บทที่ 222: ตกหลุมรัก (2/2)
ทั้งซ่อมหลังคา เปลี่ยนประตูไม้ แล้วยังก่อกำแพงรอบลานบ้านอีก
เมิ่งจิ่วซือและคนอื่นๆ เห็นคนจากกองพลการผลิตมาที่นี่ ตอนแรกก็พากันตกใจกลัว แต่พอรู้ว่าพวกเขามาเพื่อช่วยซ่อมแซมบ้านให้ ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก พร้อมกับรู้สึกดีใจจนทำตัวไม่ถูกระคนกันไป
เซี่ยวเซี่ยวเห็นคุณลุงหลายคนกำลังช่วยกันซ่อมหลังคา มุมปากเล็กๆ ของเธอก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ เธอกระซิบกับแม่ “แม่คะ คุณลุงมาช่วยซ่อมหลังคาให้เราค่ะ”
เถียนรั่วเองก็กังวลเรื่องรูรั่วบนหลังคาจนร้อนในเป็นแผลพุพองเต็มปาก พอเห็นชาวบ้านมาช่วย ก็พลอยถอนหายใจอย่างโล่งอกไปด้วย
“ใช่แล้วจ้ะ มีคนมาช่วยเราซ่อมหลังคาแล้ว” เธอมองไปทางคุณเฉียว ในใจรู้ดีว่าที่พวกเธอทุกคนได้รับความช่วยเหลือในครั้งนี้ก็เป็นเพราะบารมีของท่าน
เมื่อคืนนี้เธอได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวบางอย่าง
ทางด้านนั้น ผู้ใหญ่บ้านสังเกตเห็นว่าเมิ่งจิ่วซือกำลังง่วนอยู่กับการตากอะไรบางอย่าง เขาจึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ แล้วถามอย่างไม่แน่ใจ “นี่คุณกำลัง… ตากสมุนไพรอยู่เหรอ”
เมิ่งจิ่วซือพยักหน้ารับ “ครับ”
ไม่รู้ว่าคิดอะไรขึ้นมา เขาจึงพูดเสริมขึ้นมาว่า “ผมกับปู่เป็นแพทย์แผนจีนครับ”
เพียงได้ยินเท่านี้ สีหน้าของผู้ใหญ่บ้านก็เปลี่ยนไปในทันที
ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์เชียวหรือ
เขาเป็นคนชื่นชมคนมีความสามารถ พอรู้ว่าสองปู่หลานคู่นี้เป็นหมอ ในหัวก็ผุดความคิดขึ้นมาสารพัด อย่างเช่นการชวนให้พวกเขามาเป็นหมอประจำกองพลการผลิต แต่พอคิดถึงสถานะของพวกเขาในตอนนี้ ก็ได้แต่ล้มเลิกความคิดไปอย่างน่าเสียดาย
เฮ้อ
น่าเสียดายจริงๆ
ผู้ใหญ่บ้านตบไหล่ของเมิ่งจิ่วซือเบาๆ “ดีมากเลยนะ”
แล้วเขาก็เอ่ยคำปลอบใจซึ่งหาได้ยากจากปากของเขา “อีกไม่นานทุกอย่างจะดีขึ้นเอง”
เขามั่นใจว่าคนที่มีฝีมือติดตัวแบบนี้ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็เอาตัวรอดได้สบาย
“ขอบคุณครับ” ความอบอุ่นเอ่อล้นขึ้นมาในดวงตาของเมิ่งจิ่วซือ เขายิ้มบางๆ แล้วพยักหน้า
นับตั้งแต่เรื่องร้ายๆ ของปู่เกิดขึ้น ผู้คนรอบข้างก็เปลี่ยนไปเป็นปีศาจร้าย ทำให้หัวใจของเขาด้านชาไปทีละน้อย
จนกระทั่งวินาทีนี้ เขากลับรู้สึกว่าโลกที่เคยคิดว่าเลวร้ายใบนี้ ก็ไม่ได้ย่ำแย่เสียทีเดียว
…
พ่อกู้ได้ยินจากปากของกู้เฉิงหวยว่าผู้ใหญ่บ้านนำทีมคนงานไปช่วยซ่อมกระท่อมมุงจากที่ตีนเขาแล้ว เขาก็ยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ
