บทที่ 242: “ได้มาโดยบังเอิญ” (2/2)
หลินเจาทอดสายตามองไปยังบ้านใหม่ที่กำลังก่อสร้าง ลานบ้านเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว คนงานกำลังขะมักเขม้นกับการมุงกระเบื้องบนหลังคา แค่มองปราดเดียวก็สัมผัสได้ถึงความโอ่อ่าสง่างาม
“ไม่ได้มาดูแค่ไม่กี่วัน ใกล้จะเสร็จแล้วนี่คะ”
กู้เฉิงหวยหัวเราะ “ต้องยกความดีความชอบให้ซุปถั่วเขียวไปเลยครึ่งหนึ่งครับ”
การสร้างบ้านในหมู่บ้านชนบทนั้นรวดเร็วมากอยู่แล้ว เพราะบ้านไหนมีงาน คนที่ว่างก็จะแห่กันมาช่วยลงแรง ยิ่งเมื่อได้ลิ้มรสซุปถั่วเขียวแสนอร่อยที่บ้านกู้จัดเตรียมไว้ให้ ทุกคนก็ยิ่งมีกำลังใจอยากจะตอบแทน ทำให้งานยิ่งเสร็จเร็วขึ้นไปอีก
เมื่อได้ยินดังนั้น หลินเจาก็โบกมืออย่างใจป้ำ “พรุ่งนี้ฉันเลี้ยงน้ำบ๊วยค่ะ”
คนงานที่อยู่ใกล้ๆ พอได้ยินก็ยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ “โห! ผมได้ยินนะ พรุ่งนี้มีน้ำบ๊วยให้กินด้วย ต้องรีบกลับไปบอกเจ้าตัวเล็กที่บ้านซะแล้ว ให้มันมาขอชิมด้วยคน”
หลินเจาเป็นคนใจดีกับเด็กๆ อยู่แล้ว เธอจึงตอบกลับอย่างยิ้มแย้ม “มากันได้เลยค่ะ ถือชามมากันด้วยนะ น้ำบ๊วยคนละถ้วยฉันยังเลี้ยงไหว”
ชายคนงานหัวเราะร่าแล้วยกนิ้วโป้งให้ “แม่ของอวี้เป่านี่ใจป้ำจริงๆ”
คนอื่นๆ ก็พากันส่งเสียงขอบคุณกันเซ็งแซ่
“แม่ของอวี้เป่า คุณวางใจได้เลย บ้านหลังนี้เรารับรองว่าจะสร้างให้แข็งแรงทนทานอย่างดีที่สุดเลยครับ”
“ใช่ๆ อย่างช้าก็อีกแค่อาทิตย์เดียว บ้านของคุณก็สร้างเสร็จแล้ว ถึงตอนนั้นก็แค่ทิ้งไว้ให้ปูนแห้งอีกสักสองสามวัน พวกคุณก็ย้ายเข้ามาอยู่ได้เลย”
…
หลินเจาตั้งใจฟังคำพูดของทุกคนด้วยรอยยิ้ม และกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณพวกคุณมากนะคะที่เหนื่อยยากกันขนาดนี้ ไว้บ้านฉันสร้างเสร็จเมื่อไหร่ ฉันกับเฉิงหวยจะเลี้ยงเนื้อเป็นการตอบแทนค่ะ”
เลี้ยงเนื้อเลยเหรอ
คนในกองพลการผลิตเฟิงโซวต่างรู้ดีว่าสามีภรรยาบ้านสามตระกูลกู้เป็นคนรักษาสัญญา เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็พากันตาลุกวาวด้วยความตื่นเต้น
“เยี่ยมไปเลย”
“แม่ของอวี้เป่าใจดีที่สุด”
“ฉันไม่ได้ลิ้มรสเนื้อมา 3 เดือนแล้วนะ อยากกินจนน้ำลายจะไหลแล้ว”
“แค่นี้เอง บ้านฉันไม่ได้กินมา 4 เดือนกว่าแล้วต่างหาก”
ในแหวนมิติของหลินเจามีเนื้อสัตว์เก็บไว้มากมาย เธอไม่รู้สึกเสียดายเลยแม้แต่น้อย คนงานเหล่านี้ทุ่มเทแรงกายแรงใจมาเกือบครึ่งเดือน โดยไม่เรียกร้องเงินทองหรืออาหารการกิน อาศัยเพียงน้ำใจของเพื่อนบ้านล้วนๆ การเลี้ยงเนื้อพวกเขาจึงถือเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก
หลินซื่อชางที่อยู่บนหลังคาส่ายศีรษะอย่างอ่อนใจ เขารู้ดีว่าน้องสาวมาหาตัวเอง จึงปีนลงมาแล้วเดินตรงเข้าไปหา
