บทที่ 215: น้ำเต้าหยก (1/2)
หลินเจาใช้ผ้าเช็ดเหงื่อเม็ดเป้งบนหน้าผากให้ลูกชายคนโต ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า “อย่างนั้นเหรอจ๊ะ แล้วมีเด็กผู้หญิงด้วยเหรอ ตัวโตเท่าลูกกับน้องหรือเปล่า”
ต้าไจ่ทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ไม่น่าจะนะครับ เขาดูตัวเล็กกว่าพวกเรา น่าจะเป็นน้องผู้หญิงมากกว่า”
เอ้อร์ไจ่ไม่ยอมน้อยหน้า รีบเบียดตัวเข้ามาแล้วยื่นหัวที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อไปตรงหน้าแม่ทันที “แม่ครับ ยังมีผมอีกคนนะ ผมด้วย ผมก็อยากให้แม่เช็ดให้”
“จ้าๆ แม่เช็ดให้” หลินเจาหัวเราะออกมาเบาๆ
เพียงเท่านี้เอ้อร์ไจ่ก็ยิ้มแก้มปริอย่างพออกพอใจ
“แม่ครับ มีคนคนหนึ่งเดินขากะเผลกด้วยนะ ผมถามเขาว่าเป็นอะไร เขาบอกว่าโดนคนตีจนขาหัก ผมเลยถามต่อว่าได้แจ้งตำรวจไหม เขาตอบกลับมาว่า เรื่องบางเรื่องแจ้งตำรวจไปก็มีประโยชน์ แต่บางเรื่องก็ไม่มีประโยชน์ แม่ครับ ทำไมเขาถึงพูดแบบนั้นล่ะครับ แล้วเรื่องอะไรเหรอที่แจ้งตำรวจไปก็ไม่มีประโยชน์”
แววตาของเด็กน้อยฉายแววสงสัยใคร่รู้อย่างเต็มเปี่ยม
รอยยิ้มของหลินเจาจางลง เธอเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อไตร่ตรองหาคำพูดที่เหมาะสมมาอธิบายให้ลูกชายฟัง
แต่เอ้อร์ไจ่เป็นเด็กช่างพูดและใจร้อน เขาไม่รอให้แม่ตอบ ก็รีบหยิบน้ำเต้าหยกที่ยายเฒ่าหนิงมอบให้ขึ้นมาอวด พร้อมกับส่งยิ้มหวาน “แม่ครับ ดูน้ำเต้าหยกของผมสิครับ ยายหนิงให้พวกเรามาล่ะ สวยไหมครับ”
ทันทีที่สายตาของหลินจาจับจ้องไปที่น้ำเต้าหยกสีขาวนวลชิ้นนั้น เธอก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
นี่มันใจกว้างเกินไปแล้ว!
ตามเนื้อเรื่องในนิยายต้นฉบับ ในอีกหลายสิบปีข้างหน้าหยกจะมีมูลค่ามหาศาล
น้ำเต้าหยกในมือของเอ้อร์ไจ่ชิ้นนี้ มีเนื้อหยกที่เนียนละเอียดเป็นมันเงา แสงสามารถส่องผ่านได้อย่างสม่ำเสมอ รูปทรงก็อ่อนช้อยงดงาม สีสันนุ่มนวลสบายตา แค่เหลือบมองก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นหยกชั้นเลิศ
“แล้วทุกคนได้เหมือนกันหมดเลยเหรอ” เธอเอ่ยถาม
ต้าไจ่หยิบของตัวเองออกมาอวดบ้าง “ใช่ครับ เถี่ยฉุยก็ได้เหมือนกัน ยายหนิงให้เป็นของขวัญที่เจอกันครั้งแรก แล้วก็บอกให้พวกเราชวนเมาตั้นเล่นด้วยกันบ่อยๆ”
หลินเจาจึงลองต่อรองกับลูกแฝดดู “ให้แม่เก็บไว้ให้ไหมจ๊ะ”
เธอไม่ได้คิดจะโลภอยากได้ของของเด็กๆ แต่เป็นห่วงว่าถ้าพวกเขาเอาออกไปเล่นข้างนอก อาจจะไปสร้างปัญหาโดยไม่รู้ตัวได้
ต้าไจ่ไม่ลังเลเลยสักนิด เขาส่งน้ำเต้าหยกใส่มือแม่ทันที “ได้เลยครับ แม่ช่วยผมเก็บไว้นะครับ”
“ของผมก็ให้แม่ช่วยเก็บเหมือนกันครับ ถึงจะให้แม่ไปเลยผมก็ยอม” ปากเล็กๆ ของเอ้อร์ไจ่หวานเจี๊ยบราวกับเคลือบน้ำผึ้งเอาไว้
แววตาของเขาดูจริงจังมาก
ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนักสำหรับเด็กในวัยนี้ที่มักจะติดแม่เป็นที่สุด ความรู้สึกของพวกเขายังคงบริสุทธิ์และตรงไปตรงมา
ยังไม่ทันที่หลินเจาจะได้เอ่ยปาก เถี่ยฉุยก็ยื่นน้ำเต้าหยกของตัวเองมาให้เธอด้วยเช่นกัน
“อาสะใภ้สามช่วยผมเก็บด้วยคนนะครับ” เขายิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว
หลินเจาถึงกับไปไม่เป็น จะหัวเราะก็ไม่ใช่จะร้องไห้ก็ไม่เชิง
“เถี่ยฉุยจ๊ะ หนูควรจะให้แม่ของหนูช่วยเก็บไว้นะ” เธอพูดพลางส่งยิ้มให้
เถี่ยฉุยเกาหัวแกรกๆ อย่างเด็กซื่อ “แต่ผมเชื่อใจอาสะใภ้สามนี่ครับ น้ำเต้าหยกก็หน้าตาเหมือนกันหมด เก็บไว้ด้วยกันสิครับถึงจะถูก!”
