บทที่ 247: หัวหน้าอนุมัติไหมครับ (1/2)
“ผมถูกพวกค้ามนุษย์ลักพาตัวไปตั้งแต่แรกเกิดครับ” เมิ่งจิ่วซือเล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบและแววตาที่สงบนิ่ง “จริงๆ แล้วผมมีพี่ชายฝาแฝดอีกคน เป็นพี่สามของผม แล้วก็มีพี่ชายอีก 2 คนกับน้องสาวอีก 1 คน น้องสาวผมแต่งงานกับทหาร มีลูก 4 คน ก็คือเด็กแฝดที่เราเจอกันก่อนหน้านี้แหละครับ”
เมิ่งอี้เหิงนึกถึงต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ขึ้นมาได้ “เด็กผู้ชายฝาแฝดที่สายตาฉายแววฉลาดคู่นั้นน่ะเหรอ”
“ใช่ครับ พวกเขานั่นแหละ” รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของเมิ่งจิ่วซือ “พวกเขาเป็นหลานชายแท้ๆ ของผม ส่วนผมก็เป็นน้าชายสี่ของพวกเขา”
เมิ่งอี้เหิงไม่ได้เห็นหลานชายมีความสุขเบิกบานใจแบบนี้มานานมากแล้ว เขาจึงอดที่จะยิ้มตามไปด้วยไม่ได้
“ดูออกเลยนะ ว่าแกดีใจที่ได้เจอน้องสาวมาก”
แค่หลานชายไม่ได้ถูกทอดทิ้ง เขาก็โล่งใจแล้ว
เมิ่งจิ่วซือมีท่าทีเขินอายนิดหน่อย แต่ก็ยังคงเอ่ยปากชม “น้องดีกับผมมากครับ”
แววตาที่น้องสาวมองมา มันไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความรังเกียจ ดวงตาของเธอสดใสเป็นประกาย แถมยังเอาเกี๊ยวกับขนมเถาซูมาให้ กลัวว่าเขาจะโดนยุงกัด ก็อุตส่าห์เตรียมยาจุดกันยุงมาให้ด้วย เธอดีกับเขามากๆ จริงๆ
“ในที่สุดก็ได้เจอกับครอบครัวที่แท้จริงสักที ปู่ดีใจกับแกด้วยนะ” เมิ่งอี้เหิงตบศีรษะหลานชายเบาๆ ใบหน้าที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากประดับไปด้วยรอยยิ้มแห่งความปลาบปลื้ม
ในที่สุดเจ้าลิงน้อยผอมกะหร่องในวันนั้นก็ได้พบครอบครัวของตัวเองแล้ว
“ผมบอกพวกเขาไปแล้ว ว่าผมจะไม่เปลี่ยนแซ่” เมิ่งจิ่วซือพูดต่อ “ผมจะเป็นหลานของปู่ตลอดไป”
คำพูดนั้นทำให้เมิ่งอี้เหิงรู้สึกทั้งสุขและเศร้าในเวลาเดียวกัน
เขาชี้นิ้วที่สั่นเทาเล็กน้อยไปที่หลานชาย “เจ้าเด็กโง่เอ๊ย ช่างโง่จริงๆ”
เมิ่งจิ่วซือไม่คิดว่าตัวเองโง่เลยสักนิด “ปู่เลี้ยงดูผมมาตั้งแต่เล็กจนโต มันก็เป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องดูแลปู่ตอนแก่สิครับ อีกอย่าง บ้านหลินก็มีลูกตั้งหลายคน ไม่ได้ขาดผมไปสักหน่อย”
“พูดจาเหลวไหล” เมิ่งอี้เหิงขอบตาแดงก่ำ เขาหันหลังหนี ไม่อยากจะคุยกับเจ้าเด็กโง่คนนี้อีก
ถ้าจะให้พูดแบบคนที่เคยเหยียบย่ำโจมตีเขาล่ะก็ เขาคงเป็นเนื้อร้ายของประเทศที่ชอบช่วยเหลือคนที่ไม่สมควรจะช่วย
