บทที่ 238: ปานรูปใบไม้ (2/2)
“ทำไมทำตัวเหมือนเด็กไปได้ครับ” กู้เฉิงหวยหัวเราะเบาๆ พลางใช้นิ้วมือที่แกร่งกร้านจากรอยด้านลูบไล้ปลายคางของเธออย่างแผ่วเบา นัยน์ตาสีดำลุ่มลึกทอประกายอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ
หลินเจาส่งเสียงฮึ่มฮั่มในลำคอแต่ไม่ได้พูดอะไร ในใจก็นึกค่อนขอด ‘ชอบให้เข้าใกล้จะตายไป ยังจะมาแกล้งทำเป็นฟอร์มจัดอีก’
“ยังปวดเมื่อยอยู่หรือเปล่า” กู้เฉิงหวยเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“สบายขึ้นเยอะแล้วค่ะ” ดวงตาของหลินเจาสดใสเป็นประกายระยิบระยับ
ขณะที่สองสามีภรรยากำลังคลอเคลียกันอย่างหวานชื่น ประตูก็ถูกผลักเปิดออก ปรากฏร่างเล็กๆ ของเด็กๆ ทั้งสี่คนเดินเรียงแถวกันเข้ามาในห้อง
หลินเจาแกล้งทำเป็นไม่สนใจ ส่วนกู้เฉิงหวยยิ่งไม่มีทางยอมเลื่อนศีรษะของภรรยาออกจากตักเป็นอันขาด พวกเขาเป็นสามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายเสียหน่อย เขาจึงทำทีเป็นไม่เห็นลูกๆ แล้วยกมือขึ้นนวดศีรษะให้ภรรยาสุดที่รักต่อไป
“เล่นกันเสร็จแล้วเหรอลูกๆ” หลินเจาหันไปมองเด็กน้อยทั้งสี่
อวี้เป่าเหลือบมองพ่อกับแม่แวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล “แม่ปวดหัวเหรอครับ”
“นิดหน่อยจ้ะ” หลินเจาไม่ได้ปฏิเสธ “คงเพราะอากาศร้อนน่ะ”
เมื่อเห็นแววตาของลูกชายคนโตฉายแววกังวลมากขึ้น แถมเจ้าแฝดเล็กเชียนเป่ากับเหยาเป่าก็ยังรีบเข้ามาช่วยบีบนวดขาให้ หัวใจของเธอก็พลันอ่อนยวบลงด้วยความเอ็นดู เธอจึงลูบใบหน้าเล็กๆ ของฝาแฝดชายหญิงอย่างรักใคร่
“เดี๋ยวนอนพักสักคืน พรุ่งนี้เช้าก็หายแล้วจ้ะ”
อวี้เป่าจึงค่อยโล่งใจ “ถ้างั้นวันนี้แม่ต้องนอนเร็วๆ นะครับ เดี๋ยวผมจะดูแลน้องๆ เอง”
“จ้ะ” หลินเจาตอบรับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ขอบใจมากนะอวี้เป่า”
พอได้ยินแม่เรียกชื่อใหม่ของตัวเอง เด็กน้อยก็ดีใจจนแก้มแทบปริ
“แม่ครับ ดื่มน้ำไหมครับ” เหิงเป่าประคองถ้วยน้ำเข้ามาส่งให้ถึงที่
เมื่อลูกชายอุตส่าห์มีน้ำใจถึงขนาดนี้ หลินเจาจึงไม่อาจปฏิเสธได้ เธอลุกขึ้นนั่งดื่มน้ำไปหนึ่งอึก ก่อนจะเอ่ยชมพร้อมรอยยิ้มหวาน “น้ำที่เหิงเป่ารินมาให้เนี่ยหวานชื่นใจจริงๆ เลยนะ”
เหิงเป่ายิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ ก่อนจะนึกถึงธุระสำคัญที่ทำให้เขาต้องรีบวิ่งแจ้นเข้ามาในห้อง เขาจึงยื่นศีรษะเล็กๆ เข้าไปใกล้ๆ แม่ แล้วเอียงคอถามอย่างน่ารักน่าชัง “แม่ครับ แม่ดูสิครับว่าข้างหลังหูของผมมีรูปอะไร”
หลินเจาเพ่งมองไปตามที่ลูกชายบอก ก็เห็นเพียงรอยเปื้อนสีดำปื้นหนึ่งอยู่หลังใบหูเล็กๆ ดูคล้ายรอยหมึก แต่กลับมองไม่ออกเลยว่าเป็นรูปอะไร
“แม่ดูไม่ออกเลยจ้ะ” เธอส่ายหน้า
