บทที่ 203: ครอบครัวผู้ทรงเกียรติ (1/2)
หลินเจาหันไปมองกู้เฉิงหวยด้วยแววตาประหลาดใจ เพราะเธอไม่เคยได้ยินพ่อของลูกๆ เล่าเรื่องนี้มาก่อนเลยสักนิด
ชายหนุ่มทำเพียงส่ายหน้าปฏิเสธเป็นนัยว่าเขาเองก็ไม่รู้เรื่องนี้เช่นกัน
อาจเป็นเพราะตอนกลางวัน ลูกชายทั้งสองคนคงมัวแต่ห่วงภาพลักษณ์ของตัวเองอยู่ เลยทำตัวมีความลับ พอเขาเอ่ยปากถามก็พากันปิดปากเงียบ แต่พอได้อยู่ต่อหน้าแม่ของพวกเขาเท่านั้นแหละ กลับเป็นฝ่ายยอมเปิดปากเล่าออกมาเอง
ทั้งสองสบตากันแวบหนึ่ง ก่อนที่หลินเจาจะเบนสายตากลับไปมองเอ้อร์ไจ่ด้วยความอยากรู้ดังเดิม “ทำไมถึงอยากแข็งแรงขึ้นล่ะลูก มีใครมารังแกเหรอ”
ในใจเธอก็คิดว่าไม่น่าจะมีใครกล้ารังแกเอ้อร์ไจ่ได้ง่ายๆ หรอก ก็ลูกชายของเธอคนนี้แสบใช่ย่อย ไหนจะยังมีปังปังกับเด็กคนอื่นๆ คอยหนุนหลังอีก ใครจะกล้าเข้ามาหาเรื่องกัน
แต่แล้วคำตอบที่ได้กลับไม่เป็นอย่างที่คิด
“ครับ” เอ้อร์ไจ่ทำแก้มป่อง พยักหน้ายืนยันด้วยความโกรธเคือง
หา
ความสงสัยในใจของหลินเจาทวีคูณขึ้นไปอีก
เธอตัดสินใจวางงานเย็บปักถักร้อยในมือลง แล้วหันมาซักไซ้ลูกชายอย่างจริงจัง “ใครกันที่มารังแกลูก แล้วเขารังแกยังไง”
“ถ้าเขาตั้งใจแกล้งนะ พ่อกับแม่จะไปเอาคืนให้ จะไม่ยอมให้ใครมาทำให้เอ้อร์ไจ่ของพวกเราต้องมาเสียใจเด็ดขาด”
คำพูดของแม่ทำให้เอ้อร์ไจ่รู้สึกอบอุ่นหัวใจและปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก เด็กน้อยยิ้มกว้างอย่างมีความสุข ดวงตาที่มองแม่ทอประกายสดใสราวกับว่าเธอคือโลกทั้งใบของเขา ในสายตาและหัวใจดวงน้อยๆ นี้มีเพียงแม่คนเดียวเท่านั้น
“แม่ครับ ยังมีพี่ใหญ่ด้วยนะ” เขาออดอ้อนเสียงหวาน
“ใช่แล้วจ้ะ มีต้าไจ่ด้วย ลูกๆ ทั้ง 4 คนคือแก้วตาดวงใจของพ่อกับแม่นะ” หลินเจาค่อยๆ พูดเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด “ตราบใดที่พวกหนูไม่ได้เป็นฝ่ายผิด พ่อกับแม่ก็จะคอยปกป้องพวกหนูเอง จะไม่มีทางยอมให้ใครมารังแกลูกๆ ของแม่ได้ทั้งนั้น”
เอ้อร์ไจ่เผลอมองไปทางกู้เฉิงหวยโดยไม่รู้ตัว เขาอยากรู้ว่าพ่อผู้เงียบขรึมและไม่ค่อยยิ้มของเขาจะเห็นด้วยกับแม่ไหม
กู้เฉิงหวยรู้สึกได้ว่าภรรยาแอบดึงชายเสื้อของเขาเบาๆ รอยยิ้มบางๆ จึงปรากฏขึ้นในดวงตาคม เขาพยักหน้าให้ลูกชายแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกว่า “พวกลูกเกิดมาจากความเจ็บปวดของแม่ แน่นอนว่าพ่อต้องปกป้องพวกลูกอยู่แล้ว”
แม้ว่าในใจของเขา ภรรยาจะยังคงเป็นคนที่สำคัญที่สุดเสมอก็ตาม
คำยืนยันจากพ่อทำให้เอ้อร์ไจ่ดีใจจนตัวลอย
หลินเจาเห็นลูกชายที่ปกติจะฉลาดเป็นกรดกลับเอาแต่ยิ้มอย่างมีความสุข จึงต้องเอ่ยปากเตือน “ลูกยังไม่ได้บอกแม่เลยนะว่าใครเป็นคนแกล้ง”
