บทที่ 211: ย่าหนิง (1/2)
หวงซิ่วหลันกับจ้าวลิ่วเหนียงเห็นว่าแม่สามียังไม่ออกมาจากครัวสักที เลยสบตากันแล้วพากันเดินตามเข้าไป
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในครัว ทั้งสองคนก็เห็นแป้งทอดไส้ผักกองโตวางอยู่ในกะละมัง
“โห น้องสะใภ้สามทำไว้เยอะขนาดนี้เลยเหรอคะ” จ้าวลิ่วเหนียงพยายามกลั้นยิ้มแทบตาย ไม่ให้อาการดีใจออกนอกหน้าจนเกินไป เดี๋ยวจะไปแทงใจดำแม่สามีเอาได้
ส่วนหวงซิ่วหลันนั้นน่ะเหรอ แค่เห็นก็รู้สึกปวดใจจี๊ดๆ กับปริมาณน้ำมันที่ใช้ไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้ปริปากบ่นอะไรออกมา
ก็สะใภ้สามเล่นใช้น้ำมันของตัวเอง ไม่ได้แตะต้องของส่วนกลางเลยสักนิด แล้วเธอจะเอาอะไรไปพูดได้ล่ะ
ยึดคติ ‘บ้านสงบสุข ทุกอย่างราบรื่น’ เอาไว้ในใจ เธอเลยไม่ได้ตำหนิว่าเป็นการสิ้นเปลือง แต่เปลี่ยนไปชมว่าหลินเจาขยันแทน
“แม่ของต้าไจ่กลับมาถึงก็เข้าครัวทำของเลยนะคะ ไม่รอพวกเราเลย หน้าร้อนแบบนี้อยู่ในครัวมันร้อนจะตาย มิน่าล่ะคะ ฉันเห็นว่าหน้าแดงๆ อย่าเป็นลมแดดไปซะก่อนล่ะคะ”
แม่กู้โดนเบี่ยงเบนความสนใจได้สำเร็จ
“เออ จริงด้วย ดูเหมือนจะแดงหน่อยๆ นะ ในบ่อมีซุปถั่วเขียวแช่อยู่ เดี๋ยวแม่ไปตักมาให้สักถ้วยดีกว่า”
พูดจบก็รีบจ้ำอ้าวไปที่สวนหลังบ้านอย่างรวดเร็ว
จ้าวลิ่วเหนียงอ้าปากเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พอเห็นแผ่นหลังของแม่สามีแล้วก็ได้แต่กลืนคำพูดทั้งหมดลงท้องไป
“พี่สะใภ้ใหญ่คะ หอมจังเลย” เธอจ้องแป้งทอดไส้ผักตาเป็นประกาย “ฉันได้ยินเถี่ยฉุยบอกว่าข้างในมีแต่ไส้ไข่ล้วนๆ เลยนะคะ อร่อยกว่าเกี๊ยวอีกแน่ะ”
ตอนบ่ายหวงซิ่วหลันเองก็ไม่ได้กินอะไรเหมือนกัน ในท้องว่างโหวงจนหิวตาลาย เสียงท้องร้องดังโครกคราก แต่แทนที่จะสนใจเสียงท้องตัวเอง เธอกลับคว้าตะกร้าไม้ไผ่ที่วางอยู่ใกล้ๆ มาครอบกะละมังใส่แป้งทอดไส้ผักไว้ทั้งหมด
“ทำกับข้าวได้แล้ว” เธอย่อตัวลง แล้วลากกระสอบออกมาจากใต้เขียง ก่อนจะหยิบมันฝรั่งหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ออกมา 2-3 หัว
“…” จ้าวลิ่วเหนียงทำเสียงน้อยใจ “แหม อย่างน้อยก็น่าจะให้ฉันได้ดมกลิ่นหอมๆ อีกสักหน่อยก็ยังดีนะคะ”
“ในครัวนี่ก็มีแต่กลิ่นหอมไม่ใช่เหรอไง ยังไงข้าวเย็นก็ต้องทำอยู่ดีนั่นแหละ” หวงซิ่วหลันพูดตัดบท
จ้าวลิ่วเหนียงได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วลงมือทำอาหารเย็นกับพี่สะใภ้ใหญ่แต่โดยดี
ณ ลานนอกบ้าน
หลังจากกู้เฉิงหวยจัดการตัดผมให้เด็กผู้ชายทุกคนเรียบร้อยแล้ว หลินเจาก็มองไปที่ซื่อไจ่ลูกสาวคนเล็ก เธอค่อยๆ ย่อตัวลงจนใบหน้าอยู่ในระดับเดียวกันกับลูกสาวแล้วพูดด้วยรอยยิ้มหวาน “ลูกจ๋า ให้แม่ตัดผมให้หนูด้วยดีไหมคะ”