สองพี่น้องปลีกตัวไปหาที่เงียบๆ เพื่อพูดคุยกัน
“พี่ใหญ่คะ สรุปว่านั่นใช่พี่สี่หรือเปล่า”
หลินซื่อชางได้พูดคุยกับเมิ่งจิ่วซือมาบ้างแล้ว และค่อนข้างมั่นใจว่านั่นคือน้องชายคนที่สี่ของพวกเขา “น่าจะใช่”
พอคิดถึงเรื่องราวที่ได้ฟังจากปากของคนที่คาดว่าจะเป็นน้องชาย หัวใจของเขาก็พลันเจ็บแปลบขึ้นมา “เมิ่งจิ่วซือไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของตระกูลเมิ่ง เขาถูกรับมาเลี้ยงน่ะ”
เมิ่งจิ่วซือถูกตระกูลเมิ่งรับมาเลี้ยงตอนที่เขาโตพอจะจำความได้แล้ว ก่อนหน้านั้น เขาถูกส่งต่อไปยังครอบครัวต่างๆ มานับไม่ถ้วน ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากสารพัด การอดมื้อกินมื้อ หรือถูกทุบตีและด่าทอถือเป็นเรื่องปกติในชีวิตของเขา
ตอนอายุ 7 ขวบ เขาถูกทุบตีอย่างหนักจนทนไม่ไหว จึงตัดสินใจหนีออกจากบ้านที่รับเลี้ยง ในตอนที่กำลังจะอดตาย เขาก็ได้พบกับคุณปู่เมิ่ง ซึ่งเมตตารับเขามาอุปการะและถ่ายทอดวิชาแพทย์ให้ แต่ชีวิตที่ดีก็อยู่กับเขาได้ไม่นาน ตระกูลเมิ่งก็ประสบเคราะห์กรรมล่มสลาย เขากับคุณปู่เมิ่งถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ร้ายในสายตาทางการ และต้องตกระกำลำบากมาจนถึงทุกวันนี้
เมื่อได้ยินว่าพี่ชายคนที่สี่ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานมากมายขนาดนี้ หัวใจของหลินเจาก็ราวกับถูกกรงเล็บแหลมคมข่วน เธอขบกรามแน่นจนแทบแหลกด้วยความเกลียดชัง
พวกค้ามนุษย์นี่มันน่าจะโดนฟ้าผ่าตายจริงๆ
“พี่ใหญ่ พี่รีบกลับไปเล่าเรื่องของเมิ่งจิ่วซือให้แม่ฟังนะคะ แล้วก็ลองถามแม่ดูว่าพี่สี่มีปานตรงไหนอีกหรือเปล่า หรือไม่ก็ให้พ่อกับแม่หาโอกาสมาเจอเขาสักครั้ง ในฐานะพ่อแม่แท้ๆ พวกท่านน่าจะสัมผัสได้ว่านั่นใช่พี่สี่จริงหรือเปล่า พี่ว่าดีไหมคะ”
หลินซื่อชางก็คิดเช่นเดียวกัน “อืม”
“พี่ใหญ่ แล้วเมิ่งจิ่วซือแต่งงานหรือยังคะ” หลินเจารู้ดีว่าคนที่มีประวัติติดตัวแบบนี้ หลายคนมักจะถูกภรรยาทอดทิ้ง
เนื่องจากยังไม่แน่ใจ 100% ว่าเขาคือพี่ชายแท้ๆ ของเธอหรือไม่ เธอจึงยังคงเรียกชื่อของเขาไปก่อน
คำถามนี้หลินซื่อชางได้ถามเมิ่งจิ่วซือแล้วเช่นกัน
“แต่งแล้ว แต่ก็หย่าแล้ว ลูกสองคนอยู่กับฝ่ายหญิง”
หลินเจาถอนหายใจออกมาอย่างเศร้าใจ
มันเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้
เธออดคิดไม่ได้ว่าในเมื่อพวกเขาหย่ากันแล้ว ฝ่ายหญิงก็คงจะแต่งงานใหม่ในไม่ช้า แล้วแบบนี้ลูกๆ ที่อาจจะเป็นหลานแท้ๆ ของเธอ จะมีชีวิตเป็นอย่างไรต่อไป
“พี่ใหญ่คะ แล้วบ้านของเมิ่งจิ่วซืออยู่ที่ไหนเหรอคะ”
หลินซื่อชางตอบ “อยู่ที่เมืองหลวง”
ให้ตายสิ
ไกลชะมัด
แค่จะสืบข่าวก็คงต้องใช้เวลาไม่น้อยเลยทีเดียว