“อ้อ จริงด้วยครับ” เอ้อร์ไจ่เพิ่งนึกขึ้นได้ เขาทำหน้าบึ้งบนใบหน้าที่น่ารักน่าเอ็นดูแล้วฟ้องว่า “เป็นเมาตั้นครับ เขาแย่งไข่นกของผมกับพี่ใหญ่ไป”
“เมาตั้นเหรอ” ตั้งแต่หลินเจาแต่งงานเข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน เธอก็แทบไม่ได้ออกไปไหนเลย จึงไม่ค่อยจะรู้จักคุ้นเคยกับชาวบ้านสักเท่าไหร่
กู้เฉิงหวยสัมผัสได้ถึงความไม่คุ้นเคยในน้ำเสียงของภรรยา เขาจึงช่วยอธิบาย “เป็นคนของบ้านหนิงน่ะ”
ในหมู่บ้านนี้มีครอบครัวที่ใช้แซ่หนิงอยู่เพียงแค่หลังคาเรือนเดียวเท่านั้น และยังเป็นครอบครัวผู้ทรงเกียรติอีกด้วย
ส่วนเมาตั้นก็เป็นลูกชายคนเดียวของบ้านนั้น
หลินเจอนึกขึ้นได้ว่าเคยได้ยินจ้าวลิ่วเหนียงพูดถึงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน
“แล้วเมาตั้นแย่งไข่นกของพวกลูกไปได้ยังไงกัน เขาแย่งไปจากมือเลยเหรอ”
เอ้อร์ไจ่ลังเลไปชั่วครู่ก่อนจะส่ายหน้า “ไม่ได้แย่งจากมือครับ แต่พวกเราเห็นก่อน เขาฉวยโอกาสตอนที่ผมกับพี่ใหญ่กำลังจะไปเรียกพี่ปังปัง แอบปีนขึ้นต้นไม้ไปแย่งตัดหน้า” เขาเล่าด้วยความโมโห
หลินเจาจึงหยิบเสื้อผ้าที่กำลังแก้ค้างไว้ออกจากตักไปวางไว้ข้างตัว ก่อนจะหันมามองลูกชายอย่างจริงจังแล้วอธิบายว่า “เอ้อร์ไจ่ ฟังแม่นะ แบบนี้เขาไม่เรียกว่าแย่งหรอกนะลูก”
“ของที่อยู่บนภูเขาไม่มีใครเป็นเจ้าของ ใครเจอก่อนก็ได้ไปก่อนเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่ว่าพอเราเห็นก่อนแล้วของชิ้นนั้นจะต้องเป็นของเรา แบบนั้นมันออกจะเผด็จการไปหน่อยนะ”
สีหน้าของเด็กน้อยเจื่อนลงทันที เขาเม้มปากแน่นอย่างไม่ยอมรับ แต่ก็รู้สึกน้อยใจอยู่ลึกๆ
เธอจึงพูดต่อว่า “งั้นแม่จะลองยกตัวอย่างให้ฟังนะ สมมติว่าวันหนึ่งแม่ล่าไก่ป่ามาได้ตัวหนึ่ง แล้วจู่ๆ แม่ฉางเซิ่งก็เดินมาบอกว่าเขาเคยเห็นไก่ตัวนั้นมาก่อนแล้ว เพราะฉะนั้นไก่ป่าตัวนั้นควรจะเป็นของเขา แบบนี้แม่ควรจะยกไก่ให้เขาไปไหมล่ะ”
(แม่ฉางเซิ่ง: อยู่ดีๆ ก็โดนลากไปเกี่ยว!) เอ้อร์ไจ่กำหมัดแน่นด้วยความโกรธจนหน้าแดงก่ำ “ไม่ให้ครับ แม่เป็นคนล่ามา ไก่ป่าก็ต้องเป็นของแม่สิ”
หลินเจาส่งยิ้มอ่อนโยนให้ลูกชาย เธอเลือกที่จะไม่พูดอะไรต่อ แต่ปล่อยให้เขาได้ขบคิดหาคำตอบด้วยตัวเอง
ต้าไจ่ทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาแล้วพูดข้อสรุปที่ได้ “เมาตั้นไม่ได้แย่งไข่นกของพวกเราครับ ไข่นกควรจะเป็นของเขา”
ในที่สุดเอ้อร์ไจ่ก็เข้าใจตามพี่ชาย เขาเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะพูดพึมพำอย่างหงุดหงิด “ที่แท้ผมก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟมาทั้งวันโดยไม่มีเหตุผลเลยน่ะสิ”
แล้วก็บ่นอุบอิบกับตัวเองต่อ “ไข่นกอร่อยจะตาย ผมอุตส่าห์ไปเจอมาแท้ๆ กะว่าจะเอากลับมาย่างให้แม่กินซะหน่อย”