ซื่อไจ่พอจะเข้าใจที่แม่พูด เอามืออ้วนป้อมทั้งสองข้างกุมหัวตัวเองไว้แน่น แล้วส่ายหน้าดิกๆ “ไม่ ไม่เอาค่ะ”
“ไม่เอาก็ไม่เอาจ้ะ” หลินเจาไม่ได้เซ้าซี้ต่อ ที่จริงเธอก็แค่อยากจะลองตัดผมทรงใหม่ที่น่ารักกว่าเดิมให้ลูกสาวเท่านั้นเอง
แต่ในเมื่อเจ้าตัวไม่ยินยอมก็คงต้องปล่อยไป
ปังปังกับไหลเม่ยรีบช่วยกันเก็บกวาดเศษผมที่ตกอยู่บนพื้นอย่างขยันขันแข็ง
“ต้าไจ่ เอ้อร์ไจ่ ฉันต้องกลับบ้านแล้วล่ะ พรุ่งนี้ค่อยมาเล่นด้วยกันใหม่นะ” เมาตั้นบอกลาเพื่อนๆ พร้อมกับวางปลาที่จับมาได้ทิ้งไว้ให้ด้วยท่าทีจริงจัง
หลินเจารับปลาเอาไว้ แล้วหันไปหยิบแป้งทอดไส้ผักให้เขาหลายชิ้น ยัดใส่มือเด็กน้อยโดยไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ “ปลานี่น้ารับไว้นะ ส่วนนี่เป็นของตอบแทน หนูจะปฏิเสธไม่ได้เด็ดขาด”
เมาตั้นนึกถึงคุณย่าของเขาเลยไม่ได้ปฏิเสธ พร้อมกับกล่าวขอบคุณอย่างหนักแน่น “ขอบคุณครับน้า”
“คำขอบคุณนี้น้ารับไว้นะจ๊ะ” หลินเจายิ้มอย่างอ่อนโยน “ว่าแต่...หนูทำกับข้าวเป็นด้วยเหรอ”
เมาตั้นตอบตามความจริง “ทำพอให้สุกได้ครับ แต่ว่าไม่อร่อยเลย”
เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดเสริมขึ้นมาว่า “ย่าของผมก็ทำกับข้าวไม่เป็นเหมือนกันครับ ไม่มีใครเคยสอนผมเลย”
แม่กู้ที่เพิ่งเดินถือถ้วยซุปถั่วเขียวมาได้ยินบทสนทนานี้พอดี
เธอจึงพูดขึ้นว่า “ย่าของหลานจะไปทำกับข้าวเป็นได้ยังไงกันล่ะ ตอนที่คุณปู่ของหลานยังมีชีวิตอยู่ ย่าของหลานไม่เคยต้องเหยียบเข้าครัวเลยด้วยซ้ำ แม้แต่จานสักใบก็ไม่เคยล้าง”
ต่อมาลูกสะใภ้ที่แต่งเข้ามาก็เป็นคนเก่งกาจ ทำทุกอย่างได้โดยไม่ต้องให้เธอแตะต้องอะไรเลย แต่โชคร้ายที่ลูกสะใภ้คนนั้นอายุสั้น ไม่อย่างนั้น 2 ย่าหลานคงไม่ลำบากถึงขั้นไม่มีข้าวมื้อร้อนๆ กินแบบนี้หรอก
หลินเจาจึงเอ่ยขึ้นว่า “เมาตั้น คราวหน้าถ้ามาเล่นที่นี่อีก น้าจะสอนทำกับข้าวให้นะ”
บ้านของเธอมีลูกตั้ง 4 คน คงไม่มีเรี่ยวแรงไปดูแลเรื่องของเมาตั้นได้ตลอด แต่การสอนให้เขารู้จักพึ่งพาตัวเองก็เป็นเรื่องที่พอจะทำได้
ดวงตาของเมาตั้นเป็นประกายขึ้นมาทันที “ขอบคุณครับน้า ผมจะตั้งใจเรียนเลยครับ”
เขาเป็นคนเรียนรู้อะไรได้เร็วอยู่แล้ว รับรองว่าจะต้องเรียนเป็นในไม่ช้า จะได้ไม่รบกวนคุณน้ามากเกินไป
“ได้สิ” หลินเจาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือไปลูบหัวเขาเบาๆ เด็กคนนี้ช่างเป็นเด็กดีจนน่าใจหาย การได้เห็นเขาทำให้นึกถึงลูกแฝดในนิยายต้นฉบับขึ้นมาจับใจ
ในนิยาย...พวกเขาคงมีชีวิตที่ย่ำแย่กว่าเมาตั้นเสียอีก ลูกรักของเธอ...แค่คิดก็เหมือนมีดกรีดหัวใจแล้ว
