บทที่ 268: ความรู้สึกของพี่ชาย (2/2)
"เสื้อผ้าพวกนั้นพ่อตัดโดยอ้างอิงจากขนาดตัวของพี่ใหญ่กับพี่รอง แต่จะเล็กกว่านิดหน่อย ซึ่งพี่สี่น่าจะใส่ได้พอดีค่ะ"
"อ้อ! พ่อยังฝากบอกด้วยว่าจะตัดเสื้อนวมชุดใหม่ให้พี่ เพราะฤดูหนาวที่นี่หิมะตกหนักและอากาศก็หนาวมาก แล้วก็...พ่อจะตัดให้คุณปู่เมิ่งอีกหนึ่งชุดด้วยค่ะ ในฐานะที่ท่านเลี้ยงดูพี่มา ท่านคือผู้มีพระคุณของครอบครัวเรา เราจะตอบแทนท่านเท่าที่เราจะทำได้"
เมิ่งจิ่วซือรู้สึกตื้นตันใจอย่างสุดซึ้ง เขาได้แต่ก้มหน้าก้มตาเกี่ยวหญ้าหมูต่อไป แต่มือที่กำต้นหญ้ากลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบากก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า "เจาเจา ให้พ่อตัดให้เธอนะ พี่มีสถานะพิเศษ ใส่เสื้อผ้าดีๆ ไม่ได้หรอก เอาแค่เสื้อนวมเก่าๆ ให้พี่สักตัวก็พอแล้ว"
"แต่เสื้อนวมเก่ามันไม่กันหนาวนะคะ" หลินเจาขมวดคิ้ว ก่อนจะเอ่ยปลอบพี่ชายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง "พี่ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ พ่อเขารู้ว่าควรทำยังไง ท่านจะใช้ผ้าฝ้ายใหม่เอี่ยม แต่จะเย็บรอยปะใหญ่ๆ ปิดทับไว้ข้างนอก รับรองว่าไม่มีใครดูออกแน่นอนค่ะ"
เมิ่งจิ่วซือรู้ดีว่าน้องสาวไม่ชอบให้เขาเอ่ยคำขอบคุณ เขาจึงเลือกที่จะเงียบแทน
หลินเจารู้สึกพอใจกับท่าทีนั้น
ด้วยความที่เป็นคนมีเรี่ยวแรงเยอะ พอเริ่มจับทางได้เธอก็เกี่ยวหญ้าได้อย่างรวดเร็ว ไม่นานตะกร้าก็เต็ม เธอจึงตบมือเบาๆ แล้วเอ่ยว่า "เต็มแล้ว กลับกันเถอะค่ะ!"
"อืม"
เมิ่งจิ่วซือกลัวว่าจะไปเจอใครในหมู่บ้านเข้า จึงหันไปถามน้องสาว "เธอไปก่อนเลยไหม"
"ไม่เอาค่ะ" หลินเจาปฏิเสธทันควัน "ฉันยังต้องไปเอาสมุนไพรไล่ยุงจากพี่เลยนะคะ หลานชายตัวโต 3 คนกับหลานสาวอีก 1 คนของพี่จะโดนยุงหามไปอยู่แล้ว!"
