บทที่ 213: ลึกถึงจิตวิญญาณ (1/2)
เด็กน้อยทั้ง 4 คนสบตากันอย่างมีเลศนัย ราวกับนัดกันไว้ไม่มีผิด ก่อนจะพร้อมใจกันออกตัววิ่งสุดฝีเท้าไปยังบ้านเก่าๆ โทรมๆ ที่ตั้งอยู่ตรงตีนเขา ฝุ่นดินตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
สุนัข 2 ตัววิ่งไล่กวดอยู่ข้างหลัง เจ้าหู่โพที่ขาสั้นกว่าใครเพื่อนพยายามวิ่งอย่างสุดชีวิต แต่ก็ยังตามไม่ทันอยู่ดี มันจึงได้แต่ส่งเสียงเห่า “บ๊อกๆ” ด้วยความร้อนใจ เสียงเห่าในตอนแรกยังสดใส แต่ต่อมากลับกลายเป็นเสียงครางหงิงๆ เหมือนลูกหมาน้อยที่กำลังน้อยใจ
เอ้อร์ไจ่ที่วิ่งนำอยู่ข้างหน้าหันกลับมามองแวบหนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะ “คิกคิก” ออกมา พอเขาหัวเราะเท่านั้นแหละ อีก 3 คนที่เหลือก็พลอยหัวเราะตามไปด้วย เสียงหัวเราะสดใสของเด็กๆ และเสียงเห่าของสุนัขประสานกันดังก้องไปทั่วเส้นทางดินในชนบท
“ฉันอุ้มหู่โพเอง เราต้องรีบไปกันนะ ไม่งั้นอดดูของดีอีกตามเคย” เอ้อร์ไจ่วิ่งย้อนกลับมาอุ้มหู่โพขึ้นแนบอก ก่อนจะออกวิ่งอย่างร่าเริงอีกครั้ง ต้าไจ่กับเด็กคนอื่นๆ จึงจูงมือกันวิ่งตามไปติดๆ
“ใช่ๆๆ รีบวิ่งเลย”
…
บ้านเก่าที่อยู่ตรงตีนเขาหลังนั้นเป็นเพียงกระท่อมมุงจากไม่กี่หลังที่เคยเป็นของนายพรานชราคนหนึ่งในอดีต ตัวบ้านไม่มีแม้กระทั่งหน้าต่าง ส่วนบนหลังคาก็มีรูโหว่ขนาดน้อยใหญ่ 2-3 แห่ง หากนอนอยู่ข้างในตอนกลางคืนก็คงได้นอนนับดาวสมใจอยาก ตัวบ้านถูกซ่อนอยู่ในพงหญ้าที่สูงระดับครึ่งแข้ง ดูไม่เหมือนที่ที่คนจะอาศัยอยู่ได้
ณ เวลานี้ มีคนหน้าแปลกหลายคนยืนอยู่หน้ากระท่อม แต่ละคนมีห่อผ้าเก่าๆ ติดตัวมาด้วย ซึ่งดูจากสภาพที่แฟบติดตัวแล้วก็คงไม่ได้มีของมีค่าอะไรมากมายนัก ในกลุ่มคนเหล่านี้มีทั้งชายหญิง คนแก่ และเด็ก พวกเขาต่างก็กวาดสายตามองบ้านตรงหน้าด้วยแววตาที่แตกต่างกันไป
“พวกคุณจะอยู่ที่นี่กัน ใครพอจะซ่อมบ้านเป็นบ้าง” ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ในใจกลับกลุ้มจนอยากจะกุมขมับ
เขาได้รับเอกสารจากเบื้องบนที่ระบุว่าคนกลุ่มนี้ล้วนมีปัญหา และจำเป็นต้องได้รับการอบรมที่ “ลึกถึงจิตวิญญาณ” แต่พอเห็นว่าในกลุ่มนี้มีทั้งผู้หญิงและเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อยู่ด้วย ก็ทำเอาเขาถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว
ชายหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าราวกับมีเม็ดทรายขัดถูอยู่ในลำคอ “ผมทำเป็นครับ”