“เจ้าสาม แกนี่มันสุดยอดไปเลย” เขายกนิ้วโป้งให้ลูกชาย ซึ่งเป็นท่าทางที่เขาเพิ่งจะหัดทำตามหลานแฝด
“ในที่สุดพ่อก็วางใจได้สักที ว่าแต่แกไปเป่าหูผู้ใหญ่บ้านยังไง เขาถึงได้ยอมง่ายๆ”
กู้เฉิงหวยตอบกลับอย่างสุขุม “ก็แค่ใช้ทั้งเหตุผลและไม้อ่อนครับ”
“ผู้ใหญ่บ้านเป็นคนมีเหตุผลอยู่แล้วครับ ถ้าเราค่อยๆ ชี้แจงถึงข้อดีข้อเสียให้เขาฟัง เขาก็จะเข้าใจเอง”
เขาเชื่อว่าข้อกล่าวหาลมๆ แล้งๆ เหล่านั้นไม่สามารถผูกมัดคุณเฉียวและคนอื่นๆ ไปได้ชั่วชีวิต
การแสดงน้ำใจของผู้ใหญ่บ้านในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และจะส่งผลดีต่อกองพลการผลิตในระยะยาว
พ่อกู้ไม่ได้มองการณ์ไกลขนาดนั้น เขาเป็นห่วงแค่ว่าจะไปสร้างความเดือดร้อนให้ผู้ใหญ่บ้านหรือไม่ จึงถามขึ้นว่า “เรื่องนี้จะไม่ส่งผลเสียอะไรกับผู้ใหญ่บ้านใช่ไหม”
ถึงแม้ภรรยาผู้ใหญ่บ้านจะเป็นคนปากมาก ไม่ค่อยน่าคบหาเท่าไหร่ แต่ตัวผู้ใหญ่บ้านเองก็ยังคงมีความยุติธรรมอยู่เสมอ เขาไม่อยากให้ผู้ใหญ่บ้านต้องมาเดือดร้อนเพราะเรื่องนี้
“ไม่เป็นไรครับพ่อ ผมจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเอง”
พอได้ฟังคำพูดหนักแน่นของกู้เฉิงหวย พ่อกู้ก็ยิ่งรู้สึกว่าลูกชายคนที่สามคนนี้พึ่งพาได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ขอแค่บอกเขา เขาก็จะจัดการให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีทุกครั้ง
แล้วแบบนี้จะไม่ให้เขาภูมิใจในตัวลูกชายคนนี้ได้อย่างไร
“พ่อตั้งชื่อหลานๆ เสร็จเรียบร้อยแล้วนะ รอให้เมียแกกลับมาก่อน ให้คนในบ้านอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แล้วพ่อจะประกาศให้รู้กัน” พ่อกู้ยังแกล้งทำเป็นมีความลับ
กู้เฉิงหวยนึกถึงน้องชายคนเล็กขึ้นมา จึงเอ่ยถาม “แล้วชิงโจวจะกลับมาเมื่อไหร่ครับ”
หลังจากกู้ซิ่งเอ๋อร์ถูกไล่ออกจากบ้านไป ห้องของเธอก็ตกเป็นของกู้ชิงโจว ไม่ต้องกังวลว่าน้องชายกลับมาแล้วจะไม่มีที่อยู่
“ตอนแรกว่าจะกลับมาตอนเปิดเทอม แต่โรงเรียนดันมาเป็นแบบนี้ไปซะก่อน ลุงใหญ่ของแกเลยบอกให้เขาอยู่ต่ออีกสักพัก” พ่อกู้พูด “เฉิงหวย วันไหนแกว่างๆ ก็แวะไปบ้านคุณยายแล้วรับน้องกลับมาทีเถอะ พ่อว่าป่านนี้เขาคงลืมทางกลับบ้านไปแล้วมั้ง”
“ได้ครับ วันจันทร์หน้าผมจะไปรับเขาเอง” ไม่ได้เจอน้องชายคนเล็กมานาน กู้เฉิงหวยเองก็คิดถึงอยู่ไม่น้อย
บ้านเดิมของแม่กู้อยู่ไกลมาก การเดินทางไปกลับแต่ละครั้งกินเวลาไปเกือบทั้งวัน แค่ขี่จักรยานไปกลับก็ปาเข้าไป 2 ชั่วโมงกว่าแล้ว
“ชิงโจวยังไม่รู้ใช่ไหมครับว่าผมกลับมาแล้ว”