เธอมีเลือดที่ดึงดูดยุงเป็นพิเศษ และลูกๆ ทั้ง 4 คนก็ได้รับการถ่ายทอดคุณสมบัตินั้นมาเต็มๆ หากคืนไหนไม่มีถุงหอมไล่ยุง ก็แทบจะข่มตานอนกันไม่ได้เลย
"งั้นเดี๋ยวกลางคืนให้น้องเขยเอาไปให้ก็ได้" เมิ่งจิ่วซือยังคงเป็นกังวลเรื่องความปลอดภัย
หลินเจาหัวเราะเบาๆ "ป่านนี้แล้ว ไม่มีชาวบ้านคนไหนมาแถวตีนเขาหรอกค่ะ พี่สี่วางใจได้เลย ฉันไม่เป็นอะไรหรอกน่า ต่อให้เจอใครเข้าจริงๆ ฉันก็มีเหตุผลดีๆ ที่จะอธิบายได้"
ในฐานะครอบครัวทหารและยังมีงานทำที่สหกรณ์ คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ต่างก็ให้ความเกรงใจเธออยู่บ้าง การที่เธอจะมาขอสมุนไพรไล่ยุงสักหน่อยคงไม่มีใครเอาไปพูดจาในทางเสียหาย
อีกเหตุผลสำคัญก็คือ กระแสความวุ่นวายทางการเมืองจากในเมืองใหญ่ยังไม่แผ่ขยายมาถึงชนบทที่ห่างไกลแห่งนี้ ชาวบ้านในกองพลการผลิตเฟิงโซวไม่ค่อยได้รับรู้ข่าวสารจากโลกภายนอกมากนัก พวกเขารู้แค่เพียงว่ามี 'คนไม่ดี' บางส่วนถูกส่งตัวมาเพื่อ 'รับการอบรม' ใหม่
ตอนที่พวกเขาเห็นว่าในกลุ่มคนเหล่านั้นมีเด็กตัวเล็กผอมแห้งรวมอยู่ด้วย หลายคนถึงกับสบถออกมาว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ ถ้าไม่เพราะถูกผู้ใหญ่บ้านดุด่าไปเสียก่อน คงจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกว่านี้
ด้วยเหตุนี้เอง คนในกองพลการผลิตเฟิงโซวจึงไม่ได้ก่อกวนเมิ่งจิ่วซือและคนอื่นๆ มากนัก คนที่ไม่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านก็จะทำเป็นมองไม่เห็น ส่วนคนที่สอดรู้สอดเห็นก็ทำได้เพียงแค่มองอยู่ห่างๆ
เมิ่งจิ่วซือมองน้องสาวแล้วถอนหายใจเบาๆ "ช่างไม่กลัวอะไรเลยจริงๆ นะเรา"
"ถ้าเกิดเจอใครเข้าจริงๆ เธอต้องอยู่ห่างๆ จากพี่นะ แล้วทำเป็นไม่รู้จักกัน เข้าใจไหม" เขากำชับด้วยความไม่วางใจ
"ทราบแล้วค่ะ" หลินเจารับคำพลางยกตะกร้าหญ้าหมูขึ้นมาแล้วเดินนำไป แต่หลังจากเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เธอก็ชะลอฝีเท้าลงแล้วหันกลับมาพูดอย่างเป็นธรรมชาติ "พี่สี่คะ คืนนี้ฉันจะให้น้องเขยของพี่เอาของกินมาให้นะคะ พี่รอนอนดึกหน่อยนะ"
เส้นทางบนภูเขานั้นขรุขระและเดินลำบาก ยิ่งสำหรับคนขาเป๋อย่างเมิ่งจิ่วซือด้วยแล้ว ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
เมื่อเขาสังเกตเห็นว่าน้องสาวจงใจเดินช้าลงเพื่อรอเขา ดวงตาของเขาก็ทอประกายแห่งความอ่อนโยนออกมา
"ได้สิ"
ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ความร้อนระอุของเวลากลางวันจางหายไปจนหมดสิ้น มีเพียงสายลมเย็นสบายจากภูเขาที่พัดโชยมาเป็นระยะ
สองพี่น้องเดินเคียงข้างกันไปพลางพูดคุยกันไปตลอดทางจนถึงตีนเขา
"พี่สี่คะ ปกติแล้วตอนกลางคืนพี่ทำอะไรบ้างเหรอ"
เมิ่งจิ่วซือชะงักไปเล็กน้อย เมื่อนึกย้อนถึงชีวิตในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาก็ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ก็นอนมองเพดานไปเรื่อยๆ ไม่ก็ท่องตำราแพทย์"
เขารู้สึกว่ามันเป็นกิจกรรมที่น่าเบื่อ จึงหัวเราะแก้เก้อ "น่าเบื่อมากเลยใช่ไหมล่ะ"
"ไม่เลยสักนิดค่ะ" ดวงตาของหลินเจาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ ราวกับจะถามว่า 'ทำไมพี่ถึงคิดแบบนั้น' ก่อนจะเอ่ยทีละคำอย่างชัดเจน "ฉันว่ามันเท่จะตายไปค่ะ"
การท่องตำราแพทย์...ในสายตาของเธอ พี่ชายคนนี้ช่างดูเจิดจรัสเหลือเกิน
"พี่สี่คะ เดี๋ยวฉันจะหาตำราแพทย์มาให้พี่ไว้อ่านฆ่าเวลาดีไหม"
คนเราต้องมีเป้าหมายและมีสิ่งที่รักที่จะทำ การปล่อยให้ชีวิตผ่านไปวันๆ แบบนี้ เธออดเป็นห่วงสภาพจิตใจของพี่ชายไม่ได้จริงๆ อีกอย่าง วิชาแพทย์แผนจีนนั้นสุดยอดจะตายไป แพทย์แผนจีนทุกคนล้วนเป็นสมบัติที่ควรค่าแก่การปกป้อง!