“ช่างเถอะค่ะ เอาไว้ค่อยๆ ยืนยันให้แน่ใจก่อนดีกว่าว่าใช่พี่สี่จริงหรือเปล่า”
หลินซื่อชางร้อนใจไม่แพ้น้องสาว “เจาเจา พี่ขอยืมจักรยานของเธอหน่อยนะ พี่จะรีบกลับไปบอกแม่เดี๋ยวนี้เลย”
แม่ของเขาเป็นคนใจร้อน ถ้าขืนรู้ว่ามีเรื่องใหญ่ขนาดนี้แล้วลูกๆ กล้าปิดบัง แม้จะแค่ครึ่งวัน เธอก็คงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่นอน
หลินเจายังไม่ทันได้เอ่ยปาก กู้เฉิงหวยก็เข็นจักรยานมาส่งให้ถึงมือพี่ชายภรรยา “พี่ใหญ่ใช้ได้ตามสบายเลยครับ”
หลินซื่อชางตบไหล่น้องเขยเบาๆ เป็นการขอบคุณ แล้วรีบขี่จักรยานกลับหมู่บ้านทันที
ด้วยความร้อนใจ เขาจึงปั่นจักรยานอย่างรวดเร็ว เพียงครึ่งชั่วโมงก็กลับมาถึงกองพลการผลิตตงเฟิง
เหล่าชาวบ้านที่กำลังนั่งคุยสัพเพเหระกันอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านต่างก็พากันประหลาดใจที่เห็นหลินซื่อชางกลับมาเร็วกว่าปกติ
“พ่อของต้าตั้น วันนี้ทำไมกลับมาเร็วนักล่ะ เกิดเรื่องอะไรรึเปล่า”
“แล้วพ่อของเซวียนเซวียนล่ะ ทำไมไม่เห็นกลับมาด้วยกัน”
หลินซื่อชางไม่สามารถเปิดเผยความจริงได้ จึงได้แต่หาข้ออ้างบ่ายเบี่ยงไป
“ผมลืมของน่ะครับ เลยกลับมาเอา ป้าๆ คุยกันต่อเถอะครับ”
พูดจบ เขาก็รีบปั่นจักรยานจากไปอย่างรวดเร็ว
ณ บ้านตระกูลหลิน
เมื่อหลินเฮ่อหลิงและซ่งซีเวยได้ยินจากปากของลูกชายคนโตว่าซื่อชางกับเจาเจาได้พบกับคนที่คาดว่าจะเป็นลูกชายคนที่สี่ สองสามีภรรยาก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งตกใจและดีใจอย่างท่วมท้น
ลูกสี่…
“ใช่ลูกสี่จริงๆ เหรอ” หลินเฮ่อหลิงที่ปกติจะสุขุมเยือกเย็นเสมอ บัดนี้ถึงกับเสียงสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น
“ผมกับเจาเจาคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงมากครับ แต่ก็กลัวว่าจะไม่ใช่” หลินซื่อชางตอบ
ซ่งซีเวยลุกพรวดขึ้นยืน แล้วสั่งการอย่างเด็ดเดี่ยว “ไปเอาไก่มาตัวหนึ่ง แล้วก็เอาไข่ไก่ที่เก็บสะสมไว้มาด้วย ฉันจะไปดูให้เห็นกับตา”
ในที่สุดก็มีข่าวคราวของลูกชายคนที่สี่แล้ว มีหรือที่คนเป็นพ่ออย่างหลินเฮ่อหลิงจะทนอยู่นิ่งเฉยได้ “พ่อก็จะไปด้วย”
“ได้ค่ะ”
ถ้าทิ้งเขาไว้ที่บ้านคนเดียว เขาก็คงจะนั่งไม่ติด สู้พาไปด้วยกันเลยจะดีกว่า
หลังจากจัดการเรื่องต่างๆ ในบ้านเสร็จเรียบร้อย ซ่งซีเวยก็ขี่จักรยานโดยมีหลินเฮ่อหลิงซ้อนท้าย มุ่งหน้าไปยังกองพลการผลิตเฟิงโซวทันที
หลินซื่อชางเองก็ไม่รอช้า เขารีบไปยืมจักรยานจากบ้านผู้ใหญ่บ้าน แล้วปั่นตามพ่อกับแม่ไปอย่างรวดเร็ว
หยวนเซียงที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดกลับไม่เข้าใจ เธอจึงหันไปกระซิบถามเฉินอวี่ “พี่สะใภ้คะ ที่น้าพูดถึง… ลูกสี่นี่คือใครเหรอคะ”
