บทที่ 204: ครอบครัวผู้ทรงเกียรติ (2/2)
หลังจากกู้เฉิงหวยพาลูกๆ ทั้งสี่คนไปส่งที่เรือนใหญ่แล้ว หลินเจาก็จัดการห่อเสื้อผ้าที่จะมอบให้หยวนเซียงอย่างเรียบร้อย ก่อนจะหยิบชุดนอนออกจากตู้ตามความเคยชิน
แต่แล้วหางตาของเธอก็เหลือบไปเห็นห่อผ้าสีดำที่มีรอยปะชุนวางอยู่ ด้วยความอยากรู้ เธอจึงค่อยๆ คลี่ห่อผ้านั้นออกดู
ข้างในมีกางเกงในสามตัวพับไว้อย่างเป็นระเบียบ แต่ที่บริเวณเป้ากางเกงกลับมีรอยปะที่เย็บอย่างเบี้ยวๆ บูดๆ อยู่หลายแห่ง ฝีเข็มทั้งหยาบทั้งหนาจนดูไม่ต่างอะไรกับตะขาบไต่
ขณะที่หลินเจากำลังยืนนิ่งอึ้งอยู่นั้น ประตูก็เปิดออกพร้อมกับเสียงดังเอี๊ยด
เธอหันกลับไปเผชิญหน้ากับเขา พร้อมกับโบก ‘ผลงานชิ้นเอก’ ในมือไปมาพลางเลิกคิ้วถาม “นี่คุณซ่อมเองเหรอคะ”
เป็นคำถามที่เธอรู้อยู่แล้วว่าคำตอบคืออะไร
กู้เฉิงหวยขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยสีหน้าราวกับเป็นเรื่องธรรมดา “ก็ใช่น่ะสิ ของแบบนี้จะให้คนอื่นมาช่วยซ่อมได้ยังไง”
สำหรับเขาแล้ว เรื่องกินเรื่องอยู่ไม่ได้สำคัญอะไร ขอแค่ภาพลักษณ์ภายนอกดูดีก็เพียงพอแล้ว
ระหว่างที่พูด ร่างสูงของชายหนุ่มก็ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
สายตาอันร้อนแรงของเขาจับจ้องอยู่ที่ปลายนิ้วเรียวของภรรยาที่กำลังหนีบผ้าชิ้นนั้นอยู่ ก่อนที่ลูกกระเดือกของเขาจะขยับขึ้นลงช้าๆ
วินาทีต่อมา เขาก็คว้าข้อมือของเธอไว้ แล้วเหวี่ยงกางเกงในเจ้าปัญหานั่นทิ้งไปด้านข้างอย่างไม่ใยดี
ร่างกายกำยำของเขาค่อยๆ บดเบียดร่างเธอจนชิดติดกับตู้เสื้อผ้า ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดอยู่ข้างใบหู “ยังปวดเอวอยู่หรือเปล่า”
สิ่งที่เขาต้องการจะทำนั้นชัดเจนเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
ใช่แล้ว เขาต้องการเธออีกครั้ง
หลินเจาเขย่งปลายเท้าขึ้นเล็กน้อย สองแขนโอบรอบลำคอของกู้เฉิงหวย ก่อนจะขบเม้มที่มุมปากของเขาเบาๆ เป็นเชิงอนุญาต “มาสิคะ”
แทบจะในเสี้ยววินาทีที่สิ้นเสียง ร่างของเธอก็ลอยหวือขึ้นจากพื้น เขาช้อนอุ้มเธอในท่าเจ้าสาวแล้ววางลงบนเตียงใหญ่อย่างนุ่มนวล
น้ำหนักตัวของเขาทาบทับลงมา พร้อมกับริมฝีปากและลิ้นที่ร้อนระอุซึ่งเข้าจู่โจมอย่างหิวกระหาย
หลังจากผ่านพ้นไปหนึ่งรอบ
หลินเจาซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของกู้เฉิงหวย ใบหน้าของเธอแดงระเรื่ออย่างน่ารัก