“ดี งั้นคุณก็รับหน้าที่ซ่อมไปแล้วกัน ทางกองพลจะไม่เข้ามายุ่ง” ผู้ใหญ่บ้านกล่าวสรุป เขายังไม่แน่ใจว่าจะจัดการกับคำสั่งที่ว่า “ลึกถึงจิตวิญญาณ” อย่างไรดี แต่คิดว่าถ้าไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา แล้วมอบหมายงานที่สกปรกและเหนื่อยที่สุดให้ทำ ก็น่าจะหนักหนาสาหัสพอแล้ว
“อีกอย่าง ทางกองพลของเรามีแผนจะเลี้ยงหมูเพิ่มอีกหลายตัว พวกคุณต้องรับหน้าที่ดูแล ถ้าหมูพวกนั้นเป็นอะไรขึ้นมา…” เขาจงใจเว้นช่วงท้ายประโยคไว้เพื่อเป็นนัยข่มขู่
ข้อมูลที่เบื้องบนให้มาระบุว่าคนกลุ่มนี้เคยเป็นปัญญาชนมาก่อน โดยส่วนตัวแล้วผู้ใหญ่บ้านค่อนข้างนับถือคนมีความรู้ เขาจึงไม่กล้าทำอะไรที่โหดร้ายเกินไป อย่างมากก็ได้แค่พูดจาข่มขู่ไปตามหน้าที่เท่านั้น
“เข้าใจแล้วครับ” กลุ่มคนที่ถูกส่งตัวมาพยักหน้ารับคำ แม้แต่เด็กผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มก็ยังพยักหน้าตาม ท่าทางที่ดูขลาดกลัวและดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นของเธอ ทำให้ผู้ใหญ่บ้านรู้สึกสงสารจับใจ เด็กตัวแค่นี้จะมีปัญหาอะไรได้กัน
“เอาล่ะ พวกคุณอยู่ที่นี่ไปก่อนแล้วกัน อย่าสร้างเรื่องวุ่นวายล่ะ” ผู้ใหญ่บ้านทิ้งท้ายไว้ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป เขาไม่กังวลว่าคนเหล่านี้จะหนีไปไหน เพราะถ้าไม่มีจดหมายแนะนำตัว พวกเขาก็ไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้อยู่แล้ว
ผู้ใหญ่บ้านกลับไปแล้ว แต่ชาวบ้านยังคงยืนจับกลุ่มมองดูคนมาใหม่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น พวกเขาไม่ได้เข้าไปใกล้ แต่เลือกที่จะยืนซุบซิบกันอยู่ห่างๆ
“ได้ยินมาว่าคนพวกนี้…มีปัญหาเรื่องจุดยืนน่ะ”
“ฉันก็ได้ยินมาเหมือนกัน เขาว่าจะให้มาเลี้ยงหมูเพื่อสำนึกผิด”
“เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ นั่นจะไปเลี้ยงหมูได้ยังไง ตัวแค่นั้นทำอะไรไม่เป็นหรอก”
“นี่ พวกเธอว่าคนพวกนี้มาอยู่กองพลเรา เขาจะมาแย่งปันส่วนอาหารของพวกเราไหม”
คำถามนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญ ทุกคนจึงพร้อมใจกันหันไปมองภรรยาของผู้ใหญ่บ้านเป็นตาเดียว
“อย่ามามองฉันนะ ฉันไม่รู้” ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านปฏิเสธเสียงแข็ง เธอเป็นคนฉลาดพอที่จะรู้ว่าเรื่องไหนควรพูด เรื่องไหนไม่ควร แต่ในใจก็แอบคิดว่าคงต้องแบ่งให้ ไม่อย่างนั้นจะปล่อยให้คนเหล่านี้อดตายได้อย่างไร ในเมื่อต้องทำงานก็ย่อมต้องได้รับคะแนนงาน จะบีบคั้นกันจนถึงทางตันไม่ได้
