บทที่ 236: เยี่ยมไข้ (2/2)
ฝาแฝดชายหญิงตัวน้อยนั่งอย่างสบายอารมณ์อยู่ในรถไม้คันเล็ก ทั้งคู่กำลังเอร็ดอร่อยกับโจ๊กแป้งฝีมือคุณย่าจนใบหน้าเล็กๆ เปื้อนเปรอะไปหมด
รถเข็นไม้คันนี้เป็นผลงานของกู้เฉิงหวยอีกเช่นกัน หลังจากที่เขาเห็นว่าหลินเจาป้อนอาหารให้ลูกๆ ไม่ค่อยถนัด เขาจึงลงมือสร้างเก้าอี้กินข้าวเด็กขนาดกะทัดรัดที่ออกแบบมาให้พอดีกับความสูงของเด็กน้อยทั้งสองโดยเฉพาะ
และเจ้าเก้าอี้ตัวนี้ก็ช่วยแบ่งเบาภาระของเธอไปได้มากโข
เมื่อเห็นพี่ชายคนโตกำลังดุพี่ชายคนรอง ฝาแฝดทั้งสองก็พากันหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ
เอ้อร์ไจ่รู้สึกเสียหน้าอยู่ไม่น้อย จึงเลิกต่อปากต่อคำแล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวของตัวเองอย่างสงบเสงี่ยม
ส่วนเด็กโตคนอื่นๆ อย่างปังปัง ต่างก็ตั้งหน้าตั้งตากินอย่างเดียวโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามองใคร ไม่มีอารมณ์จะพูดคุยกับใครทั้งสิ้น
เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ลานบ้านเล็กๆ ของครอบครัวกู้ก็ยังคงอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุขและเสียงหัวเราะ แม้กระทั่งต้าหวงและหู่โพก็ยังมีกระดูกให้แทะ สุนัขสองตัวทั้งใหญ่และเล็กต่างก็พร้อมใจกันกระดิกหางเร็วรี่จนแทบจะกลายเป็นใบพัด
ในขณะเดียวกัน เพื่อนบ้านทั้งสองฝั่งของบ้านกู้กลับทำได้เพียงมองหมั่นโถวผักป่าแข็งๆ ในมือ แล้วรู้สึกว่ามันช่างฝืดคอและกลืนลงไปได้ยากเย็นเหลือเกิน
ผู้ใหญ่ยังพอจะข่มใจให้หาความสุขท่ามกลางความทุกข์ยากได้ แต่สำหรับเด็กๆ ที่ยังไม่เดียงสา พวกเขาไม่สามารถอดทนได้แม้แต่วินาทีเดียว เสียงร้องไห้กระจองอแงอยากกินเนื้อดังระงมไปทั่ว พร้อมกับหยาดน้ำตาเม็ดโตที่ไหลอาบแก้ม
“หนูอยากกินเนื้อ ฮือๆๆ พ่อจ๋า หนูอยากกินเนื้อ”
คนเป็นพ่อได้แต่คิดในใจว่าตัวเขาเองก็อยากกินเนื้อใจจะขาด แต่จะไปหาตั๋วปันส่วนเนื้อกับเงินมาจากไหนกันเล่า
“หุบปากนะ! ถ้าร้องอีกแม้แต่คำเดียวก็ไม่ต้องกินมันแล้ว”
“คุณจะไปตะคอกใส่ลูกทำไมกัน!” คนเป็นแม่ทนเห็นสามีดุลูกไม่ไหว เธอหยิกแขนสามีไปหนึ่งที ก่อนจะหันไปปลอบลูกชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่ร้องนะลูกนะ ไม่ร้อง พรุ่งนี้แม่จะลองไปถามไถ่ดูว่าพอจะหาตั๋วปันส่วนเนื้อได้ไหม ถ้าหามาได้นะ แม่จะซื้อเนื้อมาสักสองสามขีด แล้วห่อเกี๊ยวอร่อยๆ ให้ลูกกินนะ”
