บทที่ 224: คู่รักคู่ใหม่ (2/2)
เวลาล่วงเลยมาถึงบ่าย 3 โมงตรง หลินเจาจึงพาหยวนเซียงกลับจากสหกรณ์
แต่ในจังหวะที่กำลังจะก้าวขาออกไป หลี่เฟินก็เดินลิ่วๆ ถือถุงผ้าเข้ามา แล้วยัดของใส่อ้อมแขนของหยวนเซียงโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง
“เซียงเซียง นี่เป็นของรับขวัญที่พี่เตรียมไว้ให้ รับไปนะ”
ทิ้งท้ายไว้แค่นั้น เธอก็หมุนตัวเดินกลับเข้าร้านไปอย่างรวดเร็ว ในชั่วพริบตาที่หยวนเซียงยังยืนงงเป็นไก่ตาแตก ร่างของหลี่เฟินก็ลับหายไปจากสายตาเสียแล้ว
“เจาเจา นี่มัน” เธออึกอัก
หลินเจาตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ “รับไว้เถอะค่ะ พี่เฟินบอกเองว่าเป็นของรับขวัญ”
พอได้ยินแบบนั้น หยวนเซียงก็ไม่คิดจะขัดศรัทธาอีกต่อไป เธอรับของมาถือไว้แล้วปีนขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังจักรยานอย่างว่าง่าย
เมื่อจักรยานเริ่มเคลื่อนตัวไปข้างหน้า หลินเจาจึงหาจังหวะชวนคุย “พี่เซียงเซียง วันนี้พวกพี่ไปเที่ยวไหนกันมาบ้างคะ”
“ไปดูหนัง แล้วก็กินข้าวกันมาด้วยนะ มีเนื้อด้วยแหละ” หยวนเซียงก้มหน้างุด แววตาฉายประกายเขินอายอย่างปิดไม่มิด “คุณหลี่บอกว่า พอแต่งงานแล้วเขาจะยกเงินเดือนให้ฉันทั้งหมดเลย ถ้าฉันอยากทำงาน เขาก็จะช่วยหางานให้ แต่ถ้าฉันไม่อยากทำ เขาก็บอกว่าเขาสามารถเลี้ยงดูฉันได้”
หลินเจาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “โห นี่มันเป็นเรื่องพื้นฐานเลยนะ” การที่สามีจะให้เงินเดือนภรรยา ช่วยภรรยาหางาน หรือแม้แต่เลี้ยงดูภรรยา มันก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว
หยวนเซียงถึงกับเงียบไป ‘นี่มันพื้นฐานตรงไหนกัน’ เธอคิดในใจ ‘จะมีผู้ชายสักกี่คนกันเชียวที่มีความคิดแบบนี้ได้’ แต่พอนึกภาพน้องเขยที่เอาอกเอาใจเจาเจาทุกอย่าง เธอก็เลิกแปลกใจไปโดยปริยาย
“เจาเจา ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่จะกล้าพูดเรื่องเงินกันตรงๆ แบบนี้”
ดวงตาคู่สวยของหลินเจาฉายแววดูแคลนขึ้นมาวูบหนึ่ง “ถ้าแม้แต่เรื่องเงินยังคุยกันตรงๆ ไม่ได้ จะเรียกว่าเป็นครอบครัวเดียวกันได้ยังไงล่ะคะ” ทั้งบ้านพ่อแม่ของเธอและบ้านสามีต่างก็สามารถคุยเรื่องเงินกันได้อย่างเปิดเผย มีอะไรที่คุยกันไม่ได้บ้าง เธอเกลียดที่สุดเลยคือพวกครอบครัวที่ชอบกันลูกสะใภ้ออกไปเป็นคนนอก