หลินเจาได้แต่คิดในใจว่า นี่มันไม่ใช่ปัญหาเรื่องความเชื่อใจเสียหน่อย พี่สะใภ้ใหญ่ก็ยังยืนอยู่ตรงนี้ทั้งคน
“งั้นลองไปถามแม่ของหนูดูก่อนดีไหมจ๊ะ” เธอพยายามหาทางออกให้
เถี่ยฉุยกลับยิ่งทำหน้างงหนักกว่าเดิม ก่อนจะสวนกลับมาอย่างมีเหตุผลว่า “ทำไมต้องถามแม่ด้วยล่ะครับ ในเมื่อยายหนิงเป็นคนให้ผม!”
หวงซิ่วหลันเดินออกมาจากในครัวพอดี เธอได้ยินบทสนทนาระหว่างน้องสะใภ้สามกับลูกชายคนเล็กของตัวเองตั้งแต่ต้นจนจบก็ถึงกับหลุดขำออกมา
เจ้าลูกชายซื่อบื้อเอ๊ย ยังมีหน้ามาถามอีกว่าทำไม
แล้วทำไมต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ถึงไม่เห็นต้องถามแบบนี้บ้างล่ะ
“ให้น้องสะใภ้สามช่วยเก็บไว้เถอะ” หวงซิ่วหลันเป็นฝ่ายพูดขึ้น
“ในเมื่อเถี่ยฉุยเชื่อใจเธอ ฉันก็เชื่อใจเหมือนกัน” เธอย้ำอีกครั้ง
อีกอย่างบ้านสามก็มีฐานะดีอยู่แล้ว ไม่ได้ขัดสนอะไร
แต่เหตุผลที่แท้จริงก็คือ น้ำเต้าหยกก็เป็นแค่หยก ไม่ใช่ทองคำ หวงซิ่วหลันจึงคิดว่ามันคงไม่มีค่าอะไรมากมายนัก อย่างมากก็คงแลกหมั่นโถวแป้งขาวไม่ได้แม้แต่ลูกเดียวด้วยซ้ำ ดังนั้นเถี่ยฉุยจะเก็บมันไว้อย่างไรก็คงไม่เป็นไร
เมื่อพี่สะใภ้ใหญ่เอ่ยปากอนุญาตแล้ว หลินเจาจึงไม่ปฏิเสธอีกต่อไป “ก็ได้ค่ะ งั้นเดี๋ยวฉันช่วยเก็บไว้ให้”
อย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยให้บ้านใหญ่เก็บแล้วอาจจะไม่ใส่ใจจนทำแตกหรือทำหายไปเสียก่อน ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงมาก เพราะกว่าน้ำเต้าหยกพวกนี้จะมีมูลค่าขึ้นมาจริงๆ ก็ต้องรออีกอย่างน้อยสิบปี ซึ่งในช่วงเวลาสิบปีนั้น อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้
“พรุ่งนี้อาสะใภ้จะให้สมุดปกแข็งหนูเล่มหนึ่งนะ เอาไว้จดบันทึกของที่ฝากอาไว้ จะได้ไม่ลืม”
เถี่ยฉุยนั้นเรียนรู้ทุกอย่างตามอย่างฝาแฝด พอต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่เริ่มหัดอ่านเขียน เขาก็หัดตามไปด้วย จนตอนนี้ก็รู้จักตัวอักษรเยอะแล้ว
“ครับ” เขาตอบรับอย่างว่าง่าย
หวงซิ่วหลันรู้สึกได้เลยว่าน้องสะใภ้สามใส่ใจลูกชายของเธอมากจริงๆ ดูท่าว่าเจ้าลูกชายซื่อๆ คนนี้จะมีวาสนาดีเสียแล้ว
น้องสามเป็นถึงผู้บัญชาการกองพัน ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นไปอีก ส่วนน้องสะใภ้สามก็เป็นคนมีการศึกษา แถมยังทำงานอยู่ที่สหกรณ์การค้าและการตลาดอีก สองสามีภรรยามีอนาคตที่สดใสรออยู่ ลูกๆ ทั้งสี่คนก็ฉลาดหลักแหลมกันทุกคน ไม่นานบ้านสามต้องเจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอน และการที่เถี่ยฉุยลูกชายของเธอสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ได้รับความเอ็นดูจากฝาแฝดและน้องสะใภ้สาม ถือเป็นโชคดีอย่างยิ่ง อนาคตของเจ้าลูกชายคนนี้คงได้ดีตามไปด้วยอย่างแน่นอน
