บทที่ 266: “สร้างข่าว” (2/2)
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็เป็นหนึ่งในกลุ่มไทยมุงเช่นกัน
“นั่นน่ะพี่ชายของยายของแม่ผมเอง ก็คือตาใหญ่ของผมกับพี่ชายไง!” เหิงเป่าประกาศเสียงดังฟังชัด น้ำเสียงเปี่ยมล้นไปด้วยความภาคภูมิใจ “ยายใหญ่ของผมก็ใจดีมากๆ เลยนะ ท่านทำเนื้ออร่อยๆ ให้พวกเรากินด้วย อ้อ! ยายใหญ่ของผมก็เป็นคนงานเหมือนกันนะครับ”
ทุกคนที่ได้ฟังต่างคิดในใจว่า… ก็ไม่เห็นจะต้องเน้นย้ำขนาดนั้นเลย
แต่เจ้าตัวเล็กที่กำลังเห่อกลับสาธยายไม่หยุด “แล้วก็มีน้าของผมด้วย ผมหมายถึงน้าอวิ๋นเฉิงกับน้าอวิ๋นจิ่นน่ะ พวกเขาก็ใจดีมากเลย ซื้อไอศกรีมหวานเย็นชื่นใจให้พวกเรากิน แถมยังพาไปเล่นสเกตอีกด้วยนะ
สเกตนี่สนุกมากเลยนะครับ ผมยังเล่นไม่จุใจเลย แม่ของผมก็เล่นเป็นนะ แถมยังเล่นเก่งสุดๆ ไปเลย แม่ไถลพรืดเดียวไปได้ตั้งไกล ผมเองก็อยากเล่นเก่งแบบนั้นบ้าง แม่บอกว่าถ้าเล่นบ่อยๆ เดี๋ยวผมก็จะเล่นเก่งแบบนั้นได้เหมือนกัน แม่ยังบอกอีกว่าคราวหน้าจะพาพวกเราไปอีก”
พอพูดถึงช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้น เจ้าตัวเล็กก็ออกท่าทางประกอบอย่างมีชีวิตชีวา
ชาวบ้านที่เพิ่งเลิกงานและยังไม่ได้ฟังเรื่องราวชีวิตในเมืองจากฝาแฝด ก็เลยยังไม่รีบกลับบ้านไปกินข้าวเย็น พากันหยุดยืนฟังเด็กน้อยเล่าเจื้อยแจ้ว
“เหิงเป่า บ้านตาใหญ่ของเธอเป็นตึกสูงใช่ไหมล่ะ”
เหิงเป่ากางแขนทำท่าประกอบ “ใช่แล้วครับ เป็นตึกสูงปรี๊ดเลย ต้องปีนบันไดขึ้นไป บ้านตาใหญ่อยู่ชั้น 3 ครับ”
“อยู่บนตึกต้องสบายน่าดูเลยนะ” คนพูดเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเจือความอิจฉา
คนอื่นๆ ก็รู้สึกอิจฉาไม่แพ้กัน ในยุคสมัยนี้คงไม่มีใครที่ไม่อยากเป็นคนเมือง
“จะสบายรึเปล่าผมก็ไม่รู้นะครับ เพราะผมไม่ได้อยู่ แต่เชียนเป่ากับเหยาเป่าได้อยู่ ต้องไปถามสองคนนั้นดู” เหิงเป่ารู้สึกว่าโซฟาที่บ้านตาใหญ่นั่งสบายดี
อาของฉางเซิ่งหันไปมองซานไจ่ที่กำลังนั่งบีบลูกบอลยางเล่นอยู่ เขาผิวปากเรียกเบาๆ เมื่อเจ้าก้อนน้อยหันมามอง เขาก็เอ่ยถามทีเล่นทีจริงว่า “บ้านตาใหญ่ของเธออยู่สบายรึเปล่าล่ะ”
เขาแค่ถามไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้คาดหวังว่าซานไจ่จะตอบได้
เด็กตัวกะเปี๊ยกที่สูงไม่ถึงต้นขาเขาด้วยซ้ำจะไปรู้อะไร บางทีอาจจะไม่เข้าใจคำถามของเขาด้วยซ้ำไป
แต่ใครจะคาดคิดว่าเจ้าตัวเล็กเตี้ยป้อมอ้วนกลมจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่า “สบายครับ”
“เฮ้ย! เธอฟังที่ฉันพูดรู้เรื่องด้วยเหรอเนี่ย” อาของฉางเซิ่งเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
อวี้เป่าลูบศีรษะน้องชายอย่างแผ่วเบาพลางเผยสีหน้าภาคภูมิใจ “เชียนเป่าฉลาดจะตายครับ ผู้ใหญ่พูดอะไรก็เข้าใจหมดนั่นแหละ”