เอ้อร์ไจ่เกิดอาการขี้หวงขึ้นมาทันควัน เขาค่อยๆ แทรกตัวเข้ามาอยู่ระหว่างแม่กับเมาตั้นอย่างแนบเนียน แล้วเงยหน้ามองหลินเจา “แม่ครับ ผมกับพี่จะไปส่งเมาตั้นเองครับ”
“งั้นก็เรียกต้าหวงไปด้วยนะลูก” หลินเจากำชับ
“ครับแม่” เสียงใสๆ ตอบรับอย่างแข็งขัน
เถี่ยฉุยเดินตามไปด้วย ส่วนต้าหวงกับหู่โพก็วิ่งตามไปติดๆ
เด็กๆ เพิ่งจะเดินพ้นประตูบ้านตระกูลกู้ไปได้ไม่เท่าไหร่
เสียงที่ดังและตื่นเต้นของหยวนเป่าก็ตะโกนมาแต่ไกล “ต้าไจ่ เอ้อร์ไจ่ ที่ท้ายหมู่บ้านมีเรื่องน่าสนุกให้ดูด้วย พวกนายจะไปดูไหม”
เอ้อร์ไจ่รีบวิ่งเข้าไปหาแล้วถามรัวๆ “เรื่องอะไรเหรอ เรื่องอะไร”
“ฉันก็ไม่รู้อะ ได้ยินเขาพูดกันว่ามีคนถูกส่งตัวมาที่หมู่บ้าน...มาเพื่อ ‘รับการอบรม’ น่ะ นายจะไปดูไหมล่ะ” หยวนเป่าดูรีบร้อนมาก ปลายเท้าขยับยุกยิกอยู่บนพื้นดินตลอดเวลา เหมือนพร้อมจะพุ่งตัวออกไปได้ทุกเมื่อ
เอ้อร์ไจ่ยังจำหน้าที่สำคัญของตัวเองได้ เขาจึงส่ายหน้าปฏิเสธ “นายไปดูก่อนเลย เดี๋ยวฉันตามไปทีหลัง”
“โอเค”
สิ้นเสียงคำว่า ‘เค’ ร่างของเด็กน้อยก็หายวับไปกับตา
เมาตั้นรู้ดีว่าเอ้อร์ไจ่อยากไปดูเรื่องสนุกใจจะขาด จึงพูดอย่างเกรงใจว่า “เอ้อร์ไจ่ ไม่เป็นไรหรอกนะ ฉันกลับบ้านเองได้”
“ไม่ได้เด็ดขาด พวกเราจะไปส่งนาย” เอ้อร์ไจ่พูดด้วยน้ำเสียงองอาจ “ถ้าเกิดหวังเย่าจู่มันแอบซุ่มดักรอนายอยู่ที่ไหนสักแห่งจะทำยังไง”
“ใช่ๆ” ต้าไจ่รีบพูดเสริม “เรื่องสนุกนั่นก็ไม่ได้จำเป็นต้องรีบไปดูสักหน่อย”
แต่ว่า...
เขาก็ยังแอบอยากดูอยู่หน่อยๆ เหมือนกัน
ดังนั้นต้าไจ่จึงเปลี่ยนเรื่องพูดทันที “เดี๋ยวค่อยไปดูก็ได้นี่นา หยวนเป่าก็อยู่นั่นแล้ว เขาดูแทนพวกเราไปก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยมาเล่าให้ฟังก็ได้”
เมาตั้นยิ้มกว้างจนตาหยี “ต้าไจ่ เอ้อร์ไจ่ พวกนายใจดีที่สุดเลย”
เมื่อเหลือบไปเห็นเถี่ยฉุยที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาก็พูดเสริมขึ้นมาว่า “เถี่ยฉุยก็ใจดีเหมือนกันนะ”
เอ้อร์ไจ่เอื้อมมือไปโอบไหล่เพื่อน “เราเป็นพี่น้องที่ดีต่อกันนี่นา พี่น้องที่ดีก็ต้องช่วยเหลือกันสิ”
เมาตั้นดีใจจนยิ้มไม่หุบ ตอนนี้เองที่เขาดูเหมือนเด็กทั่วๆ ไปขึ้นมาบ้าง
“ไปเถอะ ฉันจะพาพวกนายไปที่บ้านฉัน คราวหน้าถ้าพวกนายอยากมาหาก็จะได้ไปถูก”
บ้านของตระกูลหนิงตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวที่ท้ายหมู่บ้าน เป็นบ้านก่ออิฐมุงกระเบื้องทรงสี่เหลี่ยมเก่าแก่ มองคร่าวๆ แล้วน่าจะมีประมาณ 4 ห้อง บนหลังคามีต้นหญ้าขึ้นแซมอยู่เป็นหย่อมๆ แต่ก็น่าแปลกที่มันไม่ได้ทำให้ลานบ้านเล็กๆ แห่งนี้ดูรกร้างหรือเสื่อมโทรม กลับให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวาไปอีกแบบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...