ปลายนิ้วเรียวของเธอไล้ไปตามเส้นเลือดที่ปูดโปนบนลำคอของชายหนุ่มเบาๆ พลางคิดในใจว่าผู้ชายคนนี้ช่างอดทนต่อการยั่วยวนไม่ได้เลยจริงๆ แค่เธอเป็นฝ่ายเริ่มต้นเพียงเล็กน้อย เขาก็แทบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่แล้ว
ฝ่ามือที่กร้านจากการฝึกฝนลูบไล้อยู่บนแผ่นหลังเนียน บริเวณกระดูกสะบักของเธอ ราวกับกำลังสำรวจสมบัติล้ำค่า
“เจาเจา ผมว่าจะกลับไปทำหมันที่หน่วย” จู่ๆ กู้เฉิงหวยก็พูดขึ้นมา
หลินเจาเงยหน้าขึ้นมองเขาทันที “ทำหมันเหรอคะ”
“ใช่ คุณไม่ชอบใช้อุปกรณ์คุมกำเนิดไม่ใช่เหรอ ผมเองก็ไม่ชอบเหมือนกัน ทำหมันซะทีเดียวจะได้แก้ปัญหาไปเลย” เขาอธิบาย
“อย่าเลยค่ะ” หลินเจารีบร้องห้าม ในแววตาเต็มไปด้วยความกังวล “คุณเป็นทหารนะ ร่างกายของคุณสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด อย่าทำเลยนะคะ”
กู้เฉิงหวยจุมพิตที่หว่างคิ้วของเธอเบาๆ น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนเจือความแหบพร่าเล็กน้อยจากความสุขสมเมื่อครู่ “ไม่ต้องห่วง ผมไม่เอาร่างกายของตัวเองมาล้อเล่นหรอกน่า ผมจะสอบถามข้อมูลให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ”
“ถ้าคุณคิดดีแล้วก็แล้วกันค่ะ” หลินเจาไว้ใจการตัดสินใจของเขา
“ฉันทำกางเกงในตัวใหม่ไว้ให้คุณแล้วนะ วางอยู่ล่างสุดในตู้เลย พรุ่งนี้อย่าลืมเอาออกมาใช้ล่ะ ส่วนของเก่าพวกนั้นก็ทิ้งไปให้หมดเลยนะ”
กู้เฉิงหวยรับคำอย่างว่าง่าย “ครับผม”
…
บ้านหลิน
หลินเฮ่อหลิงกำลังนั่งอยู่บนม้านั่งไม้ซึ่งปูทับด้วยเบาะรองนั่งนุ่มๆ บนโต๊ะตรงหน้าเขามีโกร่งและสากสำหรับบดยาวางอยู่ ข้างกันนั้นมีกล่องเหล็กใบหนึ่งซึ่งบรรจุวัตถุคล้ายรากไม้ท่อนหนึ่งไว้
ทว่ารูปลักษณ์ของมันช่างแปลกประหลาด
รากไม้ท่อนนั้นมีสีเขียวอมฟ้าอ่อน เนื้อของมันกึ่งโปร่งแสง บนผิวมีลายเส้นสีเงินไหลเวียนไปมาอย่างน่าอัศจรรย์
เมื่อสูดดมเข้าไป กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ก็โชยเข้าจมูก ทำให้สมองปลอดโปร่งและขจัดความเหนื่อยล้าทั่วทั้งร่างกายให้มลายหายไปในทันที
“คุณได้กลิ่นไหมคะ” ซ่งซีเวยที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยถามขึ้น
“ได้กลิ่นสิ” หลินเฮ่อหลิงพยักหน้า พลางก้มลงพินิจพิเคราะห์วัตถุในมือ “ของสิ่งนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ”
แต่สิ่งที่ซ่งซีเวยสนใจมีเพียงเรื่องเดียว “มันดีต่อร่างกายของคุณหรือเปล่า”