เอ้อร์ไจ่เข้ามากอดแม่แล้วอ้อนว่า “แม่ครับ ผมกับพี่ก็อยากได้สมุดปกแข็งด้วย”
“ได้สิจ๊ะ ได้กันทุกคนเลย” หลินเจามองลูกชายด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู
ตอนนี้ในวงล้อสุ่มรางวัลยังมีคะแนนเหลืออยู่อีกเยอะ เดี๋ยวคืนนี้ค่อยลองสุ่มดูอีกสักสองสามครั้ง
เมื่อคืนเธอลองสุ่มเล่นๆ ไปแค่ครั้งเดียว ก็ได้ของกินมาเต็มไปหมด ทั้งเนื้อหมู ธัญพืช น้ำมัน แล้วก็ถั่วแดง
ต้าไจ่ทำหน้าขรึมแล้วหันไปพูดกับเอ้อร์ไจ่และเถี่ยฉุยว่า “พวกเราต้องตั้งใจคัดลายมือให้มากๆ นะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะอ่านลายมือตัวเองไม่ออก”
“ฉันก็คัดอยู่นะพี่ ฉันเชื่อฟังพี่ทุกอย่างเลย ทุกวันฉันก็ใช้สมุดคัดลายมือฝึกคัดตัวอักษรนะ” เอ้อร์ไจ่รีบรายงาน
สมุดคัดลายมือที่ว่านั้น พวกเขาไปหามาจากสถานีรับซื้อของเก่า
เถี่ยฉุยพยักหน้าเห็นด้วย “ฉันก็เชื่อฟัง ฉันก็คัดเหมือนกัน”
เนื่องจากตอนกลางคืนแสงสว่างไม่เพียงพอและยังเปลืองน้ำมันตะเกียง เด็กๆ จึงใช้เวลาเรียนรู้และฝึกฝนในตอนกลางวัน หลังจากอ่านหนังสือและคัดลายมือเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาถึงจะออกไปวิ่งเล่นข้างนอก
ต้าไจ่เป็นเด็กที่มีนิสัยสุขุมและมีวินัยในตนเองสูง เขาสามารถอดทนต่อความเบื่อหน่ายได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะทำอะไร เขาจะไม่เคยละเลยการเรียนในแต่ละวันเลย ซึ่งนิสัยที่ดีนี้ก็ได้ส่งผลให้เอ้อร์ไจ่และเถี่ยฉุยค่อยๆ ซึมซับและสร้างนิสัยรักการเรียนรู้ตามไปด้วย
การมีลูกชายคนโตที่รู้จักคิดและรับผิดชอบแบบนี้ ทำให้หลินเจาสบายใจไปได้มากโข
“กับข้าวเสร็จแล้วนะเด็กๆ ไปล้างไม้ล้างมือกันได้แล้ว” หวงซิ่วหลันนึกขึ้นได้จึงตะโกนเรียก
ม่านไม้ไผ่ที่ขวางประตูห้องหลักอยู่ถูกพลิกเปิดออกจากด้านในจนเกิดเสียงดัง ‘แกร๊ก’
พ่อกู้ออกมาจากห้องพร้อมกับตบกระเป๋ากางเกงเบาๆ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มบ่งบอกว่ากำลังอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
เขาหันไปเรียกหลานๆ “มาเร็วเด็กๆ ล้างมือแล้วมากินข้าวกัน”
เด็กๆ พากันวิ่งกรูกันไปล้างมืออย่างว่าง่าย พวกเขาใช้สบู่ถูมือทุกซอกทุกมุมจนสะอาด ก่อนจะล้างฟองออกด้วยน้ำสะอาด แล้วเดินตรงไปยังโต๊ะอาหารพลางก้มลงดมกลิ่นหอมๆ ที่มือตัวเองแล้วยิ้มตาหยี
อาหารบนโต๊ะวันนี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากปกติมากนัก มีหมั่นโถวโวโวที่ทำจากธัญพืชหยาบ ผัดกะหล่ำปลีครึ่งชาม ยำแครอทฝอย และโจ๊กใสๆ ที่แทบจะไม่มีเม็ดข้าวคนละถ้วย
