บทที่ 235: เยี่ยมไข้ (1/2)
“พ่อครับ เมาตั้นกลับมาหรือยัง เขาต้องนอนค้างที่โรงพยาบาลไหมครับ แล้วต้องพักฟื้นกี่วัน พรุ่งนี้เขาจะออกมาเล่นกับพวกเราได้หรือเปล่า”
ตลอดเส้นทาง เอ้อร์ไจ่แทบไม่ได้หยุดปาก เขายิงคำถามใส่พ่อไม่หยุด
กู้เฉิงหวยที่รำคาญลูกชายคนรองเต็มทนจึงเร่งฝีเท้าก้าวฉับๆ ทิ้งให้เด็กชายทั้งสองคนอยู่ข้างหลังอย่างไม่ไยดี
เอ้อร์ไจ่ร้องโวยวายตามหลัง “พ่อ! รอด้วยสิครับ จะรีบไปไหนกัน อย่าทำซุปไก่หกนะ แม่ผมอุตส่าห์ตั้งใจทำสุดฝีมือ จะให้หกแม้แต่หยดเดียวก็ไม่ได้เด็ดขาด”
เด็กชายรีบวิ่งกระหืดกระหอบตามพ่อไปบนขาสั้นป้อมของตัวเอง
ต้าไจ่จึงตะโกนขึ้นบ้าง “พ่อครับ พ่อรู้จักบ้านเมาตั้นเหรอ เดินช้าลงหน่อยสิครับ เดี๋ยวผมกับเอ้อร์ไจ่นำทางให้เอง”
กู้เฉิงหวยยังคงรักษาระยะห่างกับลูกชายฝาแฝดอย่างพอเหมาะพอดี เพื่อให้แน่ใจว่าทั้งคู่อยู่ในระยะสายตา แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องทนฟังเสียงเจื้อยแจ้วของเอ้อร์ไจ่ให้ปวดหู
เมื่อเดินทางมาถึงบ้านสกุลหนิง เมาตั้นก็กลับจากโรงพยาบาลอำเภอเรียบร้อยแล้ว
กู้เฉิงหวยหันไปถามยายเฒ่าหนิง “อาการของเมาตั้นไม่น่าเป็นห่วงใช่ไหมครับ”
“หมอบอกว่าปอดมีเสียงนิดหน่อย เลยให้ยามา บอกว่าให้กินไปก่อน ถ้ามีอาการผิดปกติเมื่อไหร่ก็ให้รีบพาไปทันที” ยายเฒ่าหนิงตอบด้วยสีหน้าวิตกกังวล
“ถ้ามีอะไรด่วน ก็ให้คนไปส่งข่าวนะครับ เดี๋ยวผมจะพาเขาไปโรงพยาบาลเอง” กู้เฉิงหวยเคยได้ยินเรื่องราววีรกรรมของคนในบ้านหนิงผู้ล่วงลับมานับครั้งไม่ถ้วน คนผู้นั้นเปรียบเสมือนแรงบันดาลใจให้เขาเลือกเดินในเส้นทางอาชีพนี้ ดังนั้นเขาจึงเต็มใจที่จะดูแลครอบครัวของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี
พอได้ฟังคำพูดนั้น เส้นประสาทที่เคยตึงเครียดของยายเฒ่าหนิงก็คลายลง เธอยิ้มขอบคุณ “ขอบคุณน้ำใจของเธอมากนะ”
เมาตั้นไม่อยากอุดอู้อยู่แต่ในห้อง ตอนนี้เขาจึงออกมานอนเล่นบนเก้าอี้โยกตัวเก่าในลานบ้าน โดยมีผ้าห่มสีเทาผืนหนึ่งคลุมทับอยู่บนหน้าท้อง
เด็กชายไอออกมาสองสามครั้ง ก่อนจะเอ่ยขอบคุณกู้เฉิงหวย “แค่กๆ ขอบคุณครับลุงเฉิงหวย”
เอ้อร์ไจ่ทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งเตี้ยๆ ข้างๆ เมาตั้นอย่างถือวิสาสะ ดวงตาฉายแววเป็นห่วง “เมาตั้น ไปโรงพยาบาลโดนคุณหมอเจาะเลือดหรือเปล่า”
“ไม่โดนนี่” เมาตั้นส่ายหน้าปฏิเสธ “หมอเขาแค่เอาของเย็นๆ มาแตะๆ ที่ตัวฉันน่ะ” เขาพยายามอธิบายอย่างสุดความสามารถ
แต่เอ้อร์ไจ่กลับยิ่งฟังยิ่งงง
