บทที่ 246: พี่ชายคนที่สี่ (2/2)
หลังจากจัดการเกี๊ยวจนเกลี้ยงชาม เมิ่งจิ่วซือก็วางภาชนะลงแล้วหันไปมองหลินเฮ่อหลิงที่นั่งอยู่ข้างๆ แต่คำว่า "พ่อ" นั้นมันยังคงติดอยู่ที่ริมฝีปาก เขาเม้มปากแน่นก่อนจะเอ่ยถามออกไปอย่างยากลำบาก “...พี่ชายฝาแฝดของผม ทำไมไม่เห็นเขาเลยล่ะครับ”
หลินเฮ่อหลิงเข้าใจความรู้สึกของลูกชายดี เขาไม่ได้คาดคั้นให้เรียกพ่อในทันที การที่เด็กคนหนึ่งเพิ่งได้รู้ความจริง ย่อมต้องใช้เวลาในการปรับตัวเป็นธรรมดา
“เสี่ยวซานเป็นทหารน่ะ ประจำการอยู่ต่างเมือง ไม่ได้กลับบ้านมาหลายปีแล้ว การที่เราได้เจอลูกนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง พ่อกับแม่จะเขียนจดหมายไปบอกข่าวดีนี้กับเขา รอเขากลับมาเมื่อไหร่ จะพาเขามาเจอลูกนะ”
“ครับ” เมิ่งจิ่วซือรับคำ
ช่างดีเหลือเกิน พี่ชายที่ถือกำเนิดมาพร้อมกับเขา ได้เติบโตภายใต้การดูแลของพ่อแม่ แถมยังได้เป็นทหารผู้มีเกียรติอีกด้วย
หลินเจาขยับไปนั่งอีกฝั่งหนึ่งของพี่ชายคนที่สี่ ก่อนจะเอ่ยถามสารทุกข์สุกดิบของเขาด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง “พี่สี่คะ เมื่อก่อนพี่อยู่ที่เมืองหลวงเหรอคะ”
“ใช่” เมิ่งจิ่วซือพยักหน้ารับ เมื่อคนในครอบครัวแสดงความอยากรู้ เขาก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องปิดบัง
“ครอบครัวเมิ่งที่รับผมไปเลี้ยงเป็นตระกูลแพทย์แผนจีนมาหลายชั่วอายุคน คุณปู่ของผมก็เป็นหมอที่เก่งกาจมากคนหนึ่งเลยล่ะ” คุณปู่ที่เขาหมายถึงคือคุณปู่เมิ่งอี้เหิงที่ย้ายตามเขามาที่ชนบทด้วยนั่นเอง
“ว้าว แล้วพี่สี่ก็เป็นแพทย์แผนจีนด้วยหรือเปล่าคะ” หลินเจาถามต่อ
“เป็นสิ” เมิ่งจิ่วซือตอบพร้อมกับรอยยิ้มขมขื่น “แต่ตอนนี้มันถูกมองว่าเป็นพวกความเชื่องมงายล้าหลังไปหมดแล้ว”
คิ้วงามของหลินเจาขมวดมุ่น “วิชาการแพทย์มันจะผิดได้ยังไงกัน” ก่อนจะย้ำเสียงหนักแน่น “แพทย์แผนจีนไม่ผิดสักหน่อย”
เธอไม่อยากพูดคุยในหัวข้อที่อาจจะทำให้พี่ชายไม่สบายใจ จึงเปลี่ยนเรื่องพร้อมรอยยิ้ม “พี่สี่คะ ฉันมีตำราแพทย์ชิงหนางอยู่เล่มหนึ่ง แล้วก็มีมีดใบหลิวด้ามทองคำบริสุทธิ์ ชุดครกบดยามังกรพยัคฆ์ ตราชั่งยาไม้จันทน์สีม่วง แล้วก็ชุดเข็มหลิงซูจิ่วเจินอีกชุดหนึ่ง พี่อยากได้ไหมคะ ถือซะว่าเป็นของขวัญต้อนรับกลับบ้านจากน้องสาวคนนี้”
เมิ่งจิ่วซือตกตะลึงจนอ้าปากค้าง นั่งตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป เขารู้สึกอยากจะหยิกแขนตัวเองแรงๆ สักทีเพื่อพิสูจน์ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน เขาไม่ได้หูแว่วไปใช่ไหม
“เธอรู้ตัวไหมว่าของพวกนั้นมันล้ำค่ามหาศาลขนาดไหน” เมิ่งจิ่วซือเอ่ยถามด้วยสีหน้าสับสนปนเป