“สกปรกจะตายอยู่แล้ว นี่เอาปากกาหมึกซึมมาวาดเล่นใช่ไหม แม่เคยบอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามเอาปากกามาเล่นมั่วซั่ว” หลินเจาขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะหาผ้าเช็ดหน้าที่สะอาดผืนหนึ่งมาชุบน้ำหมาดๆ แล้วค่อยๆ เช็ดรอยเปื้อนที่หูให้ลูกชาย
ทันใดนั้น แววตาของอวี้เป่าก็ฉายแววรู้สึกผิดออกมาอย่างเห็นได้ชัด
เพราะความคิดที่จะวาดรูปหลังใบหูเป็นของเขาเอง
เด็กน้อยยืนบิดนิ้วไปมา ก่อนจะยอมรับผิดเสียงอ่อย “แม่ครับ เป็นผมเองครับ ผมเป็นคนวาดให้น้องเอง”
เรื่องของเรื่องคือพี่ซิงเหย่อยากจะยืมปากกาหมึกซึมของแม่ เขาจึงเอาปากกาไปให้ที่ลานบ้าน พอพี่ซิงเหย่ใช้เสร็จ เขาก็เลยลองเอาปากกามาเขียนหนังสือดู แต่หมึกเจ้ากรรมกลับเปื้อนมือแล้วซึมออกมาเป็นรูปก้อนเมฆเล็กๆ พอดีกับที่เขานึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นคุณลุงแปลกหน้าที่อยู่ตรงกระท่อมเชิงเขามีรอยสักรูปใบไม้เล็กๆ อยู่หลังใบหู เขาจึงเกิดความคิดสนุกๆ วาดรูปใบไม้เล็กๆ ที่หลังหูของน้องชายบ้าง
“หา” หลินเจาอ้าปากค้างเล็กน้อย “ทำไมล่ะลูก”
เธอไม่ได้จะตำหนิลูกชาย เพียงแค่อยากรู้เหตุผลเท่านั้น “ทำไมลูกถึงไปวาด...อะไรแบบนั้นที่หลังหูของน้องล่ะจ๊ะ”
เพราะทุกการกระทำของเด็กย่อมมีที่มาที่ไปเสมอ
เมื่ออวี้เป่าเห็นว่าแม่ไม่ได้โกรธ เขาก็ยิ้มร่าออกมาแล้วโผเข้ากอดเอวของหลินเจาแน่น “ก็ผมเห็นคุณลุงที่กระท่อมเชิงเขามีรูปใบไม้เล็กๆ อยู่หลังหู ก็เลยอยากเล่นสนุกกับน้องบ้างครับ”
เหิงเป่าก็รีบเข้ามากอดด้วยอีกคน ช่วยเป็นพยานให้พี่ชาย “แม่ครับ พี่ชายบอกผมแล้ว ผมก็อนุญาตแล้วด้วยนะ ผมกับพี่ชายเล่นกันเฉยๆ แม่ไม่ต้องโกรธนะครับ ต่อไปพวกเราจะไม่เล่นปากกาหมึกซึมอีกแล้วครับ”
เมื่อเห็นพวกพี่ๆ เข้าไปอ้อนแม่ ฝาแฝดชายหญิงก็ไม่ยอมน้อยหน้า รีบวิ่งตามเข้าไปสมทบด้วยทันที ทำให้หลินเจาถูกเด็กๆ ทั้งสี่คนรุมล้อมกอดเอาไว้จนแทบขยับตัวไม่ได้
กู้เฉิงหวยที่มองดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ ตอนที่เขาประจำการอยู่ที่กองทัพ ไม่เคยเห็นเด็กคนไหนติดแม่ขนาดนี้มาก่อน เด็กพวกนั้นซนเป็นลิง ถ้าไม่ถึงเวลาทานข้าวจริงๆ ล่ะก็ ผู้ใหญ่ไม่มีทางหาตัวเจอหรอก
ทว่าทันทีที่ได้ยินคำอธิบายของอวี้เป่า หลินเจาก็ถึงกับตัวแข็งทื่อไปในบัดดล ความคิดทุกอย่างหยุดชะงัก ราวกับสมองกลายเป็นสีขาวโพลน
เป็นเวลานานแสนนานกว่าเธอจะดึงสติกลับมาได้ เธอรีบประคองใบหน้าของอวี้เป่าไว้แน่น แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรนจนแทบจะผิดเพี้ยนไปจากเดิม
“อวี้เป่า...ลูกเห็นคนที่มีรูปใบไม้เล็กๆ อยู่หลังหูจริงๆ เหรอ”
อวี้เป่าพยักหน้าอย่างหนักแน่นและมั่นใจ “ใช่ครับ ผมเห็นจริงๆ คุณลุงคนที่เดินขากะเผลกคนนั้นน่ะ ข้างหลังหูของเขามีรูปใบไม้เล็กๆ อยู่จริงๆ ครับ”
โดยสัญชาตญาณแล้วหลินเจาเชื่อคำพูดของลูกชายจนหมดใจ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเหมือนจิตใจล่องลอยตกอยู่ในภวังค์
…หรือว่าจะเป็นพี่ชายคนที่สี่จริงๆ