การมีคุณย่าใจดีที่กำลังนั่งยิ้มอยู่ใต้ต้นพลับ ยิ่งทำให้ลานบ้านแห่งนี้ดูพิเศษและแตกต่างจากที่อื่น
เสื้อผ้าที่เธอสวมใส่นั้นดูธรรมดา แต่กลับแผ่รังสีของความสง่างามออกมาอย่างน่าประหลาด ใบหน้าของเธอขาวเนียนและยังคงเต่งตึง แม้คนอายุ 60 กว่าปีจะหลีกเลี่ยงริ้วรอยไม่ได้ แต่ริ้วรอยบนใบหน้าของเธอกลับไม่ได้ทำให้ดูน่าเกลียดเลยแม้แต่น้อย มันราวกับเป็นของขวัญล้ำค่าที่กาลเวลามอบให้แก่หญิงงาม เป็นความงามที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
นอกจากเมาตั้นแล้ว เด็กคนอื่นๆ ที่ได้เห็นภาพนี้ต่างก็พากันยืนตะลึงไปชั่วขณะ
…พวกเขาไม่เคยเห็นคุณย่าที่ดูดีแบบนี้มาก่อนเลย
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าหลายคู่ใกล้เข้ามา ยายเฒ่าหนิงก็หันมามอง เธอซ่อนถ้วยใบเล็กในมืออย่างคล่องแคล่วว่องไว เมื่อเห็นผมที่สั้นลงของหลานชายก็ดูประหลาดใจเล็กน้อย จากนั้นจึงยิ้มพลางกวักมือเรียกเด็กๆ “เมาตั้น พาเพื่อนๆ มาเที่ยวบ้านเหรอจ๊ะ”
แค่เธอขยับตัวเพียงเล็กน้อย เมาตั้นก็รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
เด็กน้อยทำหน้าขรึมบนใบหน้าที่ทั้งดำและผอมแห้ง พูดด้วยน้ำเสียงดุดันว่า “ย่าครับ ย่าแอบกินน้ำตาลอีกแล้วนะ”
“แกนี่มันจริงๆ เลยนะ พูดอะไรของแก หาว่าย่าแอบกินได้ยังไง” ยายเฒ่าหนิงไม่ยอมรับ
“ผมเห็นหมดแล้ว” เมาตั้นทำแก้มป่อง ขมวดคิ้วแน่น “แล้วย่ายังใส่เยอะขนาดนั้นด้วย ผมเห็นเป็นสีดำๆ เต็มไปหมดเลยนะ ย่าใส่เยอะขนาดนั้นลงไปในโจ๊ก เดี๋ยวฟันย่าก็ร่วงหมดปากกันพอดี”
“พูดจาเหลวไหล” ยายเฒ่าหนิงแสร้งทำหน้าเคร่งขรึม “ย่าแปรงฟันทุกเช้าทุกเย็น ฟันของย่ายังเรียงตัวสวยกว่าของแกซะอีก”
เธอไม่อยากฟังหลานชายแท้ๆ ของตัวเองบ่นอีกต่อไป เลยเปลี่ยนเรื่องไปคุยกับต้าไจ่และเอ้อร์ไจ่แทน “เจ้าสองคนนี้เป็นฝาแฝดบ้านกู้สินะ หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูหมดจดดีจริงๆ”
แล้วก็ไม่ลืมที่จะชมเถี่ยฉุยด้วย “ส่วนเจ้าหนูคนนี้ก็ดูแข็งแรงบึกบึนดีนะ ดูแล้ว...เป็นเด็กที่น่าไว้ใจ”
เด็กน้อยทั้ง 3 คนได้ยินคำชมก็ยิ้มแก้มปริ
[จบบท]