สิ่งเดียวที่พิเศษกว่าทุกวันก็คือ ขนมไช่เหอสีเหลืองทองอร่ามที่วางอยู่กลางโต๊ะ
“ขนมไช่เหอ!!” ไหลเม่ยที่เพิ่งกลับมาจากการไปดักรอกระต่ายบนเขากับเพื่อนๆ ตลอดช่วงบ่ายร้องออกมาด้วยความดีใจ
“อาสะใภ้สามของแกน่ะสิ พอกลับมาจากทำงานก็ตรงเข้าครัวมาทำให้เลย” จ้าวลิ่วเหนียงพูดขึ้น “ในขณะที่แกวิ่งหายไปไหนก็ไม่รู้”
บ้านหลินไม่มีวัฒนธรรมการดุด่าว่ากล่าวกันบนโต๊ะอาหาร ซึ่งก็เป็นนิสัยของหลินเจาด้วยเช่นกัน
เธอจึงรีบพูดเปลี่ยนเรื่องพร้อมกับรอยยิ้ม “พี่สะใภ้รองกับไหลเม่ยลองชิมดูนะคะ ว่ารสชาติเป็นยังไง ถ้าชอบคราวหน้าฉันจะทำให้กินอีก”
“ของที่อาสะใภ้สามทำ ไม่มีอะไรที่ไม่อร่อยหรอกค่ะ” ไหลเม่ยรีบชมก่อนเป็นอันดับแรก พอเห็นว่าปู่ย่าและผู้ใหญ่คนอื่นๆ เริ่มลงมือกินแล้ว เธอก็ไม่รอช้า รีบคีบขนมไช่เหอเข้าปากทันที
เพียงแค่กัดเข้าไปคำแรก ความคิดที่เถี่ยตั้นมักจะพูดบ่อยๆ ก็ผุดขึ้นมาในหัวของเธอทันที — การที่ครอบครัวของอาสามย้ายกลับมาอยู่ด้วยกันนี่มันดีจริงๆ!
ไม่ใช่แค่ได้ลิ้มรสเนื้อสัตว์ทุกสิบวันครึ่งเดือนเท่านั้น แต่ยังมีของอร่อยๆ อย่างอื่นให้กินอยู่เรื่อยๆ อีกด้วย ช่างมีความสุขจริงๆ
…
หลังอาหารเย็น พ่อกู้ก็รีบร้อนชวนลูกชายคนที่สามให้ไปเป็นเพื่อนที่ตีนเขา
แต่ยังไม่ทันจะพูดจบประโยคดี แม่กู้ก็ถลึงตาใส่ทันที
“จะไปไหนกัน ไม่ดูเวลาเลยหรือไง ฟ้ายังไม่ทันมืดเลยนะ นี่คุณอยากจะให้ทุกคนในบ้านเดือดร้อนหรือไง!”
ตอนนี้เด็กซนสองสามคนถูกไล่ออกไปนอกบ้านหมดแล้ว แต่เธอก็ยังคงกดเสียงให้ต่ำลงเพราะกลัวว่าเพื่อนบ้านจะได้ยิน
พ่อกู้รีบอธิบาย “ฉันยังไม่ได้จะไปที่บ้านเก่าตอนนี้นะ กะว่าจะไปหาเก็บฟืนแถวตีนเขาก่อน รอให้ฟ้ามืดสนิทแล้วค่อยไป”
แน่นอนว่าในใจของเขาก็มีแผนอื่นซ่อนอยู่ เขาคิดว่าคนพวกนั้นถ้าจะทำอาหารก็คงต้องออกมาหาฟืนเหมือนกัน หากบังเอิญเจอกันเข้า ก็จะได้ถือโอกาสพูดคุยกันสักสองสามคำ
แม่กู้เห็นดังนั้นจึงยอมอ่อนลง ก่อนจะกำชับว่า “ก็ได้ งั้นคุณก็ระวังตัวหน่อยแล้วกัน อย่าให้ใครมาเห็นเข้าล่ะ”
ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่ในกองพลการผลิตจะเป็นคนดี ไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยอะไร แต่… ก็ยังมีบางคนที่ไม่ชอบหน้าครอบครัวกู้อยู่เหมือนกัน
“รู้แล้วน่า รู้แล้ว” พ่อกู้พูดพลางขยิบตาให้กู้เฉิงหวย
เมียแก่คนนี้นับวันยิ่งดุขึ้นทุกที!
กู้เฉิงหวยได้แต่ถอนหายใจในใจ เขามองหน้าภรรยาแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินตามพ่อของเขาออกไป
[จบบท]