ลูกหลานแท้ๆ ของเขาพากันตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์เพื่อตัดขาดความสัมพันธ์
ที่จริงแล้วจิ่วซือไม่จำเป็นต้องมาตกระกำลำบากแบบนี้เลย เพราะยังไงเขาก็ไม่ใช่คนของตระกูลเมิ่งอยู่แล้ว แค่ประกาศตัดความสัมพันธ์ เขาก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตสุขสบายของตัวเองได้ แต่เจ้าเด็กโง่คนนี้กลับดื้อรั้น ไม่ยอมทำตาม จนต้องเสียขาไปข้างหนึ่ง แถมภรรยากับลูกก็ยังทิ้งไปอีก ถึงขนาดนี้แล้วก็ยังจะดันทุรังมาลำบากกับเขาอีก โง่เง่าสิ้นดี
เขาไม่เคยเจอใครที่โง่ได้ขนาดนี้มาก่อน
ตอนอยู่ที่เมืองหลวงก็ทำตัวโง่ๆ พอมาอยู่ที่นี่ อุตส่าห์ได้เจอครอบครัวที่แท้จริงแล้วแท้ๆ แต่เจ้าเด็กโง่นี่กลับบอกว่าจะไม่เปลี่ยนแซ่ ไม่เปลี่ยนแล้วมันจะใช้ได้ที่ไหนกัน
แกไม่รู้หรือไงว่าคนต่างจังหวัดเขาถือเรื่องนี้กันจะตาย ถ้าแกไม่ยอมเปลี่ยนแซ่ แล้วพวกเขาจะยอมรับแกจากใจจริงได้ยังไงกัน นี่มันเท่ากับแกกำลังตัดอนาคตของตัวเองอยู่นะ
เมิ่งจิ่วซือรู้ดีว่าปู่กำลังโกรธ แต่เขาก็ยังยืนกรานในความคิดของตัวเอง
“พ่อบอกว่าไม่บังคับให้ผมเปลี่ยนแซ่ ผมดูออกว่าเขาพูดจริงๆ นะครับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ปู่ครับ ครอบครัวของผมไม่เหมือนใคร พวกเขาเป็นคนตรงไปตรงมา พูดคำไหนคำนั้น ไม่ใช่คนหน้าไหว้หลังหลอก ผมดูออก”
“เหลวไหลสิ้นดี” เมิ่งอี้เหิงหันกลับมา ชายชราผู้สง่างามที่ปกติไม่เคยพูดคำหยาบ วันนี้กลับเผลอสบถออกมา “แกดูออกงั้นเหรอ เพิ่งจะเจอกันแค่ครั้งเดียว แกจะไปดูอะไรออก”
“คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจนะ” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความสับสน
ถ้าไม่ใช่เพราะเคยถูกคนในครอบครัวแทงข้างหลัง เขาคงไม่ต้องมาลงเอยในสภาพนี้หรอก
เมิ่งจิ่วซือไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม “รอให้ปู่ได้เจอน้องสาวของผมก่อนแล้วจะเข้าใจเองครับ พรุ่งนี้เธอบอกว่าจะเอาของมาให้อีก”
เมิ่งอี้เหิงจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ ที่เขาพูดไปทั้งหมดก็เพราะกลัวว่าหลานชายจะต้องผิดหวังและเสียใจ
“ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ”
เมิ่งจิ่วซือหยิบขนมเถาซูชิ้นหนึ่งยื่นให้ปู่ “ปู่ครับ กินขนมเถาซูสิครับ ทั้งหมดนี่ผมให้ปู่เลยนะ ผมอิ่มมากแล้ว”
เออสิ ก็แกเล่นกินเกี๊ยวไปซะขนาดนั้นนี่
เมิ่งอี้เหิงรู้สึกเหมือนหลานชายกำลังขิงใส่เขาอยู่หน่อยๆ เขามองอยู่หลายที แต่ก็จับไม่ได้คาหนังคาเขา