สมบัติแต่ละชิ้นที่น้องสาวของเขาเอ่ยชื่อมาล้วนเป็นของล้ำค่าที่ไม่อาจประเมินราคาได้ โดยเฉพาะตำราแพทย์เล่มนั้นที่ได้หายสาบสูญไปจากยุทธภพนานหลายปีแล้ว
“ต่อให้ของล้ำค่าแค่ไหน ก็ยังเทียบไม่ได้กับการที่ครอบครัวของเราได้กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันหรอกค่ะ” หลินเจาตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ “พี่สี่รู้ไหมคะ พวกเราเฝ้ารอวันที่พี่จะกลับบ้านมาตลอดเลยนะ”
เมื่อได้สบเข้ากับดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจของน้องสาว หัวใจของเมิ่งจิ่วซือก็พลันอบอุ่นขึ้นมา เขาสัมผัสได้ในทันทีว่าไม่ใช่เพียงแค่เขาที่ต้องทนทุกข์อยู่ฝ่ายเดียว แต่ครอบครัวของเขาก็ต้องเจ็บปวดรวดร้าวไม่ต่างกัน
“ผมกลับมาแล้ว...จากนี้ไป ครอบครัวของเราจะไม่พรากจากกันอีก”
หลินเจารู้สึกราวกับยกภูเขาออกจากอก เธอถามด้วยความดีใจ “พี่สี่คะ นี่หมายความว่าพี่ยอมรับพวกเราแล้วใช่ไหม”
สมาชิกครอบครัวหลินคนอื่นๆ ต่างก็จับจ้องมาที่เขาด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง
เมิ่งจิ่วซือถูกสายตาเหล่านั้นกดดันจนต้องเกร็งขากรรไกรแน่น “ด้วยสถานะอย่างผมในตอนนี้ พวกคุณไม่รังเกียจจริงๆ เหรอครับ”
“สถานะบ้าบออะไรกัน เราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ” ซ่งซีเวยสวนขึ้นมาทันที
“ที่แม่ของลูกต้องการจะสื่อก็คือ คนในครอบครัวไม่มีวันรังเกียจกันและกันหรอก” หลินเฮ่อหลิงช่วยขยายความ
“ตราบใดที่พวกคุณไม่กลัวว่าผมจะนำความเดือดร้อนไปให้ พวกเราก็คือครอบครัวเดียวกันครับ” เขาเอ่ยตอบคำถามของหลินเจา
“ไม่กลัว!” หลินเจายิ้มกว้าง “พี่สี่คะ จะบอกอะไรให้นะคะ บ้านเราไม่มีคนปอดแหกหรอกค่ะ ไม่มีใครกลัวทั้งนั้นแหละ พี่แค่ค่อยๆ ทำความคุ้นเคยกับการมีอยู่ของญาติพี่น้องอย่างพวกเราไปก็พอ”
เมิ่งจิ่วซือรู้สึกดีกับหลินเจาเป็นพิเศษ ไม่ว่าเธอจะพูดอะไรเขาก็พร้อมจะรับฟัง “พี่จะพยายามนะ”
“พี่สี่ขาดเหลืออะไรก็บอกมาได้เลยนะคะ พวกเราจะได้จัดหามาให้” หลินเจาเสนอตัวอย่างเต็มที่
ไม่ทันที่เมิ่งจิ่วซือจะได้ตอบ เธอก็ชิงถามด้วยความเป็นห่วง “พี่สี่คะ ฉันได้ยินจากเจ้าแฝดว่าขาของพี่บาดเจ็บ มันยังรักษาได้อยู่ไหมคะ”
หัวใจของเมิ่งจิ่วซืออุ่นวาบขึ้นมาทันที เขาอยากจะเอื้อมมือไปลูบศีรษะของน้องสาวเบาๆ แต่ก็ยังไม่คุ้นชินกับความรู้สึกเช่นนี้ ทำได้เพียงใช้นิ้วมือถูกันไปมาอย่างประหม่า “รักษาได้ แต่พี่ต้องใช้เข็มเงินน่ะ”
“ถ้าเป็นชุดเข็มหลิงซูจิ่วเจินล่ะคะ ใช้ได้ไหม” หลินเจาเสนอ
“ชุดเข็มหลิงซูจิ่วเจินมันล้ำค่าเกินไป ให้พี่ใช้ก็เสียของเปล่าๆ เธอเก็บไว้เถอะ แค่เข็มเงินธรรมดาก็พอแล้ว” เมิ่งจิ่วซือไม่อยากเอาเปรียบน้องสาวของเขา