แววตาของหยวนเซียงไหววูบ เธอเอื้อมมือไปตบไหล่ให้กำลังใจหลินเจาเบาๆ “เธอพูดถูกที่สุดเลย ฉันก็เห็นด้วยนะ อย่าไปโมโหเลยเจาเจา เรื่องแบบนี้ไม่คุ้มให้เธอต้องมาอารมณ์เสียหรอก”
“ฉันไม่ได้โกรธค่ะ จะมีอะไรให้โกรธกัน แค่รู้สึกโมโหในความไม่เอาไหนของคนบางคนเท่านั้นเอง” หลินเจาเคยพบเจอคนที่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างมานักต่อนักแล้ว บางคนไม่มีทางเลือกก็ว่าไปอย่าง แต่บางคนทั้งที่มีทางเลือกอยู่ตรงหน้า แต่กลับเลือกที่จะเดินไปสู่ทางตันเสียเอง มันน่าอึดอัดเหมือนมีก้างปลาติดคอจริงๆ
คนเราน่ะ ต้องรู้จักลุกขึ้นยืนด้วยตัวเองสิ
หยวนเซียงกอดถุงผ้าใบใหญ่ไว้ในอ้อมแขน ท่าทีของเธอดูผ่อนคลายกว่าตอนมาอย่างเห็นได้ชัด เธอยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า “ถ้าฉันดึงดันที่จะแต่งงานกับคู่หมั้นคนก่อน ก็คงกลายเป็นหนึ่งในคนที่ทำให้เธอต้องโมโหในความไม่เอาไหนสินะ”
หลินเจาพยักหน้าในใจ แต่ปากกลับตอบไปว่า “ไม่หรอกค่ะ ถ้าพี่ตัดสินใจจะแต่งงานก็ย่อมมีเหตุผลของพี่ และถ้าพี่ต้องเจอเรื่องไม่เป็นธรรมเมื่อไหร่ ฉันก็จะยื่นมือเข้าไปช่วยพี่เอง”
ถึงจะไม่รู้ว่าคำพูดนั้นเป็นจริงหรือไม่ แต่แค่ได้ฟังก็ทำให้หัวใจอุ่นวาบขึ้นมาแล้ว หยวนเซียงรู้สึกราวกับหัวใจของเธอกำลังลอยอยู่ในน้ำอุ่น “เจาเจา ขอบใจนะ” คำขอบคุณนี้มีไว้สำหรับทุกอย่าง ทั้งการที่เจาเจาไม่เคยดูถูกเธอ ช่วยกอบกู้ความภาคภูมิใจที่แตกสลายของเธอกลับคืนมา และยังอุตส่าห์แนะนำคนดีๆ ให้รู้จักอีกด้วย
จะว่าไปแล้ว เรื่องการแนะนำคู่นี่มันเป็นความเข้าใจผิดที่สวยงามจริงๆ และการที่ความเข้าใจผิดนี้กำลังจะนำไปสู่บทสรุปที่สวยงาม มันก็เป็นเรื่องที่ดีมาก
“ขอบคุณอะไรกันคะ พี่ก็เป็นพี่สาวของฉันคนหนึ่งนะ” หลินเจาตอบแบบสบายๆ
หยวนเซียงซาบซึ้งจนพูดไม่ออก เจาเจาปฏิบัติกับเธอเหมือนพี่น้องคลานตามกันมาจริงๆ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจาเจาก็เป็นน้องสาวเพียงคนเดียวของเธอ
หลินเจาออกแรงปั่นจักรยานอย่างแข็งขัน แค่คิดว่าพรุ่งนี้ทำงานอีกแค่วันเดียวก็จะได้พักผ่อนแล้ว เรี่ยวแรงจากไหนไม่รู้ก็พรั่งพรูออกมา รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอสดใสราวดอกไม้แรกแย้ม
“พี่เซียงเซียง พอแต่งงานไปแล้ว พี่คิดจะทำงานไหมคะ”
คำถามนั้นทำให้หยวนเซียงชะงักไปเล็กน้อย เรื่องงานน่ะเหรอ แน่นอนว่าเธออยากทำอยู่แล้ว แต่ว่า...