…
ครอบครัวหลินเดินทอดน่องกลับเข้าหมู่บ้านอย่างไม่เร่งรีบ
หลินซื่อเซิ่งที่กำลังเดินอยู่รู้สึกเหมือนน้องสาวจะเดินรั้งท้ายอยู่ เลยหันกลับไปดู
เจาเจากำลังควงแขนกู้เฉิงหวยคุยกันกระหนุงกระหนิง จากนั้นน้องเขยก็ยีผมยาวสลวยของเธอเบาๆ ก่อนจะย่อตัวลง น้องสาวก็ยิ้มร่าเริงสดใส กระโดดขึ้นหลังเขาไปอย่างง่ายดาย สองแขนโอบรอบลำคอ แล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ทำท่าเหมือนจะหอมแก้มเขาอย่างออดอ้อน
หลินซื่อเซิ่งรีบหันกลับมาทันทีด้วยสีหน้าเหม็นเบื่อความรัก
“ทำหน้าอะไรของแก” หลินซื่อชางหันไปมองบ้าง แล้วก็ดันไปเห็นฉากที่ไม่ควรเห็นเข้าพอดี เขาเลยรีบหันกลับมา แล้วแกล้งกระแอมไอแก้เก้อ
หลินซื่อเซิ่งเห็นแล้วก็ขำไม่หยุด
ทางด้านหลัง
กู้เฉิงหวยเอียงหน้าหลบการจู่โจมของภรรยา ก่อนจะกระซิบเสียงทุ้ม “คนอื่นอยู่ข้างหน้า กลับถึงบ้านแล้วค่อยแกล้งกันนะ”
หลินเจายิ้มกริ่ม เลิกแกล้งเขาแล้วซบหน้าลงบนไหล่กว้าง พลางมองใบหน้าคมคายของสามีด้วยสายตาที่เปี่ยมสุข “กู้เฉิงหวย คืนนี้พระจันทร์สวยจังเลยนะคะ ทั้งสว่างแล้วก็กลมดิ๊กเลย”
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ใกล้จะถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว ดวงจันทร์คืนนี้จึงดูสว่างและกลมโตเป็นพิเศษ
“ใกล้จะถึงวันเกิดคุณแล้ว อยากฉลองยังไงดี” พอนึกถึงช่วง 2 ปีที่ผ่านมาที่เขาไม่มีโอกาสได้อยู่ฉลองวันเกิดกับเธอ กู้เฉิงหวยก็รู้สึกผิดและตำหนิตัวเอง “ปีนี้ผมอยู่นะ คุณอยากได้อะไรขอมาได้เลย ถ้าผมทำให้ได้ ผมจะทำให้ทุกอย่าง”
หลินเจาเพิ่งจะนึกได้ว่าวันเกิดตัวเองใกล้เข้ามาแล้ว “แค่คุณอยู่กับพวกเราพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว สำหรับฉันมันก็เป็นของขวัญที่ดีที่สุดแล้วล่ะค่ะ”
กู้เฉิงหวยรู้สึกเหมือนหัวใจเบ่งบานไปด้วยดอกกุหลาบสีชมพู ก่อนที่มุมหนึ่งของหัวใจจะอ่อนยวบลงมา น้ำเสียงของเขาจึงนุ่มนวลลงหลายเท่าตัว “ไม่มีคำขออื่นเลยเหรอครับ อย่างเช่นไปเที่ยวในเมือง ไปกินของอร่อยๆ ซื้อเสื้อผ้าสวยๆ สัก 2-3 ชุด อากาศเริ่มจะเย็นแล้ว สมควรซื้อเสื้อผ้าใหม่ได้แล้วนะ
แล้วก็ไปเดินเล่นร้านหนังสือ ซื้อเล่มที่คุณสนใจ
ตอนที่ผมกลับมา ผมได้ยินว่าในเมืองมีสวนสัตว์ด้วยนะ ผมจะพาคุณไปดู แล้วก็เหมือนจะมีโรงละครด้วย เราไปดูกันก็ได้ ถ้าวันเดียวไม่พอ เราก็เอาจดหมายแนะนำตัวไปพักที่หอพักสักคืน แล้วค่อยกลับวันรุ่งขึ้น”
