลังมองภรรยาของเขาด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นอยู่ในใจ เขาคิดว่าภรรยาของเขาช่างดีเหลือเกิน ไม่เพียงแต่หน้าตาสะสวย แต่จิตใจยังงดงามอีกด้วย ทำไมถึงได้มีผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้อยู่บนโลกได้นะ เขาหลงรักเธอจนโงหัวไม่ขึ้นแล้วจริงๆ
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
เสียงเคาะประตูที่เป็นจังหวะดังขึ้นสามครั้ง
“ประตูไม่ได้ล็อกจ้ะ เข้ามาได้เลย” หลินเจาซึ่งนั่งหันหน้าไปทางประตูอยู่แล้วจึงตะโกนบอกออกไป
ต้าไจ่และเอ้อร์ไจ่จูงมือน้องแฝดชายหญิงเดินเข้ามาในห้อง
“แม่ครับ”
“แม่คะ”
เสียงเล็กๆ ทั้งสี่เสียงที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวดังประสานกันขึ้น
“มาทำอะไรกันที่นี่เหรอลูกๆ” หลินเจาหยุดมือจากงานที่ทำอยู่แล้วหันไปมองเจ้าตัวเล็กทั้งสี่
เอ้อร์ไจ่รีบลากเก้าอี้มานั่งลงข้างๆ เธอ “ก็ไม่ได้เจอแม่ทั้งวันเลยนี่ครับ ผมก็เลยอยากมาคุยเล่นกับแม่ให้หายคิดถึงหน่อย”
คำพูดคำจาที่เกินวัยของลูกชายทำเอาหลินเจาอดหัวเราะออกมาไม่ได้
ต้าไจ่เดินไปเปิดลิ้นชักหยิบสมุดคัดอักษรออกมานั่งฝึกเขียนด้วยดินสออยู่ใต้แสงตะเกียงอย่างเงียบๆ นานๆ ครั้งถึงจะเงยหน้าขึ้นมามองผู้เป็นแม่แล้วแอบอมยิ้มที่มุมปาก
ส่วนฝาแฝดคนเล็กนั้น ซื่อไจ่ซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของพ่อ ส่งเสียงอ้อนขอให้เขาอุ้มแกว่งไปมาเหมือนชิงช้า กู้เฉิงหวยก็ตามใจแก้วตาดวงใจของเขา ยอมแกว่งแขนไปมาซ้ายขวาแต่โดยดี เสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างชอบใจของเด็กหญิงจึงดังขึ้นไม่ขาดสาย
ขณะที่ซานไจ่ก็นั่งเรียบร้อยอยู่ข้างๆ พ่อของเขา เอาแต่จ้องมองผู้เป็นแม่ตาแป๋ว
หลินเจาเอื้อมมือไปลูบแก้มกลมๆ ของลูกชายคนเล็กเบาๆ ก่อนจะย่นจมูกใส่เขาอย่างหยอกล้อ ทำให้เด็กน้อยส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างน่าเอ็นดู
หลังจากหยอกเย้าซานไจ่ที่เงียบผิดปกติจนพอใจแล้ว เธอก็หันกลับมาหาเอ้อร์ไจ่ “แล้วอยากจะคุยอะไรกับแม่เหรอจ๊ะ เล่ามาสิ แม่ฟังอยู่”
เอ้อร์ไจ่เบะปากทันที “แม่ครับ วันนี้ผมกับพี่ใหญ่เสียเปรียบครั้งใหญ่เลยครับ ผมยังโกรธไม่หายเลย”
[จบบท]