“ได้ยินว่าทุกสัปดาห์พวกเขาต้องเขียนรายงานสำนึกผิดอะไรด้วยนะ” ชาวบ้านอีกคนเสริม
“ไม่รู้สิ ไม่เกี่ยวกับเรา กลับบ้านดีกว่า” ชาวบ้านคนหนึ่งที่มุ่งมั่นกับการทำงานเก็บคะแนนส่ายหน้าอย่างเบื่อหน่ายแล้วเดินจากไป
“ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ได้เอาของอะไรมาด้วยเลยนะ อีกไม่กี่เดือนก็จะเข้าหน้าหนาวแล้ว ไม่มีเสื้อนวมจะทนไหวได้ยังไง”
“นั่นสิ ฉันก็เห็น”
…
หลังจากยืนดูสถานการณ์อยู่ครู่ใหญ่ ชาวบ้านก็พากันแยกย้ายกลับบ้าน ระหว่างทางก็ไม่ลืมกำชับลูกหลานของตัวเองให้อยู่ห่างๆ จากคนกลุ่มใหม่ที่บ้านเก่าตรงตีนเขา
และกว่าที่แก๊งของต้าไจ่ทั้ง 4 คนจะมาถึง ก็เป็นอีกครั้งที่พวกเขาพลาดชมเรื่องสนุกไปเสียแล้ว
“โธ่เอ๊ย! มาไม่ทันอีกแล้ว” เอ้อร์ไจ่หัวเสียจนแทบจะขยี้ขนนุ่มๆ ของหู่โพจนเกลี้ยง ลูกสุนัขตัวน้อยนอนหงายแผ่เป็นแผ่นแป้งอยู่ในอ้อมแขนของเขา
“เอ๊ะ มีคนแปลกหน้าจริงๆ ด้วย” ต้าไจ่มองเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาถอนหญ้าอยู่ จึงร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ “พวกเขามาถอนหญ้าที่นี่ทำไม หรือว่าจะมาอยู่ที่นี่ ที่นี่อยู่ใกล้ตีนเขาขนาดนี้ ถ้ามีหมูป่าวิ่งลงมาจะทำยังไงล่ะ”
เสียงของเขาดังพอที่จะทำให้คนเหล่านั้นใจหายวาบ กระท่อมมุงจากผุๆ พังๆ แบบนี้คงทนแรงกระแทกของหมูป่าไม่ไหวแน่ ดูท่าแล้วพวกเขาคงต้องรีบหาทางสร้างกำแพงล้อมรอบโดยเร็วที่สุด
“ก็คงต้องพึ่งตัวเองนั่นแหละ” เมาตั้นพูดขึ้นอย่างใจเย็น ปกติเวลาเขาวิ่งเล่นอยู่บนเขาก็ต้องดูแลตัวเองเหมือนกัน
ท่าทีที่ดูสุขุมเกินวัยของเด็กชายทำให้คนที่บ้านเก่าโทรมๆ อดไม่ได้ที่จะหันไปมอง อายุแค่นี้เองเหรอ ทำไมถึงได้ดูมีเหตุผลขนาดนี้
ชายหนุ่มที่กำลังถอนหญ้าอยู่เหลือบมองเด็กชายทั้ง 4 คน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ถ้าไม่มีอะไรก็กลับไปซะ ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่พวกเธอควรจะมา”
เอ้อร์ไจ่สังเกตเห็นว่าเขาเดินไม่สะดวก จึงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ “ขาของคุณเป็นอะไรไปเหรอครับ”
ชายหนุ่มขาเป๋ไม่ได้เงยหน้าขึ้น ยังคงก้มหน้าถอนหญ้าต่อไป ก่อนจะตอบอย่างเย็นชา “โดนคนตีหักน่ะ” พวกเขาต้องรีบจัดการบริเวณบ้านให้เสร็จก่อนค่ำ จึงไม่มีเวลามาเสียไปกับเรื่องอื่น
