บทที่ 208: นายได้กำไรแล้ว (2/2)
พอสิ้นเสียงของหลินเจา บรรดาคุณย่าคุณยายที่กำลังนั่งทำงานฝีมือกันอยู่ก็พากันหยุดมือแล้วเงยหน้าขึ้นมองเธอเป็นตาเดียว สายตาแต่ละคู่ลุกวาวด้วยความตื่นเต้น
หญิงชราที่สวมเสื้อตัวสั้นสีเทาปะชุนเอ่ยปากถามขึ้นก่อน “จริงเหรอจ๊ะ”
“มิน่าล่ะ ฉันเห็นสะใภ้บ้านเฉิงหวยหอบข้าวของพะรุงพะรังกลับมา ว่าแล้วก็อย่ารอช้าเลย รีบไปซื้อกันเถอะ” ยายเฒ่าหลี่รีบลุกขึ้นพลางขยิบตาให้แม่กู้
“จะรีบร้อนไปไหนกัน สะใภ้สามยังต้องอาบน้ำอาบท่าก่อนไม่ใช่หรือไง อากาศร้อนจะตาย ขี่จักรยานกลับมาเหงื่อท่วมตัวขนาดนั้น แถมลูกสะใภ้ฉันก็รักสะอาด พวกเธอรีบไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์หรอก” แม่กู้ตอบกลับอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“ก็เรื่องของฉันสิยะ!” ยายเฒ่าหลี่สวนกลับอย่างคล่องแคล่วตามประสาคนคุ้นเคยกันดี “เร็วเข้าเถอะน่า พวกเราจะไปรอที่บ้านเธอ”
เพราะเป็นเพื่อนที่เติบโตมาด้วยกัน ต่อให้จะปากร้ายใส่กันแค่ไหนก็ยังเป็นคนกันเองอยู่ดี แม่กู้จึงต้องลุกขึ้นอย่างเสียไม่ได้ พลางบ่นอุบอิบว่า “ก้นยังไม่ทันอุ่นเลย”
“อากาศร้อนตับแลบขนาดนี้ จะอุ่นอะไรกันนักหนา รีบไปกันได้แล้ว เดี๋ยวก็มีคนมาแย่งไปหมดหรอก” ยายเฒ่าหลี่นึกถึงสินค้ามีตำหนิจากสหกรณ์การค้าและการตลาด ปากก็เร่งไม่หยุด
แม่กู้ยิ่งจนใจเข้าไปใหญ่ “ไม่มีใครแย่งหรอกน่า ยังไม่มีใครรู้เรื่องเลย”
เจ้าแฝดไม่อยากให้ย่าจูงมือ จึงสะบัดมือออกแล้วเดินเตาะแตะด้วยขาสั้นๆ ป้อมๆ ของตัวเองกลับบ้าน เดี๋ยวก็เดินเร็วเดี๋ยวก็เดินช้าสลับกันไป โดยมีเจ้าต้าหวงกับหู่โพคอยเดินตามประกบอยู่ไม่ห่าง
ยายเฒ่าหลี่มองเด็กน้อยทั้งสองที่น่ารักน่าเอ็นดูราวกับตุ๊กตาแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ไม่เจอกันแป๊บเดียว คู่แฝดบ้านเฉิงหวยนี่อ้วนขึ้นเป็นกองเลยนะ ฉันอยู่มาจนปูนนี้แล้ว ยังไม่เคยเห็นเด็กที่จ้ำม่ำขนาดนี้มาก่อนเลย”
ทั้งชีวิตของเธอไม่เคยเดินทางไปไหนไกล วนเวียนอยู่แต่ในละแวกนี้ แม้จะเคยเห็นเด็กเล็กๆ มานับไม่ถ้วน แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นลูกหลานคนจน ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครอ้วนท้วนสมบูรณ์แบบนี้
“อ้วนขึ้นเยอะเลย แบบนี้แหละดีแล้ว” แม่กู้มองหลานๆ ด้วยความปลื้มใจ “เด็กตัวเล็กๆ ต้องอ้วนๆ แบบนี้ถึงจะ…น่ารัก”
คำว่า ‘น่ารัก’ เธอเพิ่งจะเรียนรู้มาจากหลินเจา ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธอคงจะพูดว่า ‘มีบุญวาสนา’ แต่คำแบบนั้นพูดออกไปตอนนี้ไม่ได้แล้ว เพราะอาจจะถูกคนอื่นเอาไปตีความให้เป็นเรื่องใหญ่โตได้ง่ายๆ เลยทำได้แค่พูดว่าน่ารักแทน
ยายเฒ่าหลี่เอียงคอมองแม่กู้ ‘ทำไมวันนี้แม่ของหย่วนซานพูดจาแปลกๆ จังนะ’
ขณะที่ทุกคนกำลังเดินคุยกันอยู่นั้น ก็เห็นยายเฒ่าหวังจูงหลานชายสุดที่รักเดินหน้าตึงมาแต่ไกล
หญิงชราท่าทางเอาเรื่องหยุดยืนตรงหน้าแม่กู้ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาไม่เป็นมิตรว่า “แม่ของหย่วนซาน! เอ้อร์ไจ่บ้านเธอต่อยเย่าจู่ของฉันจนเลือดกำเดาไหล บอกมาสิว่าจะชดใช้ยังไง!”