เพราะป่วยเรื้อรังมานาน ทำให้หลินเฮ่อหลิงพอจะมีความรู้เรื่องยาอยู่บ้าง เขาเคยทานยาดีๆ มานับไม่ถ้วน และในครั้งนี้เขาก็รู้สึกได้ลางๆ ว่าของสิ่งนี้จะต้องมีประโยชน์อย่างมหาศาล “น่าจะดีนะ”
“ถ้าอย่างนั้นจะรออะไรอยู่ล่ะคะ รีบบดสิ หรือจะให้ฉันช่วย” ซ่งซีเวยเร่งเร้าอย่างร้อนใจ
หลินเฮ่อหลิงรีบกดมือของเธอไว้ “คุณพักเถอะ ผมทำเองดีกว่า”
เขาไม่กล้าให้ซีเวยลงมือเองเด็ดขาด ด้วยพละกำลังมหาศาลของเธอ โกร่งและสากหินโมราที่บอบบางชุดนี้อาจจะแหลกละเอียดเป็นผุยผงได้เพียงแค่เธอออกแรงทุบเบาๆ
ซ่งซีเวยเองก็นึกถึงวีรกรรมในอดีตของตัวเองได้เช่นกัน เธอจึงไม่ได้ยืนกรานที่จะช่วยอีกต่อไป เธอหันไปหยิบแก้วเคลือบมาแล้วใส่น้ำผึ้งลงไปเล็กน้อยเพื่อเตรียมไว้
“เจาเจาได้บอกไว้ไหมคะว่าต้องบดให้ละเอียดแค่ไหน”
หลินเฮ่อหลิงส่ายหน้า มือยังคงบดรากไม้ต่อไปอย่างต่อเนื่อง ท่วงท่าของเขาดูผ่อนคลายและใจเย็นเป็นอย่างยิ่ง
“ซื่อเซิ่งไม่ได้บอกอะไรไว้ สงสัยเจาเจาคงจะลืมบอก ไม่เป็นไรหรอก ลองบดไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็รู้เอง”
“ก็ได้ค่ะ” ซ่งซีเวยหยิบพัดขึ้นมาแล้วค่อยๆ พัดวีให้เขาอย่างแผ่วเบา
หลินเฮ่อหลิงแย้มยิ้มเล็กน้อย
รากชิงลั่วท่อนนั้นไม่ได้ยาวมากนัก เมื่อบดไปได้ครู่หนึ่ง มันก็กลายเป็นผงละเอียดสีเขียวอมฟ้าอ่อน
เขาใช้ช้อนเล็กๆ ตักผงยาขึ้นมาครึ่งช้อน แล้วเทลงในแก้วเคลือบที่เตรียมไว้
ซ่งซีเวยจึงช่วยรินน้ำตามลงไป
น่าแปลกที่เมื่อผงยานั้นสัมผัสกับน้ำ มันกลับกลายเป็นไร้สีในทันที และกลิ่นหอมที่ทำให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่าก็จางหายไปด้วย
“สีหายไปหมดเลย” ซ่งซีเวยอุทานอย่างประหลาดใจ
หลินเฮ่อหลิงก้มลงดม “กลิ่นก็จางลงไปด้วย เหลือแต่กลิ่นหอมหวานของน้ำผึ้ง”
ซ่งซีเวยเทผงรากชิงลั่วที่บดแล้วทั้งหมดลงในโถกระเบื้องใบเล็ก ปิดด้วยจุกไม้ก๊อกอย่างแน่นหนา ก่อนจะนำไปเก็บไว้ในลิ้นชักแล้วล็อกกุญแจ “คุณเคยได้ยินเรื่องของสิ่งนี้มาก่อนไหมคะ”
“ในความทรงจำของผมไม่มีเลย” หลินเฮ่อหลิงตอบเสียงเรียบ
“คุณว่า ถ้าคุณดื่มยานี่จนหมดแล้ว มันอาจจะช่วยให้คุณนึกอะไรบางอย่างออกก็ได้นะคะ” ซ่งซีเวยเอ่ยขึ้นมาอย่างมีความหวัง
หลินเฮ่อหลิงเป่าไอน้ำร้อนที่ลอยกรุ่นขึ้นมาจากปากแก้ว เขาไม่ได้รีบร้อนปฏิเสธ แต่กลับครุ่นคิดตามคำพูดของภรรยา เธอทำให้เขานึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