กู้เฉิงหวยพูดแผนการเสียยืดยาว แต่กลับไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากคนบนหลัง เขาจึงหันไปมอง และในจังหวะที่หันไปนั้นเอง ริมฝีปากบางของเขาก็ได้สัมผัสกับความนุ่มหยุ่นโดยไม่คาดคิด เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบมองไปข้างหน้าอย่างร้อนตัว เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสังเกตเห็น พวกเขาจึงค่อยโล่งใจ
“คิกๆ” หลินเจาหัวเราะคิกคัก “ไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ พ่อกับแม่ไม่ได้สนใจเราสองคนหรอก”
ดวงตาคมกริบของกู้เฉิงหวยฉายแววอ่อนใจระคนเอ็นดู “คุณตั้งใจใช่ไหม”
“ใช่สิคะ” หลินเจาตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ
กู้เฉิงหวยยิ้มอย่างตามใจ ก่อนจะขยับตัวให้คนบนหลังเกาะได้ถนัดขึ้น “ข้อเสนอของผมเป็นยังไงบ้างครับ หัวหน้าจะอนุมัติไหม”
หลินเจาหัวเราะร่า “อนุมัติค่ะ”
“ตกลงตามนี้ งั้นคุณลางานสักวันนะ เดี๋ยวผมจะไปขอจดหมายแนะนำตัวจากผู้ใหญ่บ้านเอง” กู้เฉิงหวยจัดการวางแผนทุกอย่างเรียบร้อย
เรื่องลางานไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร อย่างมากก็แค่ถูกหักค่าแรง 1 วัน หลินเจาจึงถามต่อ “แล้วจะพาลูกๆ ไปด้วยไหมคะ”
“คุณอยากพาพวกเขาไปเหรอ” กู้เฉิงหวยรู้สึกว่ายังไงก็ได้ เพราะเขามั่นใจว่าดูแลลูกทั้ง 4 คนไหวอยู่แล้ว
หลินเจาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พาไปด้วยดีกว่าค่ะ นานๆ จะได้ออกไปเที่ยวสักที ให้พวกเขาไปเปิดหูเปิดตาบ้าง”
ถ้าไม่พาไปด้วย มีหวังอวี้เป่ากับเหิงเป่าต้องน้อยใจแน่ๆ
“งั้นก็พาไปด้วยกัน” กู้เฉิงหวยเห็นด้วย
“ถือโอกาสกระชับความสัมพันธ์พ่อลูกไปในตัวด้วย เดี๋ยวพอกลับไปกองทัพแล้ว ลูกๆ ทั้ง 4 คนจะจำหน้าคุณไม่ได้พอดี” หลินเจาพูดติดตลก
กู้เฉิงหวยนิ่งไปชั่วครู่ “ขอบคุณนะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ” หลินเจาตบไหล่เขาเบาๆ ด้วยท่าทีสบายๆ
เมื่อนึกถึงเรื่องของพี่ชายคนที่สี่ขึ้นมาได้ น้ำเสียงของเธอก็กลับมาร่าเริงอีกครั้ง “พี่สี่ของฉันเก่งมากเลยนะคะ เขาเป็นหมอแผนจีน แค่ใช้เข็มเงินก็รักษาขาของตัวเองได้แล้ว ฝีมือต้องสุดยอดมากแน่ๆ
แล้วพี่สี่ก็เป็นคนดีด้วยค่ะ เขาดูสงบ ไม่ได้โกรธเคืองอะไรพวกเราเลย ในใจเขายอมรับพวกเราแล้ว มันดีมากจริงๆ พ่อกับแม่ก็ดีใจแล้วก็ภูมิใจในตัวพี่เขามาก ฉันดูออกค่ะ”
กู้เฉิงหวยยังคงก้าวเดินอย่างมั่นคง เขายิ้มและพยักหน้ารับ “ให้เวลาเขาสักหน่อย เดี๋ยวเขาก็เรียกพ่อกับแม่เอง”
[จบบท]