ส่วนต้าไจ่ที่ไม่ได้นั่งลงด้วยนั้น เขายืนอยู่ข้างๆ พร้อมกับช่วยดึงผ้าห่มให้เมาตั้นขึ้นมาจนถึงอก “เมาตั้น แม่ฉันตุ๋นซุปไก่แล้วฝากให้พวกเราเอามาให้นายน่ะ รีบดื่มซะนะ พรุ่งนี้นายจะได้หายไวๆ”
ยายเฒ่าหนิงถึงกับเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ “ซุปไก่อย่างนั้นเหรอ”
กู้เฉิงหวยกล่าวอย่างใจเย็น “ครับ ภรรยาผมบอกว่าเมาตั้นต้องบำรุงร่างกายสักหน่อย คุณยายครับ รบกวนไปหยิบชามมาทีได้ไหมครับ”
“ภรรยาของเธอช่างมีน้ำใจจริงๆ” ยายเฒ่าหนิงไม่ได้เกรงใจ เธอหันหลังเดินเข้าห้องครัวเพื่อไปหยิบชามออกมา
หลานชายของเธอต้องเผชิญกับความยากลำบากมามาก เธอก็อยากให้เขาได้กินของดีๆ กับเขาบ้างเหมือนกัน
กู้เฉิงหวยเทซุปไก่ร้อนๆ ลงในชามของบ้านหนิงจนเกือบเต็ม ปริมาณเนื้อไก่ที่ได้ก็ไม่ใช่น้อยๆ แถมกลิ่นหอมของมันยังยั่วน้ำลายเสียจนท้องร้อง
ทันใดนั้นยายเฒ่าหนิงก็ได้กลิ่นโสม เธอถึงกับชะงักไป “นี่มันโสมนี่นา”
คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่สำหรับเธอที่คุ้นเคยกับกลิ่นนี้มาตั้งแต่เด็ก จมูกของเธอไม่มีทางพลาดเด็ดขาด
“ก็แค่รากฝอยไม่กี่เส้นเท่านั้นครับ” กู้เฉิงหวยตอบตามที่ภรรยาบอก
พอคิดถึงตอนที่เจาเจาบ่นอุบอิบว่าเธอตั้งใจทำซุปหม้อนี้เพื่อบำรุงร่างกายให้เขาโดยเฉพาะ ส่วนเมาตั้นน่ะแค่พลอยได้อานิสงส์ไปด้วยเท่านั้น เขาก็อดที่จะยกยิ้มขึ้นมาไม่ได้
ความรู้สึกนี้มันช่างหอมหวานเสียจริง
“แค่รากฝอยก็เป็นของล้ำค่าแล้ว” ยายเฒ่าหนิงรับน้ำใจครั้งนี้ไว้ “ถ้างั้นฉันขอรับไว้แทนเมาตั้นนะ ยังไงก็ฝากขอบคุณภรรยาของเธอด้วยล่ะ”
กู้เฉิงหวยไม่ได้อยู่รบกวนนานนัก เขาเรียกฝาแฝดให้กลับบ้าน จากนั้นพ่อลูกทั้งสามชีวิตก็พากันเดินจากไป
“มาเถอะเมาตั้น เดี๋ยวมาให้ย่าป้อนนะ ของแบบนี้ต้องดื่มตอนร้อนๆ ในนี้มีโสมอยู่ด้วยนะ ดีต่อร่างกายของหลานมากเลย ทำได้อร่อยจริงๆ ถ้าเพียงแต่ย่าจะทำอาหารเก่งแบบนี้บ้างนะ ป่านนี้คงเลี้ยงเมาตั้นของย่าให้อ้วนท้วนขาวใสไปแล้ว” ยายเฒ่าหนิงอดไม่ได้ที่จะน้อยใจในฝีมือทำอาหารของตัวเอง
“ไม่เป็นไรเลยครับย่า” เมาตั้นกลับไม่ใส่ใจ “รอให้ผมโตกว่านี้ก่อน เดี๋ยวผมจะหัดทำอาหารเอง แล้วก็จะเลี้ยงทั้งตัวเองแล้วก็ย่าให้อ้วนท้วนสมบูรณ์เลยคอยดู”
คำพูดของหลานชายทำให้หัวใจของยายเฒ่าหนิงอบอุ่นขึ้นมาทันที
เธอหาช้อนคันเล็กมาตักน้ำซุปหอมกรุ่นป้อนถึงปากหลานชายคำแล้วคำเล่า
เมาตั้นเป็นเด็กชายที่รู้จักพึ่งพาตัวเองมาแต่ไหนแต่ไร เขาจึงไม่ชินกับการถูกป้อนอาหาร เด็กชายรับช้อนมาตักซุปดื่มเอง และทันทีที่รสชาติสัมผัสปลายลิ้น ดวงตาของเขาก็พลันสว่างวาบราวกับมีใครมาจุดตะเกียง
อร่อยเหาะไปเลย!