ในตอนที่เขาได้กลิ่นนั้นเป็นครั้งแรก เขารู้สึกราวกับว่ากำแพงหินที่ปิดกั้นความทรงจำในอดีตของเขาสั่นไหวเล็กน้อย และมีทีท่าว่าจะพังทลายลงมา
“ก็อาจจะเป็นไปได้นะ”
ซ่งซีเวยรู้สึกดีใจแทนสามีของเธอ “ถ้าคุณฟื้นความจำกลับมาได้จริงๆ ก็คงจะดีไม่น้อย อย่างน้อยคุณก็จะได้ไม่ต้องทนปวดหัวอยู่บ่อยๆ”
“อืม” หลินเฮ่อหลิงเองก็ตั้งตารอให้วันนั้นมาถึงเช่นกัน ถ้ามันเกิดขึ้นจริง เขาก็จะได้ช่วยแบ่งเบาภาระของซีเวยได้บ้าง สภาพร่างกายที่อ่อนแอและความทรงจำที่หายไปทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นภาระ โชคดีเหลือเกินที่ภรรยาของเขาไม่เคยรังเกียจ
ทันใดนั้นหลินเฮ่อหลิงก็นึกขึ้นได้ว่า ก่อนค่ำวันนี้ซีเวยกลับมาจากข้างนอกด้วยสีหน้าที่เย็นชาผิดปกติ เขาจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “พวกบ้านหลิวมาก่อเรื่องอะไรอีกแล้วเหรอ”
“บ้านหลิวเปล่าค่ะ ฉันต่างหากที่เป็นคนก่อเรื่อง” ซ่งซีเวยตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แววตาของเธอกลับฉายแววอันตรายอย่างยิ่ง
เธอเกลียดที่สุดเวลาที่มีใครเอาเรื่องของสามีเธอไปพูดจาเสียๆ หายๆ
ดูเหมือนว่าพวกบ้านหลิวคงจะอยากหาที่ตายจริงๆ
“เรื่องของผมงั้นเหรอ” หลินเฮ่อหลิงถามย้ำ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ
“คุณจะมีเรื่องอะไรได้กันคะ ไม่มีอะไรหรอก” ซ่งซีเวยปฏิเสธเสียงแข็ง “ก็แค่ลูกเขยของบ้านหลิวที่ทำงานอยู่ในที่ทำการอำเภอ ถูกปลดออกจากตำแหน่งฐานยักยอกทรัพย์สินราชการน่ะ ทีนี้ครอบครัวของเขาจะได้เลิกทำตัวกร่างรังแกคนอื่นได้อีก”
นี่น่ะเหรอที่เรียกว่าไม่มีอะไร
หลินเฮ่อหลิงยิ้มพลางมองหน้าภรรยาแล้วเอ่ยถาม “คุณไปพังบ้านของพวกเขาสินะ”
“ไม่ได้พังค่ะ แค่รื้อกำแพงรอบบ้านเฉยๆ พอดีท่านผู้ใหญ่บ้านมาช่วยพูดไว้ก่อน ฉันก็เลยไว้หน้าเขา ไม่ได้รื้อหลังคาให้สิ้นเรื่องสิ้นราว”
หลินเฮ่อหลิงไม่ได้ซักไซ้ถึงสภาพของบ้านหลิวแม้แต่คำเดียว เขาทำเพียงแค่พูดว่า “คุณคงเหนื่อยแย่เลยนะ”
ซ่งซีเวยได้แต่คิดในใจว่าเธอไม่เหนื่อยหรอก แต่คนบ้านหลิวต่างหากที่กำลังใจสลาย
ขณะเดียวกัน ณ บ้านสกุลหลิว
ย่าหลิวนั่งกองอยู่กับพื้น ร้องไห้คร่ำครวญปานจะขาดใจ “อีซ่งเหมยฮวา อีชั่วช้าสมควรตาย”
ซ่งเหมยฮวา คือชื่อเดิมของซ่งซีเวยก่อนที่เธอจะเปลี่ยนชื่อ และคนในหมู่บ้านก็ยังคงเรียกเธอด้วยชื่อนี้
พอได้ยินว่าภรรยาของตนกล้าด่าทอแม้กระทั่งนางเสือร้ายคนนั้น ปู่หลิวก็รีบเอามืออุดปากเธอไว้ทันที