แม่กู้ฟังแล้วก็ไม่เชื่อหูตัวเอง “เธอว่าเอ้อร์ไจ่เหรอ”
“เอ้อร์ไจ่อายุแค่ 4 ขวบ ตัวเล็กแค่นั้น จะไปต่อยเย่าจู่ของเธอจนเลือดออกได้ยังไงกัน”
“นี่เธอหมายความว่ายังไง!” ยายเฒ่าหวังขึ้นเสียงสูง
“ไม่เชื่อใช่ไหม ได้เลย งั้นเราไปที่บ้านเธอ แล้วเธอไปถามเอ้อร์ไจ่ด้วยตัวเองเลย!”
ตลอดชีวิตของผู้หญิงคนนี้ เธอใช้สองมือเลี้ยงดูลูกชายที่ขี้โรคจนเติบใหญ่และแต่งงานมีครอบครัว นิสัยจึงไม่ใช่คนที่จะยอมใครง่ายๆ ต่อให้ตัวเองเป็นฝ่ายผิดก็ยังสามารถหาเรื่องคนอื่นได้เสมอ หากไม่ใช่เพราะรู้ว่าบ้านกู้ก็ไม่ใช่ย่อย เธอคงลงไม้ลงมือไปนานแล้ว
แม่กู้เหลือบมองหลานชายหัวแก้วหัวแหวนของบ้านหวัง
พอถูกมองด้วยสายตาครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย หวังเย่าจู่ก็โวยวายขึ้นมาทันทีราวกับแมวถูกเหยียบหาง ใบหน้าแดงก่ำพร้อมกับแผดเสียงแหลมแสบแก้วหู
“ผมไม่ได้โกหกนะ! ก็กู้เอ้อร์ไจ่ต่อยผมจริงๆ เขาตัวเล็กเลยกระโดดขึ้นมาต่อยจมูกผม ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวด้วย แต่ต่อยตั้งสองครั้งแน่ะ เลือดกำเดาผมถึงได้ไหลออกมาไง!”
แม้จะพูดอย่างนั้น แต่เขากลับไม่ได้โกรธแค้นเอ้อร์ไจ่เท่าไหร่นัก เพราะความแค้นทั้งหมดถูกโยนไปให้เมาตั้นเรียบร้อยแล้ว เขารู้สึกว่าทั้งหมดเป็นความผิดของเมาตั้นที่ไม่เจียมตัว ถ้าเมาตั้นยอมส่งปลามาให้เขาแต่โดยดี เรื่องทั้งหมดก็คงไม่เกิดขึ้น
แน่นอนว่าแม่กู้ไม่มีทางฟังความข้างเดียว เธอไม่มีวันเชื่อคำพูดของคนบ้านหวังง่ายๆ ถ้าจะให้เชื่อ เธอก็ขอเชื่อหลานชายแท้ๆ ของตัวเองดีกว่า ต่อให้เอ้อร์ไจ่จะต่อยคนอื่นจริงๆ มันก็ต้องมีเหตุผล หลานของเธอเธอรู้ดีที่สุดว่าเป็นเด็กที่ไม่เคยรังแกใครก่อน
“ได้ งั้นก็ไปถามให้รู้เรื่องกันเลย”
แล้วทั้งหมดก็มุ่งหน้าไปยังบ้านเก่าของตระกูลกู้ พอไปถึงหน้าประตูก็เจอกับกู้เฉิงหวยที่เพิ่งเดินกลับมาจากบ้านใหม่พอดี
“แม่ครับ นี่มันเรื่องอะไรกัน” ดวงตาสีนิลของกู้เฉิงหวยกวาดมองทุกคนอย่างรวดเร็วก่อนจะเอ่ยถามเรียบๆ
ทันทีที่เห็นกู้เฉิงหวย หวังเย่าจู่ก็มีท่าทีเหมือนแมวที่เจอเข้ากับอันตราย ขนทั่วตัวลุกชัน รีบวิ่งแจ้นไปหลบอยู่หลังย่าของตัวเองทันที
ยายเฒ่าหวังเห็นแล้วก็อดสงสารหลานไม่ได้ “หลานรักไม่ต้องกลัวนะ คนที่ต่อยไม่ใช่เรา เราไม่เห็นต้องกลัว อย่างมากก็ยังมีผู้ใหญ่บ้านอยู่ทั้งคน”
ประโยคหลังนี้เธอตั้งใจพูดให้กู้เฉิงหวยได้ยิน
แม่กู้เหลือบมองหญิงชราแวบหนึ่ง ก่อนจะอธิบายเรื่องวุ่นๆ ของเด็กๆ ให้ลูกชายฟัง
กู้เฉิงหวยเพียงพยักหน้ารับรู้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ “เข้าไปคุยกันข้างในเถอะครับ”
“ลูกสาม อย่าตีลูกนะ” แม่กู้รีบคว้าแขนลูกชายไว้แน่นด้วยความเป็นห่วงว่าเอ้อร์ไจ่จะโดนพ่อแท้ๆ ทำโทษ
กู้เฉิงหวย: “...”