เด็กชายหยุดร้องไห้เป็นปลิดทิ้ง เขาหัวเราะออกมาทั้งๆ ที่ยังมีคราบน้ำตาเปรอะอยู่บนใบหน้า “จริงเหรอครับแม่”
“จริงสิจ๊ะ!” หญิงสาวใช้หลังมือเช็ดน้ำตาให้ลูกชายลวกๆ “ดูสิ ร้องไห้จนหน้ามอมเหมือนลูกแมวไม่มีผิดเลยนะเรา”
แม้ปากจะเอ็ด แต่ในใจกลับเจ็บปวดรวดร้าว อย่าว่าแต่เด็กเลยที่โหยหา แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างพวกเขาก็ยังอยากลิ้มรสชาติของเนื้อใจจะขาด หลังจากที่ไม่ได้ตกถึงท้องมานานกว่า 3 เดือนแล้ว
เด็กชายกลับมาร่าเริงอีกครั้ง เขาสูดกลิ่นอาหารหอมกรุ่นที่ลอยมาจากบ้านข้างๆ เข้าไปเต็มปอด ก่อนจะเริ่มกินข้าวในชามของตัวเองอย่างว่าง่าย
เพราะการไม่กินนั้นเป็นไปไม่ได้ ขืนปล่อยให้ท้องว่าง ท้องก็จะร้องประท้วงไม่หยุด และตอนกลางคืนก็จะข่มตาหลับไม่ลง
ภาพเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นในอีกหลายๆ ครอบครัว
ในยุคเศรษฐกิจแบบวางแผนที่ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด การจะได้กินเนื้อสักชิ้นนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับคนในเมืองหลวง นับประสาอะไรกับชาวบ้านในชนบท
ณ บ้านสกุลกู้
หลังจากที่ทุกคนในครอบครัวรับประทานอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อย หวงซิ่วหลันและจ้าวลิ่วเหนียงก็ช่วยกันเก็บกวาดห้องครัวจนสะอาดเอี่ยม
พ่อกู้กวาดสายตามองไปรอบๆ เมื่อเห็นว่าสมาชิกทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า “ชื่อของหลานๆ พ่อตั้งให้เรียบร้อยหมดแล้วนะ”
ไหลเม่ยดูจะตื่นเต้นกว่าใครเพื่อน เขารีบวิ่งเข้าไปหาปู่ ดวงตาสองข้างเป็นประกายระยิบระยับ “ปู่ครับ! ผมชื่ออะไรเหรอครับ”
“พี่ชายของแกชื่อ กู้ซิงเหย่ ดังนั้นชื่อของแกก็จะคล้องจองกัน คือ กู้ซิงฉือ ส่วนอวี๋อวี๋น้องสาวคนเล็ก ชื่อ กู้อวี๋” พ่อกู้ประกาศ
ต้าไจ่เองก็ตั้งตารอคอยชื่อจริงของตัวเองอย่างใจจดใจจ่อ “แล้วของผมล่ะครับปู่”
“แกชื่อ กู้จืออวี้” และก่อนที่เอ้อร์ไจ่กับคนอื่นๆ จะทันได้เอ่ยปากถาม พ่อกู้ก็ยิ้มแล้วกล่าวต่อ “ส่วนเอ้อร์ไจ่ชื่อ กู้จือเหิง ซานไจ่ชื่อ กู้จือเชียน และซื่อไจ่ชื่อ กู้จือเหยา”
เขาอ่านชื่อทั้งหมดจากกระดาษที่ถืออยู่ในมือ สมาชิกครอบครัวกู้ทุกคน ไม่ว่าจะอ่านหนังสือออกหรือไม่ ต่างก็พากันกรูเข้ามามุงดูตัวอักษรบนกระดาษแผ่นนั้นอย่างสนอกสนใจ
เมื่อหลินเจาได้เห็นรายชื่อทั้งหมด มุมปากของเธอก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ
เป็นอย่างที่เธอคิดไว้ไม่มีผิด การมอบหมายหน้าที่สำคัญนี้ให้พ่อสามีเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดแล้ว ชื่อแต่ละชื่อช่างไพเราะและมีความหมายดีงามเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็น อวี้, เหิง, เชียน หรือ เหยา ล้วนเป็นตัวอักษรที่เปี่ยมไปด้วยความหมายอันเป็นมงคลทั้งสิ้น
เถี่ยตั้นเห็นว่ายังไม่ถึงคิวของตัวเองเสียทีก็ร้อนใจจนอยู่ไม่สุข เขากระโดดเหยงๆ พลางชี้มาที่ตัวเอง “ปู่ครับ! ปู่! ยังมีผมอีกคนนะ แล้วชื่อของผมล่ะครับ”
“เถี่ยตั้นชื่อ กู้จือสิง ส่วนเถี่ยฉุยชื่อ กู้จือหลี่” พ่อกู้กล่าวปิดท้าย
ไหลเม่ยพอใจกับชื่อใหม่ของตัวเองมาก แต่ก็ยังมีเรื่องหนึ่งที่เขาสงสัย “ปู่ครับ ทำไมชื่อของพวกเอ้อร์ไจ่ถึงขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘จือ’ เหมือนกันหมดเลยล่ะครับ แต่ของผมกลับเป็นคำว่า ‘ซิง’ แทน”
“ก็เพราะว่าชื่อของแกต้องตั้งให้คล้องจองกับพี่ชายของแกน่ะสิ ชื่อของพี่แกถูกแจ้งเกิดไปเรียบร้อยแล้ว เราเลยต้องตั้งให้มันสอดคล้องกันไปแบบนี้” พ่อกู้อธิบายให้หลานชายฟังอย่างใจเย็น
ส่วนเหตุผลที่เขาเลือกใช้คำว่า ‘จือ’ (知) ซึ่งแปลว่าความรู้นั้น เป็นเพราะเขาเชื่อมั่นว่าความรู้คือพลังอำนาจ เขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลานๆ ทุกคนของเขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ที่มีความรู้ มีการศึกษา และสามารถก้าวเดินออกไปสู่โลกกว้างได้อย่างสง่างาม
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง” เมื่อไหลเม่ยเข้าใจเหตุผลแล้ว เขาก็ไม่มีข้อกังขาใดๆ อีกต่อไป
เด็กชายประกาศก้อง “นับจากนี้ไป ผมชื่อกู้ซิงฉือ ส่วนชื่อไหลเม่ยน่ะ กลายเป็นตำนานไปแล้ว!”
เอ้อร์ไจ่รีบสนับสนุนพี่ชายอย่างเต็มที่ “ได้เลย! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมจะไม่เรียกพี่ว่าพี่ไหลเม่ยแล้ว แต่จะเรียกพี่ซิงฉือแทน!”
“ฉลาดมากน้องพี่!” ไหลเม่ย หรือ กู้ซิงฉือ นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เอ่ยชมอย่างภาคภูมิใจ
เอ้อร์ไจ่พูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ส่วนชื่อของผม กู้จือเหิง มันออกเสียงยากชะมัดเลย ไม่รู้ว่าจะเขียนยากด้วยหรือเปล่านะครับ ถ้าเขียนยากล่ะก็ อนาคตตอนไปสอบ แค่เขียนชื่อตัวเองก็คงกินเวลาไปตั้งนาน คิดดูแล้วขาดทุนเห็นๆ เลย”
พ่อกู้ถึงกับนิ่งไป “...” ฟังดูก็มีเหตุผล
หรือควรจะตั้งชื่อให้ว่า ‘กู้อี’ ดีนะ?
แต่ว่า...