เมิ่งจิ่วซือหวั่นไหวกับข้อเสนอ แต่ก็กลัวว่าจะเป็นการสร้างปัญหาให้น้องสาวจึงเตรียมจะปฏิเสธ
แต่หลินเจารู้ทันความคิดของเขา เธอจึงรีบพูดตัดบทอย่างเด็ดขาด "ตกลงตามนี้นะคะ ถ้ามีโอกาสฉันจะรีบหามาให้" ในเมื่อเธอมีแหวนมิติอยู่กับตัว การจะซ่อนหนังสือไม่กี่เล่มย่อมไม่ใช่เรื่องยาก!
"พี่สัญญากับฉันแล้วนะคะว่าจะหาเงินมาให้ฉันใช้เยอะๆ ถ้าวิชาแพทย์ของพี่ไม่ก้าวหน้า แล้วพอถึงวันที่บ้านเมืองเปิดกว้าง จะมีคนรวยที่ไหนยอมมารักษาด้วยล่ะคะ พี่ต้องเรียนรู้และศึกษาให้ลึกซึ้งกว่านี้"
"ฉันเป็นคนธรรมดาที่หัวสูงจะตายไป พอนึกภาพว่าพี่สี่ของฉันได้เป็นถึงหมอเทวดาชื่อดัง แค่คิดฉันก็มีความสุขจนยิ้มไม่หุบแล้วค่ะ!"
เมิ่งจิ่วซือส่ายหน้าช้าๆ "เธอไม่ใช่คนหัวสูงหรอก" ในสายตาเขา เธอเป็นคนที่ตรงไปตรงมาและเปี่ยมด้วยพลังใจที่ร้อนแรง สดใสราวกับดวงตะวันดวงน้อย
หลินเจาเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา แต่พอยกมือขึ้นมาก็ต้องชะงักเมื่อเห็นว่ามันสกปรกมอมแมม "ในสายตาพี่สี่ ฉันคงจะดีไปหมดทุกอย่างเลยใช่ไหมคะ"
ใบหูที่คล้ำแดดของเมิ่งจิ่วซือร้อนผ่าวขึ้นมาทันที แต่เขาก็ยังยืนยันคำเดิมอย่างหนักแน่น "ใช่"
"ฮ่าๆๆๆ พี่สี่ต้องรักษามาตรฐานนี้ไว้นะคะ" หลินเจาอารมณ์ดีจนหัวเราะออกมาดังลั่น
เสียงหัวเราะที่สดใสของเธอราวกับมีมนตร์สะกด ทำให้เมิ่งจิ่วซือเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ความมืดมนที่ยังคงเกาะกุมอยู่ในใจพลันสลายหายไปในบัดดล
เขาทอดสายตามองท้องฟ้า และในวินาทีนั้นเอง เขาก็รู้สึกว่าตนเองช่างเป็นคนที่โชคดีเหลือเกิน
ไม่นานนัก สองพี่น้องก็เดินมาถึงที่พักเชิงเขา
ผู้หญิงหน้าตาสะสวยคนหนึ่งกำลังใช้หม้อดินเผาต้มซุปอยู่ โดยมีเด็กหญิงตัวน้อยที่ชื่อเซี่ยวเซี่ยวคอยวนเวียนอยู่ข้างๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่น่ารัก ถัดไปไม่ไกลนัก มีคู่สามีภรรยาวัยกลางคนที่ท่าทางเหมือนปัญญาชน ฝ่ายชายกำลังพยายามตัดฟืนอย่างทุลักทุเล ส่วนฝ่ายหญิงกำลังง่วนอยู่กับการซักผ้า
เมื่อเห็นหลินเจา เด็กหญิงเซี่ยวเซี่ยวก็รีบวิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังแม่ของเธอ โผล่มาเพียงดวงตากลมโตที่คอยแอบมองมาทางนี้
เถียนรั่วโอบลูกสาวไว้หลวมๆ แล้วส่งยิ้มขอโทษมาให้หลินเจา "ลูกสาวฉันขี้อายน่ะค่ะ สหายหลินอย่าถือสาเลยนะคะ"
หลินเจาส่ายหน้า "ไม่เป็นไรค่ะ" ในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าเด็กน้อยยังร่าเริงเข้ากับคนง่ายสิถึงจะแปลก