นี่มันคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต!
หลังจากดื่มไปได้ไม่กี่คำ แก้มใสๆ ของเขาก็เริ่มแดงระเรื่อขึ้นมา
“คุณป้าหลินทำอาหารอร่อยสุดยอดไปเลยครับย่า รอผมหายดีก่อนนะ ผมจะไปขอเรียนวิชาทำอาหารกับคุณป้าหลิน แล้วจะกลับมาทำให้ย่ากินบ่อยๆ เลย” เมาตั้นยังคงจดจำคำสั่งเสียของปู่ก่อนตายได้อย่างแม่นยำ เขาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องดูแลย่าให้ดีที่สุด
ยายเฒ่าหนิงยิ้มรับคำสัญญาจากหัวใจดวงน้อยของหลานชาย “ได้เลยจ้ะ ย่าจะรอนะ”
การที่ได้เห็นหลานชายกินอย่างมีความสุขก็ทำให้เธอเบาใจไปมากโข อย่างน้อยการที่เด็กกินได้ก็แปลว่าอาการไม่ได้น่าเป็นห่วงแล้ว
เมาตั้นดื่มซุปไก่ไม่หมด เขาตั้งใจแบ่งให้ยายเฒ่าหนิงครึ่งชามอย่างแข็งขัน และแม้ว่าเธอจะพยายามเก็บไว้ให้เขาดื่มต่อก็ไม่เป็นผล เด็กคนนี้ช่างดื้อรั้นเสียจริง
แต่โชคยังดีที่บ้านกู้ให้ซุปมาเยอะมากพอให้สองย่าหลานได้แบ่งกันดื่มอย่างถ้วนหน้า โดยไม่มีใครต้องรู้สึกว่าตัวเองขาดตกบกพร่อง
เมื่อกู้เฉิงหวยพาลูกชายฝาแฝดกลับถึงบ้าน โต๊ะอาหารขนาดใหญ่ก็ถูกตั้งรอไว้กลางลานบ้านเรียบร้อยแล้ว บนโต๊ะอัดแน่นไปด้วยอาหารนานาชนิดที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายโชยมาแตะจมูก ม้านั่งไม้ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ รอเพียงการกลับมาของพวกเขาสามคนพ่อลูกเท่านั้น
“กลับมากันแล้วเหรอ มาได้จังหวะพอดีเลย รีบมานั่งเร็วเข้า มีเรื่องอะไรไว้กินข้าวเสร็จค่อยว่ากัน” พ่อกู้เอ่ยขึ้นก่อนจะนั่งลงเป็นคนแรก พร้อมกับกวักมือเรียกให้สมาชิกรุ่นหลานในบ้านเข้ามานั่งด้วยกัน
จากนั้นสมาชิกครอบครัวกู้จึงทยอยนั่งลงและเริ่มรับประทานอาหารมื้อค่ำ
ซุปไก่มีปริมาณจำกัด สำหรับครอบครัวใหญ่ขนาดนี้ย่อมไม่เพียงพอสำหรับทุกคนอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงถูกแบ่งให้แค่พ่อกู้และแม่กู้ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่สุดในบ้าน ตามด้วยสองสามีภรรยาจากบ้านสาม และปิดท้ายด้วยบรรดาเด็กๆ ทั้งรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่ของบ้านกู้ เพียงเท่านี้ก็หมดเกลี้ยงหม้อแล้ว
ส่วนคนอื่นๆ อย่างเช่นกู้หย่วนซานและภรรยาต่างก็ไม่ได้รู้สึกน้อยใจที่ไม่มีซุปไก่ให้ดื่ม เพราะแค่ได้กินไก่ตุ๋นซีอิ๊วก็ถือว่าวิเศษแล้ว แม้แต่มันฝรั่งที่ตุ๋นอยู่ในนั้นยังชุ่มฉ่ำไปด้วยรสชาติของเนื้อ หอมอร่อยจนวางตะเกียบไม่ลง
ไหนจะยังมีเลือดไก่อีกอย่าง ที่ก็อร่อยไม่แพ้กัน
กู้เฉิงหวยตักซุปไก่เข้าปากไปหนึ่งคำ รสชาติที่ทั้งกลมกล่อมและหอมกรุ่นทำให้เขาต้องเอ่ยปากชมทันที “หอมมากครับ”
“ถ้าคุณชอบ ไว้มีโอกาสฉันจะทำให้กินอีกนะคะ” หลินเจาหันไปส่งยิ้มหวานให้เขา
เอ้อร์ไจ่ที่กำลังเพลิดเพลินกับการแทะปีกไก่จนปากมันเยิ้ม เอียงตัวมาหาแม่แล้วฉีกยิ้มกว้าง “แม่ครับ ผมก็ชอบเหมือนกัน!”