คำพูดนั้นทำให้แววตาของหลินเจาไหววูบ หัวใจของเธอพลันอ่อนยวบลงมาทันที
“แม่รับรู้ถึงความตั้งใจที่ดีของลูกนะจ๊ะ” เธอเอื้อมมือไปลูบหัวลูกชายเบาๆ ผมของเด็กๆ ยาวเร็วมาก ตอนนี้หัวของเอ้อร์ไจ่จึงไม่สั้นจู๋จนทิ่มมือเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่กลับนุ่มน่าสัมผัส “แม่มีเรื่องจะชมพวกหนูด้วย”
ดวงตาของฝาแฝดเป็นประกายขึ้นมาทันที
“ตอนที่พวกหนูเจอไข่นก พวกหนูไม่ได้ปีนต้นไม้โดยไม่ดูความสามารถของตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก แค่นี้แม่ก็ดีใจยิ่งกว่าได้กินไข่นกย่างฝีมือพวกหนูแล้วรู้ไหม” หลินเจาเอ่ยชม
ต้าไจ่ยิ้มกว้างพร้อมให้สัญญา “พวกเราจะไม่ปีนต้นไม้ ไม่เล่นน้ำ ไม่เข้าป่า แล้วก็จะไม่ทำอะไรที่อันตรายเด็ดขาดครับ เพราะเดี๋ยวแม่จะเป็นห่วง”
เขาไม่อยากให้แม่ต้องกังวลจนร้องไห้ เขาชอบเห็นรอยยิ้มของแม่มากกว่าน้ำตา
หลินเจาโน้มตัวลงไปหอมหน้าผากของลูกชายทั้งสองคนฟอดใหญ่ ทำเอาสองพี่น้องดีใจจนยิ้มแก้มปริ
“แม่ครับ ผมจะไม่ปีนต้นไม้เด็ดขาด” เอ้อร์ไจ่ประกาศเสียงดังฟังชัด
ต้าไจ่จึงพูดขึ้นบ้าง “แม่ครับ ผมกับเอ้อร์ไจ่เข้าใจเมาตั้นผิดไป พรุ่งนี้เช้าพวกเราจะเอาขนมหมาฮวาไปขอโทษเขาดีไหมครับ”
เขาชอบขนมหมาฮวามากจนไม่กล้ากินเอง แต่การจะไปขอโทษใครสักคน การนำของมีค่าติดมือไปด้วยย่อมแสดงถึงความจริงใจมากกว่า
อีกอย่าง เมาตั้นก็น่าสงสารมาก น่าสงสารยิ่งกว่าตอนที่พวกเขายังไม่มีแม่คอยดูแลเสียอีก ในแต่ละวันเขาต้องทำงานสารพัด ไม่ว่าจะเก็บฟืน เก็บใบไม้ ขุดผักป่า เกี่ยวหญ้าให้หมู รดน้ำแปลงผัก ซักผ้า แถมยังต้องคอยดูแลย่าของเขาอีกด้วย
“ได้สิจ๊ะลูก” หลินเจาไม่เพียงแต่ไม่คัดค้าน แต่ยังเห็นด้วยอย่างยิ่ง “ครอบครัวของเมาตั้นเป็นครอบครัวผู้ทรงเกียรติ อย่าไปรังแกเขาล่ะ ไม่ใช่แค่ตัวเราที่ห้ามทำ แต่ถ้าเห็นเด็กคนอื่นไปแกล้งเขา พวกเราก็ต้องเข้าไปช่วยอย่างเต็มที่นะ”
ต้าไจ่ที่กำลังกัดปลายดินสอเล่นอยู่ กะพริบตากลมโตปริบๆ แล้วถามขึ้นมาว่า “แม่ครับ ครอบครัวผู้ทรงเกียรติคืออะไรเหรอครับ แล้วบ้านเราเป็นครอบครัวผู้ทรงเกียรติด้วยหรือเปล่า”
หลินเจารีบทำเสียง ‘ถุย ถุย ถุย’ ลงบนพื้นตามความเชื่อ “ถุยๆๆ เด็กพูดอะไรไม่ถือสานะลูกนะ”
ต้าไจ่เห็นแม่ทำก็ทำตามทันที “ถุยๆๆ”
เขาเคยเห็นพวกคุณป้าในหมู่บ้านทำแบบนี้เหมือนกัน เวลาที่เด็กๆ พูดอะไรไม่เป็นมงคล พวกผู้ใหญ่ก็จะทำแบบนี้เพื่อแก้เคล็ด
รอยยิ้มในดวงตาของกู้เฉิงหวยฉายชัดขึ้นกว่าเดิม
“ยังจำหนังเรื่อง ‘สงครามอุโมงค์’ ที่แม่เคยพาไปดูได้ไหม” หลินเจาถามลูกๆ
เด็กชายฝาแฝดที่หน้าตาเหมือนกันราวกับแกะพยักหน้าพร้อมกัน
“เหล่าทหารหาญที่ต้องปกป้องประเทศของเราจากคนเลว จนถูกทำร้ายและไม่มีโอกาสได้กลับบ้านอีกเลย บ้านของวีรบุรุษเหล่านั้นแหละ ที่เขาเรียกว่าครอบครัวผู้ทรงเกียรติ” หลินเจาอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง ค่อยๆ สอนให้ลูกๆ เข้าใจ