“เบาเสียงลงหน่อยเถอะน่า ถ้าคนบ้านหลินได้ยินเข้า เดี๋ยวแม้แต่คานบ้านก็คงไม่เหลือ คิดว่าคนบ้านหลินเขารังแกง่ายนักหรือไง”
ย่าหลิวสะบัดหน้าหนีพร้อมกับใช้เล็บข่วนหน้าสามีจนเป็นรอยแดงแล้วตวาดลั่น “ขนาดอีซ่งเหมยฮวายังจัดการไม่ได้ จะมีแกไว้ทำอะไร”
เธอมองซากกำแพงบ้านที่พังราบเป็นหน้ากลองด้วยความโกรธจนตัวสั่นเทา
เพื่อนบ้านคนหนึ่งที่ยืนแทะแตงกวาอยู่ใกล้ๆ เอ่ยขึ้น “ก็แกดันไปวางแผนเล่นงานพ่อของเจาเจา แล้วเหมยฮวาจะไม่มาถล่มแกแล้วจะให้ไปถล่มใคร พูดก็พูดเถอะนะ แกนี่มันใจกล้าจริงๆ ผ่านไปกี่ปีแล้ว ถึงได้ลืมไปแล้วว่านิสัยของหล่อนเป็นยังไง”
“กล้าดีถึงขนาดไปปลอมแปลงเอกสารระบุสถานะทางชนชั้นของคนอื่น สมควรแล้วที่บ้านแกต้องโดนแบบนี้” เพื่อนบ้านอีกคนกล่าวสมทบ
หญิงชราคนหนึ่งที่พอจะรู้เรื่องราวในอดีตอยู่บ้าง ส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย
“นี่แม่หนูหลิว เรื่องมันผ่านมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว เธอก็แต่งงานมีเหย้ามีเรือนไปแล้ว ทำไมถึงยังไม่รู้จักพออีก ฉันจำได้ดีเลยนะว่าเธอเคยไปอ้อนวอนขอให้พ่อของเจาเจามาเป็นลูกเขยแต่งเข้าบ้าน แต่เขาก็ปฏิเสธเธอไปแบบไม่ใยดี แล้วทำไมเธอยังตัดใจจากเขาไม่ได้อีก”
สมัยที่ยังเป็นหนุ่มๆ หลินเฮ่อหลิงนั้นรูปงามราวกับคุณชายเทวดาที่หลุดออกมาจากในละคร ทุกครั้งที่เขาปรากฏตัว บรรดาสาวๆ ต่างก็พากันหาทางเข้ามาทำความรู้จักอย่างจงใจ และหญิงบ้านหลิวคนนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น
แต่เวลาล่วงเลยมากว่า 30 ปีแล้ว สาวๆ เหล่านั้นต่างก็มูฟออนไปใช้ชีวิตของตัวเองอย่างสงบสุขกันหมดแล้ว มีก็แต่หญิงบ้านหลิวคนนี้ที่ยังคงคอยแอบเปรียบเทียบตัวเองกับเหมยฮวาอยู่ร่ำไป
และยิ่งเปรียบเทียบก็ยิ่งพบว่าตัวเองด้อยกว่าทุกทาง ความอิจฉาริษยาก็ยิ่งทวีคูณ
จนในที่สุดเธอก็คิดแผนการชั่วร้ายที่จะทำลายชีวิตของเพื่อนบ้านคนหนึ่งได้ลงคอ
หญิงชราได้แต่ส่ายหน้าและถอนหายใจในใจ
คอยดูเถอะว่าหลังจากนี้ไป จะมีใครกล้าคบค้าสมาคมกับเธออีก
ย่าหลิวที่ถูกแฉเรื่องราวในอดีตจนหมดเปลือกถึงกับหน้าแดงก่ำ ขณะที่กำลังจะอ้าปากเถียง หญิงสาววัยประมาณ 20 ปีคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
เธอวิ่งมาพลางตะโกนถามเสียงดังลั่น
“แม่ ไปทำอะไรมา ทำไมสามีของหนูถึงโดนไล่ออกจากงานล่ะ”
[จบบท]