การที่น้องชายฉลาดกว่าตัวเองไม่ได้ทำให้คนเป็นพี่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเลยแม้แต่น้อย เขากลับรู้สึกดีใจเสียด้วยซ้ำ ก็เพราะนี่คือน้องชายแท้ๆ ของเขานี่นา
“เด็ก 4 คนบ้านเธอนี่มัน… เหลือเชื่อจริงๆ!” อาของฉางเซิ่งส่ายหน้าอุทานออกมา
ก่อนหน้านี้เขาเคยได้ยินคนลือกันว่าซานไจ่ฉลาดมาก ตัวนิดเดียวก็รู้จักหยิบหนังสือมาอ่านแล้ว ตอนนั้นยังคิดว่าชาวบ้านพูดจาเกินจริง แต่พอได้ลองคุยดูเมื่อครู่ก็รู้ได้ทันทีว่านั่นคือเรื่องจริง
ชายหนุ่มหันไปมองหลานชายแท้ๆ ที่ดูทึ่มๆ ของตัวเอง กอดอกแล้วพูดอย่างเหยียดๆ “คนจะฉลาดไม่ฉลาดนี่มันดูกันออกตั้งแต่เด็กจริงๆ สินะ”
ฉางเซิ่งที่กำลังเพลินกับการฟังวิทยุอยู่ดีๆ ก็ถูกอาของตัวเองเหน็บเข้าให้ เขาโกรธจนกระทืบเท้าปึงปังแล้วตะโกนถาม “อา! ผมไปทำอะไรให้อีกแล้วเนี่ย!?”
“ก็หัดดูเด็กๆ 4 คนนี้เป็นตัวอย่างซะบ้างสิ” อาของฉางเซิ่งตบหัวหลานชายเบาๆ “ไอ้หนูทึ่มเอ๊ย”
นับตั้งแต่ถูกหลินเจาสั่งสอนไปคราวนั้น ฉางเซิ่งก็ถูกเพื่อนๆ ในกลุ่มตีตัวออกห่าง นิสัยของเขาจึงเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมาก จนทำให้อาของเขารู้สึกเอ็นดูขึ้นมาบ้าง จากที่เมื่อก่อนแทบไม่อยากจะชายตามอง
ฉางเซิ่งหันไปมองซื่อไจ่ที่กำลังเล่นตุ๊กตาเสือผ้าอยู่ เขาเกาหัวแกรกๆ ของเล่นเด็กผู้หญิงแบบนั้นน่ะ เขาไม่เอาอย่างหรอก!
เพราะอิทธิพลของฝาแฝด ทำให้ฉางเซิ่งเลิกใช้คำพูดดูถูกคนอย่าง “นังเด็กผู้หญิง” หรือ “ของไร้ค่า” ไปโดยปริยาย แม้กระทั่งความคิดในใจก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
…
บรรยากาศหน้าบ้านตระกูลกู้คึกคักจอแจผิดกับบริเวณตีนเขาที่เงียบสงบไร้ผู้คน
หลินเจาเดินตรงไปหาพี่ชายคนที่สี่ของเธอ แล้วยื่นลูกอมนมตรากระต่ายขาว 2 เม็ดใส่มือของเมิ่งจิ่วซือ “พี่สี่ กินลูกอมเพิ่มพลังหน่อยค่ะ”
เมิ่งจิ่วซือที่กำลังก้มหน้าก้มตาตัดหญ้าหมูอย่างขะมักเขม้น แม้ท่าทางจะดูเงอะงะไปบ้าง แต่ก็แฝงไปด้วยความตั้งใจ
“ขอบใจนะ” เขาปาดเหงื่อบนหน้าผาก ก่อนจะเช็ดมือให้สะอาดแล้วจึงรับลูกอมไป เขาแกะห่อแล้วส่งลูกอมเข้าปาก เมื่อรสหวานละมุนแผ่ซ่านไปทั่ว เขาก็หลับตาพริ้มลงอย่างมีความสุข
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ” หลินเจาบอก ก่อนจะชี้ไปยังกองหญ้าหมู “ให้ฉันช่วยไหมคะ”
เมิ่งจิ่วซือไม่คิดว่าน้องสาวจะอาสาช่วยงาน เขาจึงถามกลับไปอย่างขบขัน “เธอทำเป็นด้วยเหรอ”
หลินเจาส่งสายตาค้อนให้เขาเบาๆ “อย่าดูถูกกันไปหน่อยเลย อย่างน้อยฉันก็เป็นสาวบ้านนอกนะ งานเกษตรพื้นฐานแค่นี้สบายมาก ฉันเกี่ยวข้าวสาลีเป็น หักข้าวโพดก็เป็นด้วยนะจะบอกให้”
“ดูไม่ออกเลยจริงๆ” ดวงตาของเมิ่งจิ่วซือทอประกายแห่งความขบขัน