“ฉันเรียนมาน้อย จะไปหางานดีๆ ทำได้ยังไงกัน” เธอถามอย่างไม่มั่นใจ
“ได้สิคะ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” พอหลินเจาได้ยินว่าพี่เซียงเซียงอยากทำงาน เธอก็รู้สึกดีใจขึ้นมาทันที สำหรับผู้หญิงที่อยากจะยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ การมีงานที่สามารถเลี้ยงปากท้องได้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
“ตำแหน่งงานมีออกจะเยอะแยะไปค่ะ มันต้องมีสักที่แหละที่ไม่ต้องการวุฒิการศึกษา ครอบครัวของพี่เฟินเป็นชนชั้นแรงงานกันทั้งบ้าน เส้นสายต้องดีมากแน่ๆ ถ้าพวกเขาคิดจะช่วยพี่หางานให้ รับรองว่าหาได้ชัวร์” อย่างมากก็แค่ต้องยอมจ่ายเงินใต้โต๊ะนิดหน่อย
“พี่เซียงเซียง ถ้าบ้านหลี่เสนอว่าจะหางานให้ พี่ก็รับข้อเสนอของเขาไปเลยนะคะ อย่าไปคิดว่าเป็นหนี้บุญคุณเขา แล้วเผลอเอาเงินสินสอดหรือเงินเก็บก้นถุงที่ป้าใหญ่ให้มาไปยื่นให้เขาล่ะ นั่นไม่ได้เรียกว่าคนรู้จักบุญคุณนะ เขาเรียกว่าคนโง่ เงินสินสอดกับเงินเก็บก้นถุงน่ะพี่ต้องเก็บไว้ให้ดีๆ มันคือต้นทุนชีวิตที่พี่จะใช้รับมือกับความเสี่ยงทุกอย่างในอนาคต”
อันที่จริง หยวนเซียงก็คิดจะทำแบบนั้นอยู่เหมือนกัน เธอรู้สึกว่าบ้านหลี่ก็ให้สินสอดมาแล้ว ยังจะมาช่วยเรื่องงานอีก มันดูจะมากเกินไป
หลินเจาเป็นคนเดาใจคนเก่ง แค่เห็นหยวนเซียงเงียบไป เธอก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่
“แล้วเวลาพี่ไปทำงาน พี่ไม่ต้องออกแรงเหรอคะ หรือว่าเงินเดือนที่พี่หามาได้จะไม่เอามาใช้จ่ายในครอบครัวหรือยังไง”
“พี่ลองกลับไปคิดดูดีๆ นะคะ”
หลินเจาไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะกลัวจะทำให้อีกฝ่ายอึดอัด เธอได้พูดในสิ่งที่ควรพูดไปหมดแล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของหยวนเซียงเอง แต่ถ้าเป็นเธอละก็ ไม่มีวันคืนสินสอดให้เด็ดขาด ไม่ว่าจะในรูปแบบไหนก็ตาม
หยวนเซียงไม่ใช่คนหัวดื้อ เธอรู้ดีว่าเจาเจาหวังดีกับเธอ “เจาเจา เรื่องที่เธอพูด ฉันจะเก็บไปคิดให้ดีๆ เลยนะ ขอบใจมากจริงๆ”
“ไม่เป็นไรค่ะ แค่พี่ไม่หาว่าฉันพูดมากก็พอแล้ว”
ไม่นานนัก จักรยานก็มาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน เมื่อขี่เข้าไปได้ไม่ไกลนัก สายตาของหลินเจาก็พลันไปเห็นร่างเล็กป้อมของเด็กชายวัยขวบกว่าๆ นั่งอยู่บนรถไม้คันเล็กกลางถนนดิน สองขาสั้นๆ กำลังออกแรงยันพื้นให้รถไถลไปข้างหน้าอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ข้างกายมีสุนัขตัวใหญ่และตัวเล็กคอยเดินตามไม่ห่าง
พอเพ่งมองดีๆ ก็เห็นว่าเป็นซานไจ่ลูกชายของเธอนั่นเอง