พ่อกู้ยิ้มแล้วส่ายหน้า “ไม่รู้แน่นอน ถ้ารู้ล่ะก็ ป่านนี้คงวิ่งแจ้นกลับมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว”
ลูกชายคนเล็กคนนี้ชื่นชมพี่ชายคนที่สามของเขามากที่สุด แค่กู้เฉิงหวยอยู่บ้าน เขาก็จะคอยตามติดแจไม่ยอมห่าง เหมือนกับที่เอ้อร์ไจ่ติดต้าไจ่นั่นแหละ
“ตอนแรกก็ว่าจะฝากคนไปบอกข่าวอยู่หรอก แต่หาคนที่ไว้ใจได้ไม่ทัน”
กู้เฉิงหวยพอจะรู้นิสัยของน้องชายดี เขาจึงพูดว่า “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมไปหาเขาเอง ชิงโจวไม่โกรธหรอกครับ”
“ก็มีแต่ต่อหน้าแกนั่นแหละ ที่เจ้านั่นจะทำตัวเป็นเด็กดี” พ่อกู้พูดอย่างจนใจ แต่ในแววตากลับเต็มไปด้วยความเอ็นดู
ลูกชายคนเล็กคนนี้ต่างจากซิ่งเอ๋อร์ ซิ่งเอ๋อร์เป็นคนเห็นแก่ตัว นึกถึงแต่เรื่องของตัวเอง แต่ชิงโจวไม่เป็นแบบนั้น ในใจของเขามีครอบครัวอยู่เสมอ แถมยังเป็นเด็กจิตใจดีและรู้จักคิด
…
ในตัวอำเภอ
ช่วงพักกลางวัน หลังจากกินข้าวเสร็จและในสหกรณ์การค้าและการตลาดเริ่มบางตา หลินเจาจึงฝากให้หลี่เฟินช่วยดูเคาน์เตอร์ให้ชั่วคราว ส่วนตัวเองก็มุ่งหน้าไปยังที่ทำการแขวงถนนหนานเจีย
เธอต้องรีบโอนบ้านพร้อมลานส่วนตัวหลังนั้นมาเป็นชื่อของเธอให้เร็วที่สุด ถึงจะสบายใจได้ ขืนชักช้าอาจจะถูกสำนักงานจัดการบ้านพักยึดไป ตอนนั้นต่อให้ร้องไห้ฟูมฟายก็คงไม่ทันแล้ว
หลินเจาเดินเข้าไปในที่ทำการแขวง พอเธอเอ่ยปากถึงจุดประสงค์ที่มา เจ้าหน้าที่หลายคนในสำนักงานก็พร้อมใจกันหันมามองเธอเป็นตาเดียว
“คุณมีโฉนดที่ดินและบ้านของหลังนั้นหรือเปล่า” เจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งเอ่ยถาม
บ้านหลังนั้นไม่มีเจ้าของมานานหลายปี จู่ๆ ก็มีคนโผล่มาอ้างตัวเป็นเจ้าของและขอทำโฉนดใหม่ เธอก็ต้องซักถามให้แน่ใจเป็นธรรมดา
“มีค่ะ นี่ค่ะ” หลินเจายื่นกระดาษเก่าคร่ำคร่าแผ่นนั้นให้
เจ้าหน้าที่หญิงรับไปพิจารณา “ของจริงนี่ พวกเธอลองมาดูสิ” เธอเรียกเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ
เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ จึงพากันลุกขึ้นมารุมล้อม
แล้วก็ผลัดกันดูทีละคน
“ของจริงด้วย”
“ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าผ่านมาหลายปีขนาดนี้จะยังเก็บไว้อยู่”
“หลินจิ่ว คือชื่อเจ้าของบ้าน”
…
ทุกคนต่างพูดคุยกันไปต่างๆ นานา
“ตกลงว่าทำได้ไหมคะ” หลินเจาถามย้ำ
“ได้สิ” เจ้าหน้าที่ซึ่งรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงตอบ “แล้วเอาจดหมายแนะนำตัวมาด้วยหรือเปล่า”
“เอามาค่ะ” หลินเจายื่นจดหมายแนะนำตัวให้เธออีกฉบับ