เขาได้แต่ถอนหายใจอย่างจนใจปนระอา “ผมจะไปตีเขาทำไมครับ อีกอย่างแม่เขาก็อยู่ทั้งคน”
ขืนเขากล้าตีลูกโดยไม่มีเหตุผล มีหวังเจาเจาได้เมินเขาไปครึ่งปีแน่ๆ นั่นมันไม่ต่างอะไรกับการฆ่าเขาทั้งเป็นเลยนะ!
“ไม่ตีก็ดีแล้ว ไม่ตีก็ดีแล้ว” แม่กู้ถอนหายใจอย่างโล่งอก เธอผลักประตูแต่ก็เปิดไม่ออก ลองผลักอีกครั้งก็ยังเหมือนเดิม
“ทำไมประตูล็อกล่ะ ต้าไจ่ เอ้อร์ไจ่...” เธอตะโกนเรียกชื่อหลานๆ
จากนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆ หลายคู่ดังมาจากด้านใน
“แกร๊ก!”
กลอนประตูถูกยกขึ้นโดยมือเล็กๆ ที่ดำเปื้อนดิน
“เถี่ยฉุย ทำไมถึงปิดประตูล่ะ” แม่กู้ผลักประตูเข้าไป พอเห็นเถี่ยฉุยก็เอ่ยถาม
เถี่ยฉุยกำลังจะอ้าปากตอบ แต่สายตาดันเหลือบไปเห็นหวังเย่าจู่เข้าพอดี เขาเบิกตากว้างด้วยความตกใจจนแทบจะกรีดร้องออกมา ‘แผนหลบภัยของต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ล้มเหลวเหรอเนี่ย! พี่น้องที่น่าสงสารของฉัน!’
“ยืนบื้อทำอะไรอยู่ล่ะ ย่าถามก็ตอบสิ” แม่กู้ตบหลังหลานชายเบาๆ
เถี่ยฉุยได้สติ รีบวิ่งเข้าไปในบ้านอย่างกับลิง พร้อมกับตะโกนเสียงดังลั่น
“ต้าไจ่! เอ้อร์ไจ่! แย่แล้ว! หวังเย่าจู่พาย่ามาหาเรื่องถึงบ้านเลย!”
ต้าไจ่กลับยิ้มจนตาหยี ไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกเลยสักนิด “ไม่เป็นไรหรอกน่า พวกผู้ใหญ่อยู่กันทั้งนั้น”
เขาปลอบเถี่ยฉุยเสร็จก็ไม่ลืมหันไปปลอบเมาตั้น “เมาตั้น ไม่ต้องกลัวนะ หวังเย่าจู่รังแกนาย เขาเป็นฝ่ายผิดเอง เดี๋ยวพ่อกับแม่ฉันจะปกป้องนายเอง”
“...ปกป้องฉันเหรอ” เมาตั้นมองเขาด้วยความงุนงง “ทำไมล่ะ”
“ก็เพราะนายเป็นลูกของวีรบุรุษไงล่ะ” ต้าไจ่พูดอย่างหนักแน่น
แม้จะยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจความหมายลึกซึ้งของคำพูดนี้ แต่ทุกคำที่แม่สอนเขาจดจำได้ขึ้นใจ
“ลูกของ...วีรบุรุษ” เมาตั้นก้มหน้าลง ในดวงตามีหยาดน้ำใสๆ เอ่อขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว เขาเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ต้าไจ่ “ขอบใจนะ กู้ต้าไจ่”
ย่าของเขาพูดเสมอว่าพ่อเป็นวีรบุรุษที่ปกป้องประเทศชาติ แต่เขากลับรู้สึกว่าไม่มีใครจดจำพ่อของเขาได้เลย บางครั้งเขาก็รู้สึกว่ามันไม่คุ้มค่ากับการเสียสละของพ่อเลยสักนิด
แต่ในตอนนี้...กลับมีคนที่ยังจดจำการเสียสละของพ่อเขาได้
แถมยังบอกว่าจะปกป้องเขา เพียงเพราะ...เขาเป็นลูกของวีรบุรุษ
ในอกของเมาตั้นอุ่นวาบขึ้นมาทันที ความภาคภูมิใจฉายชัดออกมาทางแววตา
‘พ่อครับ พ่อเห็นไหม มีคนจำพ่อได้ด้วยนะ พ่อปกป้องประเทศ ปกป้องลูกของคนอื่น แล้วตอนนี้ก็มีคนคอยปกป้องลูกแทนพ่ออยู่เหมือนกัน’
ต้าไจ่ยื่นหมัดออกไปชนไหล่ของเมาตั้นเบาๆ “ไม่ต้องขอบใจหรอกน่า เราเป็นพี่น้องกันนะ”
เมาตั้นพยักหน้าหงึกๆ ดวงตาเป็นประกายสดใส “อืม เราเป็นพี่น้องกัน”
...