เขารู้สึกว่าการได้อยู่กับคนในครอบครัวหลินนั้นช่างเป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลายและเป็นอิสระอย่างแท้จริง แม้ชีวิตของเขาจะลำบากยากเข็ญเพียงใด แต่การปรากฏตัวของน้องสาวก็สามารถทำให้จิตใจของเขาสงบลงได้อย่างน่าประหลาด
“เธอเหมือนคุณหนูในเมือง ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้นข้าวสาลีหน้าตาเป็นยังไง”
หลินเจาถือว่านั่นเป็นคำชมว่าเธอสวย เธอยิ้มจนตาหยีเป็นสระอิ “ก็ช่วยไม่ได้นี่คะ ฉันเติบโตมาด้วยความรักนี่นา”
เมิ่งจิ่วซือไม่ได้นึกเปรียบเทียบกับชีวิตของตนเองแล้วรู้สึกสมเพชเวทนา เขากลับรู้สึกยินดีไปกับน้องสาวด้วยซ้ำ “แบบนั้นก็ดีมากแล้วล่ะ”
“พี่สี่คะ ทำไมพี่ถึงไม่รู้สึกขุ่นเคือง หรือไม่พอใจกับโชคชะตาของตัวเองเลยล่ะคะ” หลินเจาไม่เข้าใจจริงๆ หากเป็นคนอื่นที่ต้องเจอกับบทชีวิตแบบเดียวกับพี่ชายของเธอ คงจะเต็มไปด้วยความรู้สึกไม่ยุติธรรมและคิดว่าทั้งโลกเป็นหนี้บุญคุณตัวเอง แต่พี่ชายของเธอกลับสงบนิ่งราวกับยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างได้
“จะให้ขุ่นเคืองอะไรล่ะ จะให้ไม่พอใจอะไร” สีหน้าของเมิ่งจิ่วซือยังคงเรียบเฉย
“ชีวิตของฉันอาจจะโชคร้าย แต่การได้พบกับคุณปู่ก็ถือเป็นโชคดีที่สุดแล้ว การได้รู้ว่าตัวเองไม่ได้ถูกทอดทิ้ง และครอบครัวก็พยายามตามหามาตลอด แค่นี้ในใจของฉันก็ไม่มีอะไรติดค้างอีกแล้ว จะให้ไปเรียกร้องอะไรอีกล่ะ”
เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของหลินเจา “เธอคือน้องสาวแท้ๆ ของฉัน ฉันก็ต้องหวังให้เธอได้ดีอยู่แล้ว”
ยิ่งเขารู้ว่าเด็กผู้หญิงในชนบท 10 คน จะมีถึง 9 คนที่ไม่เคยได้รับความสำคัญ ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ หรือได้ออกไปเห็นโลกกว้าง ตั้งแต่เล็กจนโตก็ต้องวนเวียนอยู่แต่ในบ้าน พอถึงวัยอันควรก็หนีไม่พ้นชะตากรรมที่ต้องถูกใช้แทนสินสอด… การที่น้องสาวของเขาถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีและมีความสุข เขาก็รู้สึกยินดีจากใจจริง และยังรู้สึกได้อีกว่าครอบครัวของเขานั้นดีมาก การได้มีครอบครัวแบบนี้ถือเป็นวาสนาของเขาแล้ว
เมิ่งจิ่วซือไม่สามารถเอ่ยคำว่า ‘รัก’ ออกมาได้อย่างง่ายดายเหมือนหลินเจา เขาทำได้เพียงเก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจเงียบๆ
“พี่สี่…” หลินเจารับรู้ได้ว่าทุกคำพูดของเขาออกมาจากใจจริง ความรู้สึกตื้นตันก็พลันเอ่อล้นขึ้นมาในอก
“ถึงจะรู้สึกว่าพี่ดูซื่อไปหน่อย แต่ฉันก็ยิ่งชอบพี่มากขึ้นไปอีกนะคะ พี่สี่”
คำสารภาพตรงไปตรงมานั้นทำให้เมิ่งจิ่วซือถึงกับทำตัวไม่ถูก ใบหน้าของเขาร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
ขนาดภรรยาเก่าของเขายังไม่เคยพูดจาหวานเลี่ยนแบบนี้กับเขามาก่อนเลย
มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างไม่รู้ตัว
ตลอดเวลาที่ผ่านมา นอกจากคุณปู่เมิ่งแล้ว คนอื่นๆ ในบ้านเมิ่งต่างก็มองเขาเป็นตัวประหลาด คอยหาเรื่องกลั่นแกล้งทั้งต่อหน้าและลับหลัง เมื่อก่อนเขาเคยคิดว่านี่คงเป็นชะตาชีวิตของเขา บางทีเขาอาจจะเกิดมาเพื่อให้คนไม่รัก…
แต่คำว่า “ชอบ” เพียงคำเดียวจากน้องสาว กลับทำให้เมิ่งจิ่วซือรู้สึกว่า… บางทีเขาอาจจะไม่ได้แย่ขนาดนั้นก็ได้
หลินเจาหยิบซองเข็มทิพย์ที่เตรียมมาออกมา “พี่สี่คะ ฉันเอาเข็มมาให้พี่ค่ะ ลองดูนะคะว่าใช้ได้รึเปล่า”
ภายในซองบรรจุเข็มหลากหลายขนาด ทั้งยาวสั้นหนาบางคละกันไป
เธอไม่มีความรู้ด้านการแพทย์ จึงไม่แน่ใจว่าพี่ชายของเธอจะสามารถใช้มันได้หรือไม่
ทันทีที่เมิ่งจิ่วซือเห็นชุดเข็มที่น้องสาวยื่นให้ ดวงตาของเขาก็ลุกวาวขึ้นมาทันที
“ใช้ได้สิ! เจาเจา เข็มชุดนี้ของเธอล้ำค่ามาก สามารถใช้เป็นของสืบทอดประจำตระกูลได้เลยนะ”
หลินเจาถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าพี่ชายจะประเมินมูลค่าของเข็มชุดนี้ไว้สูงถึงเพียงนั้น เธอจึงยิ้มแล้วพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ให้พี่ไว้เป็นของสืบทอดประจำตระกูลเลยสิคะ”
น้ำเสียงของเธอดูสบายๆ แต่ก็แฝงไปด้วยความจริงจัง
เมิ่งจิ่วซือหันขวับมามองเธอทันที แววตาเต็มไปด้วยความไม่เห็นด้วย “ฉันเป็นพี่ชายเธอนะ จะมาเอาเปรียบน้องสาวได้ยังไง เธอเก็บไว้กับตัวเถอะ วันไหนที่ขาดเงินก็ค่อยเอาไปขาย น่าจะได้เงินไม่น้อยเลยทีเดียว”
แม้ปากจะบอกให้เอาไปขาย แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความเสียดายอย่างปิดไม่มิด
เขาไม่ใช่คนโลภ แต่การที่ต้องคิดว่าเข็มล้ำค่าชุดนี้อาจจะตกไปอยู่ในมือของคนที่ไม่เห็นคุณค่า มันทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดใจ
“ฉันไม่ขาดเงินหรอกค่ะ” หลินเจาตอบกลับทันควัน
“เข็มชุดนี้จะทรงคุณค่าที่สุดก็ต่อเมื่อมันได้อยู่ในมือของคนที่เชี่ยวชาญด้านแพทย์แผนจีน พี่สี่รับไว้เถอะค่ะ ตั้งใจศึกษาวิชาแพทย์ของพี่ให้ดี ในอนาคตพอพี่ได้เป็นหมอชื่อดัง ก็จะมีแต่คนเอาเงินมายื่นให้ถึงที่ พอถึงตอนนั้นพี่มีเงินแล้วจะไม่แบ่งให้น้องสาวคนเดียวของพี่ใช้บ้างเลยเหรอคะ”
เมิ่งจิ่วซือรีบปฏิเสธทันที “ไม่มีทางแน่นอน ฉันมีอะไรก็พร้อมจะให้เธอทั้งหมดนั่นแหละ”
“ถ้าอย่างนั้นก็จบเรื่องแล้วนี่คะ อย่าพูดมากเลยน่า เข็มชุดนี้พี่เก็บไว้นะคะ ถ้ากลัวหายก็ขุดหลุมฝังดินซ่อนไว้ก็ได้ ไม่แน่ว่าสักวันอาจจะได้ใช้” ท่าทีของหลินเจาแน่วแน่จนไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ
เธอคิดว่าบางทีในอนาคต พี่ชายของเธออาจจะมีโอกาสได้เป็นหมอประจำกองพลการผลิต จะได้ไม่ต้องมาทำงานหนักๆ ให้สิ้นเปลืองเวลาอีกต่อไป
ยังเหลือเวลาอีกตั้ง 10 ปีนี่นา
[จบบท]