แค่ตัวอักษรแซ่ ‘กู้’ อย่างเดียวก็มีจำนวนขีดเยอะอยู่แล้ว แถมยังไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงนามสกุลที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ได้ตามใจชอบอีก
“ชื่อ ‘กู้จืออวี้’ ของต้าไจ่ ตัวอักษร ‘อวี้’ มีความหมายว่ามีไหวพริบปฏิภาณดีและมีความรู้กว้างขวาง ส่วนชื่อ ‘กู้จือเหิง’ ของเอ้อร์ไจ่ ตัวอักษร ‘เหิง’ มีความหมายว่าอ่อนโยนและแน่วแน่ไม่ย่อท้อ...” หลินเจาค่อยๆ อธิบายความหมายของชื่อแต่ละคนให้ลูกๆ ฟัง “แม่คิดว่าชื่อที่คุณปู่ตั้งให้ไพเราะมากเลยนะ ความหมายก็ดีมากๆ ด้วย”
คำอธิบายของแม่ทำให้เอ้อร์ไจ่หมดคำจะโต้แย้ง
เด็กชายเดินอ้อมไปด้านหลังของพ่อกู้ แล้วใช้มือเล็กๆ ทั้งสองข้างนวดบ่าให้ปู่ของเขาอย่างเอาใจ “ขอบคุณนะครับคุณปู่ที่ตั้งชื่อเพราะๆ ให้ผม ผมชอบมากเลยครับ คุณปู่คงจะเหนื่อยแย่เลย”
เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงนวดที่บ่า พ่อกู้ก็หรี่ตาลงอย่างมีความสุข ริ้วรอยที่หางตาแผ่ขยายออกราวกับพัดที่กางออก
เขารู้สึกว่าความเหนื่อยทั้งหมดมันคุ้มค่าแล้วจริงๆ
“ปู่ไม่เหนื่อยหรอก แค่พวกหลานชอบก็พอแล้ว”
ต้าไจ่วิ่งไปหาหลินเจา “แม่ครับ ตอนนี้ผมมีสองชื่อแล้ว ต่อไปนี้แม่จะเรียกผมว่าอะไรเหรอครับ จะเรียกจืออวี้ หรือว่า ต้าไจ่”
นั่นเป็นปัญหาที่น่าคิดเหมือนกัน
หลินเจาจึงโยนคำถามกลับไปให้ลูกชาย “แล้วลูกล่ะคิดว่ายังไง อยากให้แม่เรียกว่าอะไร”
ต้าไจ่ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
หลังจากใช้เวลาครุ่นคิดอยู่นาน เขาก็ตัดสินใจได้ในที่สุด “แม่เรียกชื่อจริงของพวกเราเถอะครับ อีกไม่นานพวกเราก็จะเข้าโรงเรียนกันแล้ว”
แต่แล้วก็อดนึกถึงความรู้สึกอบอุ่นหัวใจทุกครั้งที่แม่เรียกชื่อเล่นของเขาไม่ได้ เด็กน้อยจึงพูดเสริมขึ้นมา “แต่ถ้าแม่เรียกผมว่าต้าไจ่ ผมก็จะขานรับเหมือนเดิมนะครับ”
“...”
หลินเจาเห็นความลังเลใจของลูกชาย จึงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจ “งั้นเรียกชื่อจริงกันดีกว่านะ ไม่อย่างนั้นก็เหมือนกับว่าอุตส่าห์ตั้งชื่อมาแล้วก็ไม่ได้ใช้น่ะสิ”
แค่ดูอย่างปังปังเป็นตัวอย่างก็รู้แล้ว ชื่อ ‘ซิงเหย่’ ทั้งไพเราะทั้งความหมายดี แต่กลับแทบไม่มีใครเรียกเลย ทุกคนต่างก็เรียกแต่ปังปังกันทั้งนั้น
ต้าไจ่เริ่มกังวล “แม่ครับ แล้วแม่จะจำชื่อของผมกับน้องๆ สลับกันไหมครับ”