“โอ๊ย ฉันจะเก็บไว้ทำซากอะไรล่ะคะ ฉันไม่ได้ฝังเข็มให้ใครเป็นสักหน่อย พี่สี่ทนเจ็บอีกแค่คืนเดียวนะคะ พรุ่งนี้ฉันจะเอามาให้พร้อมกับของชุดนั้นทั้งหมดเลย”
“อย่าเลย” เมิ่งจิ่วซือรีบห้าม “ที่นี่ไม่มีที่จะเก็บของพวกนั้นหรอก เธอเก็บไว้ดีกว่า” เมื่อเห็นแววตาไม่พอใจของน้องสาว เขาก็รีบเสริม “งั้นพี่ขอยืมแค่เข็มมาใช้ก่อนแล้วกัน”
“พี่ไม่ได้เกรงใจอะไรเธอนะ เธอก็น่าจะรู้ว่าตอนนี้สถานะของพี่มันค่อนข้างพิเศษ อาจจะโดนตรวจสอบเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าเกิดพวกเขาตรวจพบของพวกนั้นเข้า มีหวังถูกทำลายทิ้งหมดแน่”
หลินเจาเข้าใจเหตุผลของพี่ชายดี จึงไม่ดื้อดึงอีกต่อไป “ก็ได้ค่ะ งั้นฉันจะเก็บไว้ให้ก่อน รอจนกว่าพี่จะพ้นมลทินเมื่อไหร่ ฉันจะยกให้พี่ทันทีเลย”
เมิ่งจิ่วซือชะงักไปชั่วขณะ พ้นมลทินงั้นหรือ ยังมีความหวังแบบนั้นเหลืออยู่อีกเหรอ
ฝ่ามือของหลินเจาตบลงบนบ่าของพี่ชายเบาๆ ก่อนจะจ้องมองเขาด้วยสายตาที่มุ่งมั่น “พี่สี่คะ อย่าคิดมากสิ หนทางข้างหน้าอาจจะขรุขระไปบ้าง แต่ปลายทางมันสว่างไสวแน่นอนค่ะ ในอนาคตพี่จะต้องกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างสง่างามแน่ๆ ต้องเชื่อมั่นในตัวเองนะคะ รู้ไหม”
เมิ่งจิ่วซือเผยรอยยิ้มออกมา “ครับ”
ในเมื่อมีครอบครัวอยู่เคียงข้าง มันคงไม่มีอะไรเลวร้ายเกินไปหรอก!
เมื่อเห็นว่าฟ้าเริ่มมืดค่ำ ซ่งซีเวยจึงเอ่ยขึ้น “เสี่ยวซื่อ นี่ก็ดึกมากแล้ว วันนี้คงต้องพอแค่นี้ก่อน พรุ่งนี้แม่จะมาหาใหม่นะ จะเอาของใช้จำเป็นมาให้ด้วย” ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยน เสบียงอาหาร ของใช้ส่วนตัวอย่างแปรงสีฟัน ยาสีฟัน ผ้าขนหนู กระดาษชำระ และที่สำคัญคือหม้อ ถ้าไม่มีหม้อก็ทำอาหารไม่ได้ ส่วนของอื่นๆ คงต้องกลับไปคิดดูก่อน
หลินเจารีบอาสา “แม่คะ เดี๋ยวเรื่องนี้หนูจัดการให้พี่สี่เอง หนูเอาของไปให้พี่สะดวกกว่าเยอะ ถ้าแม่กับพ่อแวะมาบ่อยเกินไป เดี๋ยวจะกลายเป็นที่จับตาของคนอื่นได้ง่ายๆ”
ซ่งซีเวยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เห็นด้วย “ถ้าพี่ชายสี่ของลูกมีเรื่องอะไร อย่าลืมมาบอกพ่อกับแม่ด้วยล่ะ”
“รับทราบค่ะ!” หลินเจายกแขนขวาขึ้นชูสามนิ้วเป็นสัญลักษณ์ “หนูขอรับรองว่าจะรายงานทุกความเคลื่อนไหวอย่างละเอียด พอใจหรือยังคะ”
สีหน้าของซ่งซีเวยคลายความกังวลลง “ดีมาก”
การมาครั้งนี้ของหลินเจาไม่ใช่การมามือเปล่า ก่อนกลับเธอนำของที่เตรียมมาอย่างเร่งรีบมอบให้เมิ่งจิ่วซือ “พี่สี่คะ ในนี้มีขนมเถาซู ผลไม้กระป๋อง แล้วก็ยากันยุง พี่รับไว้ก่อนนะคะ”