ใบหน้าเล็กๆ ที่น่ารักน่าชังนั้นขึ้นสีแดงระเรื่อ ดวงตาสีดำที่ปกติจะดูนิ่งสงบ บัดนี้กลับทอประกายแห่งความสุขอย่างเต็มเปี่ยม เขายิ้มกว้างจนตาหยีเป็นสระอิ
เจ้าตัวเล็กเองก็เห็นแม่ที่ขี่จักรยานมาแต่ไกลเช่นกัน ดวงตาของเขาสว่างวาบขึ้นมาทันที เขาโบกมือเล็กๆ ทักทายแม่ ขาสั้นๆ ก็ยิ่งออกแรงถีบพื้นเร็วกว่าเดิม
“แม่”
“แม่”
เสียงเล็กๆ อู้อี้ดังขึ้น 2 ครั้ง ฟังดูน่ารักน่าเอ็นดูจนจินตนาการได้เลยว่าทั้งตัวของเจ้าหนูคงจะหอมกรุ่นไปด้วยกลิ่นนม
ร่างเล็กจิ๋วของเขานั่งอยู่บนรถไม้คันเล็ก ยิ่งทำให้เขาดูตัวเล็กน่าทะนุถนอมเข้าไปอีก ก้อนกลมๆ ที่กำลังเคลื่อนที่นั้นน่ารักจนใครเห็นก็ต้องเผลอยิ้มออกมา
หลินเจากระโดดลงจากจักรยานทันที ปังปังที่เห็นเหตุการณ์ก็รีบวิ่งเข้ามาอย่างรู้งาน ใบหน้าประดับรอยยิ้มกว้าง “อาสะใภ้สามครับ เดี๋ยวผมช่วยเข็นรถให้นะครับ”
เขาเพิ่งหัดขี่จักรยานเป็นได้ไม่นาน และกำลังอยู่ในช่วงติดงอมแงม ทุกวันเขาจึงมารออาสะใภ้สามกลับบ้านตรงเวลาเป๊ะเพื่อจะได้ยืมจักรยานไปขี่เล่น ซึ่งหลินเจาเองก็ใจกว้าง ไม่เคยหวงของกับคนในครอบครัวเลย แถมคนบ้านกู้ก็มีมารยาทดีมาก ทุกครั้งที่เอารถมาคืนก็จะเช็ดล้างจนสะอาดเอี่ยม ใส่ใจยิ่งกว่าเจ้าของตัวจริงอย่างเธอเสียอีก
“ซานไจ่ขี่รถเล่นเหรอครับ” หลินเจาใช้มือเช็ดเหงื่อบนหน้าผากให้ลูกชาย เด็กน้อยดื่มนมผงทุกวัน แม้แต่เหงื่อที่ออกมาก็ยังมีกลิ่นหอมหวานเหมือนขนม
“พ่อทำให้ไจ่” ซานไจ่ตบแปะๆ ที่หน้ารถไม้คันจิ๋วของเขา เสียงหวานใส
รถไม้คันนี้เป็นผลงานชิ้นเอกของกู้เฉิงหวย ไม้ทุกท่อนถูกขัดจนกลมมนไร้เสี้ยน นอกจากจะใช้งานได้จริงแล้ว เขายังไม่ลืมที่จะใส่ความสวยงามเข้าไปด้วย โดยทำตะกร้าหน้ารถเป็นรูปดวงตากลมโต ซึ่งข้างในนั้นมีพจนานุกรมเล่มโปรดของซานไจ่วางอยู่
หลินเจาลองลูบผิวรถดู มันเรียบลื่นไร้ที่ติจริงๆ
“พ่อของลูกทำรถไม้เป็นครั้งแรก แถมยังทำให้ลูกเป็นคนแรกด้วย ดีใจไหมครับ”
ซานไจ่พยักหน้าหงึกๆ รัวๆ เหมือนไก่จิกข้าว ในที่สุดเขาก็ได้แสดงความน่ารักไร้เดียงสาแบบเด็กๆ ในวัยเดียวกันออกมาเสียที
“อื้อๆ”
ต้าหวงเห็นเจ้านายยังไม่สนใจตัวเองก็เกิดอาการน้อยใจ มันเดินเข้ามาใช้หัวดุนขาของหลินเจา
“เห็นแล้วจ้ะ เห็นแล้วนะ”
หลินเจาหัวเราะพลางลูบหัวต้าหวง ก่อนจะก้มลงไปช้อนอุ้มเจ้าหู่โพที่กำลังพยายามปีนขาเธอขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน แล้วเกาคางให้มันเบาๆ ลูกสุนัขที่ตอนนี้ตัวอ้วนขึ้นเป็น 2 เท่าส่งเสียงครางในลำคออย่างมีความสุข
เธอเดินนำไปข้างหน้า ส่วนซานไจ่ก็ออกแรงสองขาบังคับรถไม้คันเก่งของเขาให้เคลื่อนตามไปติดๆ
“ซานไจ่ แล้วพี่ชายกับพี่สาวของลูกไปไหนกันแล้วล่ะครับ”
[จบบท]