“แม่ครับ เป็นอะไรไปครับ” อวี้เป่าใช้มือเล็กๆ แตะที่ใบหน้าของเธอ พลางขมวดคิ้วน้อยๆ ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย
“แม่ไม่เป็นไรจ้ะ แค่คิดอะไรบางอย่างเพลินไปหน่อย” หลินเจาตอบปัดไปอย่างแนบเนียน
เธอไม่อยากพูดถึงเรื่องที่ยังไม่แน่นอนออกมา ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มคนที่อาศัยอยู่เชิงเขาก็ดูไม่น่าไว้วางใจ เธอจึงกลัวว่าถ้าหากเด็กๆ เผลอพูดอะไรออกไป อาจจะนำภัยมาสู่ครอบครัวได้โดยไม่ตั้งใจ
“นี่ก็ดึกมากแล้ว รีบไปนอนกันได้แล้วนะลูกๆ ก่อนนอนก็อย่าลืมล้างหมึกที่หูออกให้สะอาดด้วยล่ะ” หลินเจาลูบศีรษะของเด็กๆ อย่างอ่อนโยน
“ทราบแล้วครับ” อวี้เป่าไม่ได้เซ้าซี้ต่อ เขาจูงมือน้องเล็กทั้งสองคน แล้วเรียกเหิงเป่าให้ตามมา เด็กๆ ทั้งสี่จึงพากันเดินออกจากห้องไปอย่างว่าง่าย
แต่ก่อนจะก้าวพ้นธรณีประตู เหิงเป่าก็หยุดเดินแล้วหันกลับมา “แม่ครับ แม่บอกว่าพรุ่งนี้จะให้ของขวัญพวกเรา อย่าลืมนะครับ”
หลินเจาโบกมือให้เขาเป็นเชิงรับรู้ “แม่จำได้จ้ะ ไม่ลืมหรอกน่า”
เหิงเป่าหัวเราะคิกคักอย่างพอใจ แล้วก็ช่วยปิดประตูให้เรียบร้อย
หลังจากที่กองทัพเด็กๆ ออกไปแล้ว ภายในห้องก็เหลือเพียงสองสามีภรรยา
กู้เฉิงหวยจึงเอ่ยถามขึ้นมาตรงๆ ทันที “ผู้ชายคนที่มีปานอยู่หลังหูคนนั้นมีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
“ฉันสงสัยว่าเขาอาจจะเป็นพี่ชายคนที่สี่ของฉันค่ะ” หลินเจาพยายามข่มความตื่นเต้นที่กำลังปะทุขึ้นในใจเอาไว้
ชายหนุ่มถึงกับประมวลผลไม่ทันไปชั่วขณะ
“พี่ชายคนที่สี่”
เท่าที่เขารู้ เจาเจามีพี่ชายแท้ๆ แค่ 3 คนไม่ใช่หรือ แล้วพี่ชายคนที่สี่โผล่มาจากไหนกัน
เนื่องจากที่บ้านหลินไม่ค่อยพูดถึงลูกชายคนที่สี่ที่ถูกลักพาตัวไปนัก หลินเจาเองก็ไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้สามีฟัง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่กู้เฉิงหวยจะไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน
“พี่ชายคนที่สี่ของฉันเป็นฝาแฝดกับพี่ชายคนที่สามค่ะ แต่เขาถูกคนขโมยไปตั้งแต่เพิ่งคลอด” หลินเจาค่อยๆ อธิบาย “แม่ของฉันบอกว่าเขามีปานรูปใบไม้เล็กๆ อยู่ที่หลังหู”
กู้เฉิงหวยเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ “บังเอิญขนาดนั้นเชียว พรุ่งนี้ผมจะลองไปสืบดูให้”
“คุณว่าถ้าฉันเข้าไปถามเขาตรงๆ เลยจะดีไหมคะ” หลินเจาไม่อาจเก็บงำความตื่นเต้นที่อัดอั้นอยู่เต็มอกไว้ได้อีกต่อไป
ถึงแม้พ่อกับแม่ของเธอจะไม่ค่อยเอ่ยถึงพี่ชายคนที่สี่บ่อยนัก แต่เธอก็รู้ดีว่าพวกท่านยังคงคิดถึงและเป็นห่วงเขาอยู่เสมอ เวลาที่พ่อตัดเสื้อผ้าให้พี่น้อง ก็มักจะตัดเผื่อไว้อีกหนึ่งชุดเสมอ แม่ของเธอก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเตรียมของอะไรก็มักจะเตรียมเผื่อไว้เป็นสี่ชุดเสมอ