“เธอไม่รู้ก็ไม่แปลกหรอก” เฉินอวี่อธิบาย “น้องสี่กับน้องสามน่ะเป็นฝาแฝดกัน แต่เพิ่งเกิดได้ไม่นานก็ถูกคนใจร้ายขโมยไป”
ที่ผ่านมาเพราะกลัวว่าพ่อแม่สามีจะเสียใจ จึงไม่มีใครในบ้านกล้าเอ่ยถึงเรื่องนี้
“หา…?” หยวนเซียงเพิ่งจะเคยได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก
เธอพนมมือขึ้นท่วมหัว แล้วอธิษฐานในใจเงียบๆ
ขอให้ชายคนนั้นเป็นลูกชายคนที่สี่ที่น้าพูดถึงจริงๆ และขอให้น้ากับน้าเขยได้สมหวังดังปรารถนาด้วยเถิด
…
หลินเจายังไม่รู้ว่าพ่อกับแม่ของเธอกำลังเดินทางมายังกองพลการผลิตเฟิงโซว เธอเพิ่งจะกลับถึงบ้าน ก็ถูกเจ้าตัวเล็กอวี้เป่ากับเหิงเป่าวิ่งเข้ามารุมล้อมทันที
“แม่ครับ ของขวัญที่แม่สัญญาไว้ล่ะครับ” เหิงเป่าทวงของขวัญจากแม่อย่างไม่อ้อมค้อม
“แม่ยังไม่ได้ล้างหน้าล้างตาเลย ร้อนจะแย่อยู่แล้วลูก”
พอได้ยินแม่พูดแบบนั้น เด็กชายทั้งสองก็รีบวิ่งไปตักน้ำ เตรียมผ้าขนหนูมาให้แม่อย่างคล่องแคล่วว่องไว
หลินเจาล้างหน้าล้างตาจนรู้สึกสดชื่นไปทั้งตัว
“ของขวัญอยู่ในถุงผ้านั่นแหละ ไปดูกันเอาเองสิ”
เหิงเป่าวิ่งนำไปก่อนใครเพื่อน เขารีบแก้เชือกที่มัดปากถุงออก แล้วล้วงหยิบของข้างในออกมา
มันคือแก้วเคลือบใบเล็กน่ารักหลายใบ
บนตัวแก้วมีตัวอักษรสีแดงสดใสเขียนว่า ‘การทำงานคือเกียรติยศอันสูงสุด’ ตัดกับพื้นแก้วสีขาวได้อย่างสวยงาม
“แม่ครับ นี่คือแก้วน้ำของพวกเราเหรอครับ” อวี้เป่าถามอย่างดีใจ เพราะเขายังไม่มีแก้วน้ำเป็นของตัวเองเลย
หลินเจายิ้มอย่างอ่อนโยน “ใช่แล้วจ้ะ ของเจ้าตัวเล็กทั้งหลายคนละใบเลยนะ ส่วนซิงเหย่ ซิงฉือ แล้วก็อาหลาน พวกหนูโตแล้ว เดี๋ยวอีกสองสามวันอาจะซื้อใบใหญ่ให้ใหม่นะ”
การต้องใช้ชามดื่มน้ำมันไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่
เถี่ยฉุยได้ยินว่าตัวเองก็ได้ด้วย ก็ถามขึ้นอย่างตื่นเต้น “อาสะใภ้สามครับ มีของผมด้วยเหรอครับ”
ดวงตากลมโตของเด็กน้อยเบิกกว้างเป็นประกาย ดูน่ารักน่าเอ็นดู
หลินเจาเอื้อมมือไปหยิกแก้มยุ้ยๆ ของเขาเบาๆ “มีสิจ๊ะ หนูเป็นเพื่อนรักของอวี้เป่ากับเหิงเป่านะ จะไม่มีของหนูได้ยังไง”
เถี่ยฉุยดีใจจนยิ้มแก้มปริ เขายกมือไหว้ขอบคุณอย่างสุภาพ “ขอบคุณครับอาสะใภ้สาม”
อาสะใภ้สามใจดีที่สุดในโลกเลย
“ไม่เป็นไรจ้ะ”
กู้ซิงเหย่ กู้ซิงฉือ และกู้หลานต่างก็ดีใจไม่แพ้กันที่อาสะใภ้สามไม่ได้ลืมพวกเขา
อวี้เป่าชอบของขวัญจากแม่ของเขามาก เขาเอาหัวเล็กๆ เข้าไปคลอเคลียถูไถกับตัวเธออย่างออดอ้อน “แม่ครับ ผมชอบของขวัญที่แม่ให้มากเลยครับ ผมจะใช้มันอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ตกแตกเด็ดขาด”
“แม่เชื่อใจลูกจ้ะ แต่ก่อนใช้ก็อย่าลืมลวกด้วยน้ำร้อนเพื่อฆ่าเชื้อก่อนนะ” หลินเจาลูบศีรษะของลูกชายอย่างเอ็นดู
“ครับ”
[จบบท]