“ได้เลยจ้ะ ไว้มีโอกาสแม่จะทำให้พวกหนูกินอีกนะ” หลินเจารับคำ
“แม่ครับ คุณยายเก่งที่สุดในโลกเลย” สายตาของเอ้อร์ไจ่ทอประกายแห่งความชื่นชม “ถ้าผมเก่งได้สักครึ่งของคุณยายนะ บ้านเราคงได้กินเนื้อกันทุกมื้อไปแล้ว”
คำพูดของเอ้อร์ไจ่ทำให้ผู้ใหญ่ในบ้านต่างก็เอ็นดูในความคิดของเด็กชาย สายตาที่ทุกคนมองมายังเขาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หลินเจาเอื้อมมือไปลูบหลังของเอ้อร์ไจ่เบาๆ “นั่งตัวตรงๆ สิลูก นั่งเอียงแบบนั้นเดี๋ยวก็หงายหลังตกเก้าอี้หรอก”
เธอรอจนกระทั่งลูกชายนั่งเรียบร้อยแล้วจึงอธิบายต่อ “การล่าสัตว์ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะลูก ยิ่งตอนนี้กองพลการผลิตก็เข้มงวดมากด้วย เนื้อสัตว์ที่บ้านของคุณตากับคุณยายก็เลยมีไม่เยอะหรอก”
เพราะหากล่าสัตว์ตัวใหญ่มาได้แล้วมีคนมาเห็นเข้า ก็จะต้องนำไปส่งมอบให้กับกองพลการผลิตเพื่อแบ่งปันให้กับสมาชิกคอมมูนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
ดังนั้นหมูป่าตัวที่แม่ของเธอเพิ่งขายไปนั้น จึงต้องถูกลักลอบขนส่งออกไปอย่างเงียบๆ แน่นอน
เอ้อร์ไจ่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “เฮ้อ การจะได้กินเนื้อสักคำนี่มันช่างยากเย็นแสนเข็ญจริงๆ เลยนะครับ”
กู้เฉิงหวยเหลือบมองลูกชายด้วยหางตา “ที่บ้านนี่ขาดแคลนเนื้อให้ลูกกินหรือไง”
“เจ้าเด็กไม่รู้จักพอเอ๊ย” คุณพ่อตัวจริงอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำ
สมัยที่เขายังเด็ก อย่าว่าแต่เนื้อเลย แค่ไข่ไก่สักฟองยังแทบจะไม่ได้ลิ้มรส ที่เขาสามารถเติบโตจนสูงใหญ่ได้ขนาดนี้ ล้วนเป็นเพราะพรสวรรค์ส่วนตัวโดยแท้
เจ้าเด็กคนนี้ได้กินเนื้อดีๆ ทุกสองสามวันแท้ๆ แต่ก็ยังไม่รู้จักพอใจอีก
อย่าได้ดูถูกว่าเอ้อร์ไจ่ยังเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ เพราะลีลาการใช้ตะเกียบของเขานั้นคล่องแคล่วว่องไวยิ่งนัก เด็กชายคีบเนื้อไก่ชิ้นโตเข้าปาก เคี้ยวเพียงไม่กี่ครั้งก็กลืนลงคอ ก่อนจะสวนกลับพ่อของตนว่า “ก็ใครบ้างล่ะครับที่จะบ่นว่ามีเนื้อให้กินเยอะเกินไป”
กู้เฉิงหวยถึงกับจุกจนพูดไม่ออก
เขาจึงแกล้งขู่ลูกชาย “งั้นเอาอย่างนี้ไหม เดี๋ยวพ่อจะส่งลูกไปอยู่บ้านอื่นสักสองสามวัน”
“แม่ไม่มีทางยอมให้ผมไปหรอกน่า! ถ้าพ่อกล้าส่งผมไปอยู่ที่อื่นนะ แม่ต้องข่วนพ่อจนหลังลายแน่ๆ” เอ้อร์ไจ่เชิดหน้าพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ
หลินเจาถึงกับจนปัญญา “สหายกู้เอ้อร์ไจ่ เลิกพูดมากได้แล้ว รีบกินข้าวของเธอเข้าไปเลยนะ”
ขนาดต้าไจ่เองยังรู้สึกว่าน้องชายของเขาช่างน่ารำคาญเสียจริง เขาจึงคีบเนื้อไก่ชิ้นหนึ่งยัดเข้าไปในปากของอีกฝ่ายเพื่อตัดความรำคาญ
ภาพที่เห็นนั้นทำให้ทุกคนบนโต๊ะอาหารต่างก็พากันหัวเราะออกมาพร้อมกัน
[จบบท]