“ก็เป็นความคิดที่ไม่เลวนะครับ” กู้เฉิงหวยเห็นด้วยว่าวิธีของภรรยาน่าจะใช้ได้ผลดี แถมยังเร็วกว่าการไปสืบเสาะหาข้อมูลลับๆ อีกด้วย
“เรื่องนี้ต้องบอกให้พี่ใหญ่รู้ก่อนค่ะ” หลินเจาตัดสินใจ
พี่ชายของเธอเป็นคนสุขุมรอบคอบ ทำอะไรก็พึ่งพาได้ แถมยังมีความคิดที่ละเอียดถี่ถ้วนอีกด้วย หากมอบเรื่องนี้ให้เขาจัดการรับรองไม่ผิดพลาดแน่นอน
“คุณอย่าเพิ่งรีบร้อนไปสืบนะคะ รอให้พี่ใหญ่ไปถามก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที ถ้ามีเรื่องที่ต้องให้คุณช่วยเมื่อไหร่ ฉันจะบอกคุณเป็นคนแรกเลยค่ะ”
กู้เฉิงหวยไม่มีความเห็นคัดค้าน “ได้ครับ”
คืนนั้น หลินเจานอนพลิกตัวไปมาทั้งคืนจนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน ในหัวของเธอเต็มไปด้วยความฝันที่สับสนวุ่นวาย เดี๋ยวก็ฝันว่าเธอตามหาพี่ชายคนที่สี่จนเจอ เดี๋ยวก็ฝันว่าครอบครัวของเธอหาเขาไม่เจอไปตลอดกาล
พอตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น ขอบตาของเธอก็ดำคล้ำเป็นวงเหมือนหมีแพนด้า
กู้เฉิงหวย: “...”
หลินเจาสังเกตเห็นสายตาของสามีก็พอจะเดาออกได้ทันที เธอจึงฟาดมือลงบนแผงอกสีน้ำผึ้งที่แข็งแกร่งของเขาเบาๆ แล้วแกล้งทำเป็นฉุนเฉียว “นี่คุณรังเกียจฉันแล้วใช่ไหมคะ”
“ต่อให้คุณเป็นยังไง ผมก็ไม่มีวันรังเกียจ” กู้เฉิงหวยพูดพลางก้มลงจุมพิตเธอเบาๆ อย่างรักใคร่
หลินเจายิ้มกว้างจนแก้มปริ เธออยากจะนอนอู้ต่ออีกสักหน่อย จึงทิ้งตัวลงนอนแผ่บนเตียงอีกครั้ง
ชายหนุ่มขยี้เรือนผมของเธอเบาๆ อย่างเอ็นดู ก่อนจะลุกจากเตียง เผยให้เห็นแผงอกและกล้ามท้องที่แข็งแกร่งได้รูป บวกกับเรียวขาที่ยาวตรงและทรงพลังของเขา ซึ่งทำให้รู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาด
กู้เฉิงหวยเปิดตู้เสื้อผ้า แล้วหยิบเสื้อกล้ามตัวใหม่ที่ภรรยาเพิ่งทำให้เขาออกมาสวม
“คุณนอนต่ออีกหน่อยนะ เดี๋ยวพอคุณตื่นแล้ว ผมจะไปตักน้ำในบ่อมา แล้วเอาผ้าขนหนูชุบน้ำเย็นมาประคบตาให้”
หลินเจายกยิ้มที่มุมปากอย่างอ่อนหวาน “ค่ะ”
กู้เฉิงหวยเดินออกจากห้องไป ก่อนจะตรงไปที่ห้องใหญ่เพื่อปลุกฝาแฝด
อวี้เป่ากับเหิงเป่าถูกฝึกฝนมาให้มีวินัยในตนเองเป็นอย่างดี พอถึงเวลาที่ตั้งไว้พวกเขาก็ตื่นนอนทันที จากนั้นก็สวมเสื้อผ้าอย่างเรียบร้อย แล้วย่องออกจากห้องไปออกกำลังกายกับพ่อของพวกเขาอย่างเงียบกริบ
พอหลินเจาลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง พ่อของเด็กๆ ก็พาเจ้าตัวเล็กทั้งหลายกลับมาจากการออกกำลังกายยามเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
กู้เฉิงหวยไปตักน้ำเย็นเฉียบจากบ่อมาเตรียมไว้ให้ พอเอาผ้าขนหนูไปชุบก็พลอยเย็นไปด้วย หลินเจาจึงค่อยๆ นำผ้าผืนนั้นมาประคบดวงตาของตัวเองอย่างไม่รีบร้อน
“อวี้เป่า ไปช่วยแม่ตามลุงใหญ่ของลูกที่บ้านใหม่ให้หน่อยสิ บอกท่านว่าแม่มีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย”
[จบบท]