“ครอบครัวผู้ทรงเกียรติก็คือครอบครัวของวีรบุรุษ ซึ่งหมายความว่ามีคนในครอบครัวนั้นที่ยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องพวกเราทุกคน ดังนั้นเราจึงต้องให้ความเคารพพวกเขา และถ้ามีโอกาสก็ต้องช่วยเหลือพวกเขาให้ถึงที่สุด เข้าใจไหมจ๊ะ”
เมื่อฝาแฝดเห็นสีหน้าจริงจังของแม่ พวกเขาก็พยักหน้ารับอย่างตั้งอกตั้งใจ
“เข้าใจแล้วครับ” เสียงใสๆ ของเด็กน้อยสองคนดังประสานกัน
ทันใดนั้น เอ้อร์ไจ่ก็เอื้อมมือไปเกี่ยวนิ้วของกู้เฉิงหวยไว้ แล้วพูดด้วยท่าทีจริงจังว่า “พ่อครับ ต่อไปพ่อต้องตั้งใจฝึกฝนมากๆ นะครับ ต้องเอาชนะศัตรูให้ได้ พวกเราจะรอพ่ออยู่ที่บ้าน”
กู้เฉิงหวยรู้สึกถึงกระแสความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย เขาตอบรับด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกและอ่อนโยน “อืม”
เอ้อร์ไจ่ดูพอใจกับคำตอบของพ่อ
จากนั้นเขาก็หันไปมองหลินเจาด้วยแววตาที่มุ่งมั่นราวกับกำลังจะปฏิญาณตนเข้าเป็นสมาชิกพรรค “แม่ครับ ผมจะไม่รังแกลูกหลานของครอบครัวผู้ทรงเกียรติ และจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมารังแกพวกเขาด้วย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เมาตั้นคือพี่น้องของผม ใครกล้ารังแกเขาก็เท่ากับรังแกผม ผมจะปกป้องเขาเองครับ”
“และที่สำคัญ ก็ต้องปกป้องตัวเองให้ดีด้วยนะลูก” หลินเจาเอ่ยเตือนด้วยความรัก
“พวกเราทราบแล้วครับ”
หลังจากที่ครอบครัวได้พูดคุยเรื่องสัพเพเหระกันเล็กน้อย แฝดหญิงชายก็ผล็อยหลับไป กู้เฉิงหวยจึงอุ้มซานไจ่กับซื่อไจ่ขึ้นมา พร้อมกับส่งสัญญาณทางสายตาให้แฝดพี่ตามเขาออกไป
เอ้อร์ไจ่เบ้ปากแล้วกระซิบเสียงเบา “พ่อครับ คืนนี้ผมกับพี่ใหญ่นอนกับแม่ได้ไหม”
กู้เฉิงหวยก้มลงมองลูกชาย ร่างที่สูงใหญ่ของเขาดูราวกับว่าแค่ใช้นิ้วเดียวก็สามารถผลักเด็กน้อยให้ล้มลงได้
“ไม่ได้” เขาตอบเสียงเรียบ
“ไม่ได้ก็ไม่ได้” เอ้อร์ไจ่จูงมือพี่ชายเดินจากไปอย่างว่าง่ายผิดคาด
เหตุผลก็เพราะพรุ่งนี้ตอนเที่ยง เขายังอยากให้พ่อสอนว่ายน้ำให้อยู่นั่นเอง
หลินเจามองตามด้วยความประหลาดใจ “เขายอมง่ายๆ แบบนั้นเลยเหรอคะ”
“เขายังอยากให้ผมสอนว่ายน้ำน่ะสิ” กู้เฉิงหวยตอบภรรยา
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็ต้องสอนเขาให้ดีๆ เลยนะคะ แล้วก็ต้องย้ำกับเขาให้หนักแน่นด้วยว่า ถ้าไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย ห้ามลงไปในน้ำเด็ดขาด” เพราะคนที่จมน้ำเสียชีวิต ส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่ว่ายน้ำเป็นทั้งนั้น
“ไม่ต้องห่วงน่า ผมรู้ดี”
[จบบท]