หลินเจาใช้นิ้วมือบีบสันจมูกตัวเองเบาๆ อย่างจนใจ “มันจำยากขนาดนั้นเลยเหรอ ลูกชื่อจืออวี้ เอ้อร์ไจ่ชื่อจือเหิง ซานไจ่ชื่อจือเชียน ส่วนซื่อไจ่ชื่อจือเหยาไง”
“ถ้าแม่จำได้ก็ดีแล้วครับ” ต้าไจ่ดูเหมือนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
จากนั้นเขาก็หันไปมองกู้เฉิงหวย “พ่อครับ พ่อก็จำได้แล้วใช่ไหมครับ”
“...จำได้แล้ว”
เมื่อได้ยินคำยืนยันจากพ่อ ต้าไจ่ถึงจะวางใจได้อย่างแท้จริง
เอ้อร์ไจ่ที่นวดให้ปู่จนเริ่มง่วงนอน เขาหยุดมือลงแล้วเงยหน้าขึ้นมองหลินเจาด้วยดวงตาสีดำขลับเป็นประกาย
“แม่ครับ งั้นต่อไปนี้แม่ก็จะเรียกผมว่าจือเหิงเหรอครับ” เขารู้สึกว่าชื่อนี้มันฟังดูห่างเหินไปหน่อย คิ้วเล็กๆ ขมวดมุ่นอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์
มีหรือที่คนเป็นแม่จะดูไม่ออกว่าลูกในไส้กำลังคิดอะไรอยู่
“แม่จะเรียกลูกว่า ‘เหิงเป่า’ เรียกพี่ชายลูกว่า ‘อวี้เป่า’ เรียกน้องชายลูกว่า ‘เชียนเป่า’ ส่วนน้องสาวลูกก็จะเรียกว่า ‘เหยาเป่า’ เพราะพวกลูกทุกคนคือ ‘เป่าเป้ย’ หรือของล้ำค่าของพ่อกับแม่ยังไงล่ะ”
เด็กน้อยที่ปกติจะทำตัวเป็นเด็กแก่แดดหน้าหนาอยู่เสมอ กลับมีท่าทีเขินอายขึ้นมาเสียอย่างนั้น แต่ในดวงตากลับเปล่งประกายแห่งความสุขออกมาอย่างปิดไม่มิด
“ตกลงเลยครับ!” เขาตอบรับเสียงดังฟังชัด
ต้าไจ่เองก็เห็นดีเห็นงามด้วย เขาฉีกยิ้มกว้างจนปากแทบจะฉีกถึงใบหู
อวี้เป่า
เขาคือของล้ำค่าของแม่
ดวงตาของเอ้อร์ไจ่เป็นประกายระยิบระยับ เขาหันไปมองสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว “คุณปู่ครับ คุณย่าครับ ลุงใหญ่ ป้าสะใภ้ใหญ่”
หลังจากที่ไล่เรียกชื่อทุกคนจนครบ เขาก็เอ่ยปากขอ “ต่อไปนี้ทุกคนเรียกผมว่า ‘เหิงเป่า’ ได้ไหมครับ”
แม่กู้ถูกความน่ารักของหลานชายโจมตีจนใจละลาย “ได้สิจ๊ะ ย่าจะเรียกเหิงเป่าของเราแบบนี้เลยนะ”
ว่าแล้วเธอก็นำไปใช้ในทันที!
เถี่ยฉุยรีบพูดขึ้นมาบ้าง “ถ้างั้นผมก็ต้องชื่อ ‘หลี่เป่า’ น่ะสิครับ”
เถี่ยตั้นรู้สึกว่ามันดูเป็นเด็กๆ เกินไป จึงไม่ได้พูดตามอย่างคนอื่น
เจ้าพวกเด็กไม่รู้จักโตเอ๊ย หึ
และทันทีที่เด็กๆ มีชื่อจริงเป็นของตัวเอง พวกเขาก็ไม่สามารถนั่งนิ่งๆ อยู่ในบ้านได้อีกต่อไป ทั้งหมดพากันวิ่งกรูกันออกจากบ้านเพื่อไปประกาศชื่อใหม่ของตัวเองให้ชาวบ้านได้รับรู้
เพียงชั่วพริบตาเดียว คนทั้งหมู่บ้านก็รู้กันหมดแล้วว่าบรรดาเด็กๆ แห่งบ้านสกุลกู้มีชื่อจริงเป็นของตัวเองกันแล้ว!
[จบบท]