พอเอ้อร์ไจ่เห็นกู้เฉิงหวย เขาก็รีบวิ่งปรี่เข้าไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่ตีนเขาให้พ่อฟังทันที ใบหน้าเล็กๆ เชิดขึ้นอย่างดื้อรั้น แสดงออกชัดเจนว่าตัวเองไม่ผิด “พ่อครับ หวังเย่าจู่จะแย่งของของเมาตั้น แถมยังผลักพี่ใหญ่ด้วย ผมไม่ได้ต่อยผิดคนนะครับ”
กู้เฉิงหวยลูบหัวลูกชายเบาๆ “พ่อไม่ได้ว่าลูกผิดสักหน่อย”
ได้ยินแบบนั้นเอ้อร์ไจ่ก็ยิ้มกว้างออกมาทันที
เมื่อเห็นว่ามีคนบุกเข้ามาในบ้านมากมายขนาดนี้ หลินเจาก็พอจะเดาสถานการณ์ได้ เธอจึงหันหลังกลับเข้าไปในห้องแล้วหอบเอาถุงใบใหญ่ออกมาวางไว้บนโต๊ะ
เธอคลายปมเชือกออก เผยให้เห็นของที่อยู่ข้างใน ทั้งกระติกน้ำร้อนเหล็ก ผ้าขนหนู ผ้าฝ้าย ไม้ขีดไฟ และรองเท้ายาง ช่างมีของครบครันเสียจริง เสียอย่างเดียวคือจำนวนของแต่ละอย่างมีไม่มากนัก
แต่แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้สายตาของทุกคนพร่าพรายได้แล้ว
ยายเฒ่าหวังเป็นคนแรกที่พุ่งเข้าไปคว้าผ้าขนหนูลายดอกโบตั๋นคู่หนึ่งมาไว้ในมือ ใบหน้าเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มในทันที “สะใภ้เฉิงหวยจ๊ะ ผ้าคู่นี้ราคาเท่าไหร่ ฉันเอานะ”
หวังเย่าจู่เห็นย่าของตัวเองทำแบบนั้นก็โกรธจนกระทืบเท้าแล้วร้องไห้วิ่งหนีออกจากบ้านไป แต่หญิงชรากลับไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย
หลินเจาเหลือบมองแวบหนึ่งแล้วตอบ “8 เหมาค่ะ”
ดวงตาของยายเฒ่าหวังเป็นประกายวาววับ ถูกขนาดนี้เลยเหรอ! ต้องรู้ก่อนว่าถ้าไปซื้อที่สหกรณ์ฯ คู่หนึ่งก็ราคาหยวนกว่าแล้ว
“ฉันเอาๆ”
“สะใภ้เฉิงหวย เธอต้องเก็บไว้ให้ฉันนะ เดี๋ยวฉันจะรีบไปเอาเงินมาให้”
หลินเจาชี้นิ้วไปยังตะกร้าไม้ไผ่ที่วางอยู่ข้างๆ “ใครจะเอาชิ้นไหนแน่นอนแล้วก็ใส่ไว้ในตะกร้านี้ได้เลยค่ะ เดี๋ยวฉันจะเก็บไว้ให้”
สิ้นคำพูดของเธอ กระติกน้ำร้อนก็ถูกยายเฒ่าหลี่หยิบใส่ตะกร้า ตามด้วยผ้าขนหนูที่ถูกยายเฒ่ากัวหยิบตามไปติดๆ
หลังจากเลือกของที่ต้องการได้แล้ว บรรดาหญิงชราก็รีบกลับไปเอาเงินที่บ้านเพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น
เพียงชั่วพริบตาเดียว คนที่เคยยืนอยู่เต็มลานบ้านก็หายไปจนหมด
เอ้อร์ไจ่ยืนอ้าปากค้าง “แม่ครับ ไหนว่าพวกเขาจะมาเอาเรื่องพวกเราไม่ใช่เหรอครับ”
[จบบท]