เธอหยิบลูกอมออกมา 2 เม็ดแล้ววางลงบนโต๊ะ "ให้เด็กค่ะ"
พูดจบ เธอก็หันไปหาเมิ่งจิ่วซือทันที "พี่สี่คะ แล้วคุณปู่เมิ่งล่ะคะ"
สีหน้าของเมิ่งจิ่วซือหมองลง "ท่านไปทำความสะอาดเล้าหมู" ในหมู่บ้านไม่มีวัว พวกเขาจึงต้องรับหน้าที่เลี้ยงหมูถึง 3 ตัว
ทั้งหมดเป็นเพราะขาของเขาไม่ดี ไม่อย่างนั้นคุณปู่ก็คงไม่ต้องมาทำงานหนักในวัยนี้
เมิ่งจิ่วซือยื่นห่อสมุนไพรให้น้องสาว "นี่คือสมุนไพรไล่ยุง ใช้ได้ประมาณ 6-7 วัน ถ้ากลิ่นจางแล้วก็ค่อยมาหาพี่อีกที"
หลินเจารับห่อใบไม้ขนาดใหญ่มา ใช่แล้ว...เมิ่งจิ่วซือไม่มีภาชนะอื่นใด นอกจากใบไม้ที่เก็บมาได้
"ขอบคุณค่ะพี่สี่ งั้นฉันกลับก่อนนะคะ"
"เดินทางระวังๆ ล่ะ" เมิ่งจิ่วซือเอ่ย
หลินเจาโบกมือให้เขาก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างร่าเริง
"แม่คะ ลูกอม..." เซี่ยวเซี่ยวมองลูกอม 2 เม็ดบนโต๊ะด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนา
"เก็บไว้เถอะ" เมิ่งจิ่วซือเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เขาไม่รอให้เถียนรั่วได้เอ่ยคำขอบคุณ ก็รีบเดินขากะเผลกตรงไปยังเล้าหมูทันที คุณปู่อายุมากแล้ว งานตักมูลหมูเป็นงานที่หนักเกินไปสำหรับท่าน ขืนทำต่อไปอาจจะทำให้หลังยอกได้
เซี่ยวเซี่ยวหยิบลูกอมขึ้นมา แต่แทนที่จะกิน เธอกลับแบ่งให้แม่ 1 เม็ด ส่วนอีกเม็ดก็เก็บไว้อย่างดี
"ทำไมไม่กินล่ะลูก" เถียนรั่วเอ่ยถาม
เซี่ยวเซี่ยวยิ้มอย่างเอียงอายแล้วกระซิบตอบ "ถ้ากินทีเดียวหมดก็เสียดายแย่สิคะ หนูจะเก็บไว้เลียทีละนิด วันเวลาที่ขมขื่นจะได้หวานขึ้นมาบ้าง"
หัวใจของเถียนรั่วพลันเจ็บปวดรวดร้าว น้ำตาไหลทะลักออกมาอย่างสุดจะกลั้น
เซี่ยวเซี่ยว...ลูกแม่...
เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในความรับรู้ของหลินเจาเลย
หลังจากเดินออกมาได้ไม่ไกล เธอก็สังเกตเห็นร่างสูงสง่าที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
"กู้เฉิงหวย?"
ร่างสูงนั้นก้าวเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว "เอาของไปให้พี่สี่แล้วเหรอ"
"ให้แล้วค่ะ พี่สี่บอกว่าคืนนี้จะเริ่มรักษาเท้าเลย" หลินเจาตอบด้วยน้ำเสียงที่สดใสบ่งบอกถึงอารมณ์ที่ดีของเธอ
"คืนนี้ตอนที่คุณไปส่งของ ช่วยเอาเทียนไขไปให้เขาเพิ่มอีกสักสองสามเล่มนะคะ ฉันกลัวว่าแสงตะเกียงมันจะมืดเกินไป เดี๋ยวเขาจะฝังเข็มผิดตำแหน่งเอาได้"
กู้เฉิงหวยรับคำด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ได้เลย"
[จบบท]