เอ้อร์ไจ่ถึงกับสะดุ้ง แต่ก็ยังถามต่อ “แล้วคุณได้แจ้งตำรวจไหมครับ” เด็กน้อยที่มนุษยสัมพันธ์ดีเลิศอย่างเขาสามารถชวนคุยได้กับทุกคน และโลกภายนอกก็เป็นสิ่งที่เขาสงสัยใคร่รู้มาโดยตลอด
แจ้งตำรวจงั้นเหรอ ชายหนุ่มกระตุกยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ดูขมขื่นจนน่าเกลียด อาจเป็นเพราะเด็กๆ เหล่านี้มองพวกเขาเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง เขาจึงรู้สึกอยากจะพูดคุยด้วยขึ้นมาบ้าง
“เรื่องบางเรื่องแจ้งตำรวจไปก็เท่านั้นแหละ เปล่าประโยชน์”
เอ้อร์ไจ่ฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจทั้งหมด เขากำลังจะอ้าปากถามต่อ แต่ชายหนุ่มกลับหันข้างให้ เป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการสนทนาต่อแล้ว
ต้าไจ่ละสายตาจากรอยประหลาดหลังใบหูของชายหนุ่ม แล้วดึงแขนเสื้อน้องชาย “เอ้อร์ไจ่ กลับบ้านไปกินข้าวกันเถอะ”
เอ้อร์ไจ่เชื่อฟังพี่ชายที่สุด เขาจึงกลืนคำถามทั้งหมดลงท้อง “อ้อ กลับก็กลับ” เขาเดินกลับเข้าไปในหมู่บ้าน พลางพูดไม่หยุดปาก “พี่ ฉันอยากกินพายไส้ผักอีก” ทั้งๆ ที่เพิ่งจะกินไป 2 ชิ้นก่อนหน้านี้แท้ๆ
“กลับไปถามแม่ที่บ้านสิ” ต้าไจ่ตอบ
เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กๆ ค่อยๆ จางหายไป
ณ บ้านเก่าโทรมๆ ตรงตีนเขา เด็กผู้หญิงคนหนึ่งได้ยินเอ้อร์ไจ่พูดถึงพายไส้ผัก เธอยืนนิ่งอยู่ในกองหญ้า มองตามหลังพวกเขาไปจนลับตา ก่อนจะเลียริมฝีปากที่แห้งแตกของตัวเอง แล้วกระซิบเสียงแผ่ว “แม่คะ หนูหิว”
แม่ของเธอเป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวย เมื่อได้ยินคำพูดของลูกสาว น้ำตาก็แทบจะร่วงเผาะ เธอไม่ทันได้เก็บข้าวของอะไรมาด้วย ได้แต่ซ่อนเงินไว้จำนวนหนึ่ง แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ เธอเป็นเพียงผู้หญิงตัวคนเดียวที่ต้องดูแลลูกน้อย จะให้แสดงความร่ำรวยออกมาได้อย่างไร
“อดทนอีกหน่อยนะลูก เดี๋ยวแม่จะ…”
ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ ก็มีมือหนึ่งยื่นเข้ามาขวางหน้า ในมือนั้นมีแผ่นแป้งแข็งๆ อยู่ชิ้นหนึ่ง
“ให้เด็กกินเถอะ เด็กทนหิวไม่ได้หรอก”
คนที่พูดคือผู้หญิงสูงวัยที่ยืนอยู่ข้างๆ ชายวัยกลางคน ทั้งคู่มีใบหน้าที่เปี่ยมด้วยภูมิความรู้และมีกลิ่นอายของความเป็นปัญญาชนอย่างเห็นได้ชัด
“นี่มัน…”
[จบบท]