เพียงช่วงเวลาสั้นๆ เมิ่งจิ่วซือก็พอจะเดานิสัยใจคอของน้องสาวได้ เขาจึงไม่ปฏิเสธ รับของมาพร้อมกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณนะ”
หลินเฮ่อหลิงลูบศีรษะของลูกสาวอย่างเอ็นดู “เจาเจาของเราโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะเนี่ย รอบคอบขึ้นเยอะเลย”
หลินเจาเชิดคางขึ้นเล็กน้อย พลางคิดในใจว่าเธอไม่บอกหรอกว่าเป็นเพราะพ่อของเจ้าแฝดคอยกระซิบเตือนสติต่างหากล่ะ คิกๆ
หลังจากร่ำลากันอีกสองสามคำ ครอบครัวหลินก็เดินทางออกจากตีนเขาไป
เมิ่งจิ่วซือยืนมองส่งครอบครัวของเขาจนลับสายตา ก่อนจะหันหลังกลับไปยังที่พักของตน บ้านเก่าโทรมๆ บริเวณตีนเขาได้รับการซ่อมแซมจนดูดีขึ้น หลังคาที่เคยมีรูก็ถูกอุดจนสนิท ประตูหน้าต่างถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด อีกทั้งยังมีกำแพงสูง 2 เมตรล้อมรอบ ทำให้ที่นี่ดูไม่โล่งและอันตรายเหมือนแต่ก่อน
เมื่อเห็นเมิ่งจิ่วซือกลับมา เมิ่งอี้เหิงก็เอ่ยทัก “ทำไมวันนี้กลับมาเสียดึกดื่น ไม่ได้ไปเจอเรื่องเดือดร้อนอะไรมาใช่ไหม”
“ไม่ครับ” เมิ่งจิ่วซือทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามกับชายชรา เขาวางของในมือลง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคุณปู่ที่เลี้ยงดูเขามาจนเติบใหญ่ด้วยท่าทีอึกอัก
คุณปู่เมิ่งสังเกตเห็นความผิดปกติจึงเอ่ยถาม “เป็นอะไรไปรึ เราเป็นปู่หลานกัน มีเรื่องอะไรที่พูดกันไม่ได้”
เมิ่งจิ่วซือบีบมือของตัวเองแน่นจนร่างกายเกร็งไปหมด
“คุณปู่ครับ...ถ้าผมบอกว่า ผมเจอพ่อแม่ที่แท้จริงของผมแล้ว คุณปู่จะว่ายังไงครับ”
คุณปู่เมิ่งตกใจจนแทบสิ้นสติ “แกเจอพ่อแม่ที่แท้จริงของแกแล้วอย่างนั้นรึ” เขาไม่ได้คัดค้านที่หลานชายจะกลับไปคืนดีกับครอบครัว แต่ก็ไม่คาดคิดว่าเรื่องราวจะบังเอิญได้ถึงเพียงนี้ ตอนที่เขาเก็บจิ่วซือมาได้ใหม่ๆ ตระกูลเมิ่งเคยลงประกาศตามหาญาติในหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ก็ไร้วี่แววใดๆ
เมิ่งจิ่วซือพยักหน้ารับ
“แล้วพวกเขามีท่าทียังไงกับแกบ้าง” คุณปู่เมิ่งถามด้วยใจที่เต้นระรัว เขากลัวเหลือเกินว่าครอบครัวที่แท้จริงของหลานชายจะทำให้เขาต้องผิดหวัง
แววตาของเมิ่งจิ่วซืออ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด “พวกเขาดีกับผมมากครับ ไม่ได้รังเกียจสถานะของผมเลยสักนิด น้องสาวของผมยังเอาเกี๊ยวมาให้กินด้วยนะ เป็นไส้ที่เธอปรุงเอง อร่อยมากเลยครับ” เขาหยิบขนมเถาซูออกมาอวดราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า “นี่ก็เป็นขนมที่น้องสาวผมให้มาครับ”
แต่สิ่งที่คุณปู่เมิ่งสนใจมีเพียงเรื่องเดียว “แล้วแกหายตัวไปได้ยังไง”
[จบบท]