ในยุคสมัยนี้ จดหมายแนะนำตัวถือเป็นเอกสารสำคัญที่สุดในการยืนยันตัวตน เพื่อขจัดข้อสงสัยทั้งหมด เธอยังควักใบรับรองธัญพืชและน้ำมันของตัวเองออกมาให้ดูด้วย
ทันทีที่สายตาของเจ้าหน้าที่เหลือบไปเห็นตัวอักษรตัวใหญ่ๆ ที่เขียนว่า ‘สหกรณ์การค้าและการตลาด’ พวกเธอก็มองหลินเจาด้วยความประหลาดใจ
“คุณทำงานที่สหกรณ์การค้าและการตลาดเหรอ”
หลินเจายิ้มบางๆ “ค่ะ เป็นพนักงานขาย เพิ่งจะเข้าทำงานได้ไม่นานนี้เองค่ะ”
การที่สามารถเข้าทำงานที่สหกรณ์การค้าและการตลาดได้ ย่อมหมายความว่าประวัติของเธอขาวสะอาดไม่มีปัญหา
เดิมทีเจ้าหน้าที่หญิงเหล่านี้ก็ไม่ได้คิดจะกลั่นแกล้งอะไรเธออยู่แล้ว พอรู้ว่าเธอเป็นพนักงานขาย การทำงานก็ยิ่งฉับไวขึ้นเป็นเท่าตัว
เจ้าหน้าที่หญิงที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงหยิบสมุดเล่มเล็กออกมา เขียนชื่อของหลินเจาลงไปตามที่ระบุในจดหมายแนะนำตัว ก่อนจะประทับตราลงไปดังปัง
“เรียบร้อยแล้วค่ะ” เธอพูด พร้อมกับเก็บโฉนดฉบับเก่าเข้าแฟ้มเอกสาร แล้วยื่นฉบับใหม่ให้หลินเจา
“คุณมาได้จังหวะพอดีเลยนะ ถ้ามาช้ากว่านี้อีกหน่อย เรื่องคงไม่จบง่ายๆ แบบนี้หรอก”
หลินเจาเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ
หรือว่าเรื่องที่ซ่งอวิ๋นจิ่นไปสืบมา กำลังจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด
เธอไม่คาดคิดว่าทุกอย่างจะราบรื่นขนาดนี้ หลังจากเก็บโฉนดฉบับใหม่เข้าที่เรียบร้อย เธอก็หยิบลูกอมออกมาเพื่อแสดงความขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคน พร้อมกับโปรยยิ้มหวานและเอ่ยคำชม “ขอบคุณมากเลยนะคะ ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้เลย ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่าถ้าวันนี้ทำไม่เสร็จ พรุ่งนี้คงต้องลางานครึ่งวันมาจัดการให้เรียบร้อยซะแล้ว พวกพี่ทำงานกันมีประสิทธิภาพสุดยอดไปเลยค่ะ”
เมื่อซ่อมแซมบ้านเสร็จ เธอก็คงต้องติดต่อกับที่ทำการแขวงอีกหลายครั้ง ไม่แน่วันข้างหน้าอาจจะต้องพึ่งพาอาศัยกันอีก การสร้างสัมพันธ์อันดีไว้จึงเป็นเรื่องสำคัญ
เมื่อทุกคนได้ลูกอมไปคนละกำมือ แถมยังได้รับคำชมอีกต่างหาก ก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
“คุณหลิน คุณก็เหมือนคนในแขวงของเราคนหนึ่งนะ ต่อไปถ้ามีอะไรให้ช่วยก็มาหาพวกเราได้เลย”
“ใช่ๆ ถ้าอยู่ในขอบเขตที่ช่วยได้ พวกเราช่วยเต็มที่แน่นอน”
…
หลินเจาคิดในใจ: มีน้ำใจกันจริงๆ
“ขอบคุณมากค่ะ ถ้าพวกพี่อยากซื้ออะไรเป็นพิเศษก็มาหาฉันได้นะคะ เดี๋ยวฉันจะเก็บไว้ให้”
พอได้ยินประโยคนี้ บรรดาเจ้าหน้าที่ที่ทำการแขวงก็พากันดีใจจนออกนอกหน้า
[จบบท]