บทที่ 276: การพบเจอ (2/2)
ความทรงจำในวันวานย้อนกลับมาชัดเจนในหัวของเมิ่งจิงโม่ เขายังจำได้ดีถึงวันที่พ่อแบกน้องชายไว้บนหลังแล้วหันมาถามว่าอยากให้พ่อแบกบ้างไหม
ตอนนั้นเขาห่วงภาพลักษณ์ของตัวเองจึงปฏิเสธไป พ่อได้แต่ถอนหายใจแล้วเปรยขึ้นว่า ‘โม่โม่โตแล้วสินะ ไม่สนิทกับพ่อเหมือนเคยแล้ว’
เสี่ยวไป๋ที่อยู่บนหลังพ่อกอดคอพ่อแน่นแล้วหัวเราะเสียงใสแจ๋ว บอกว่า ‘ผมสนิทกับพ่อครับ’
พ่อดูมีความสุขมาก แล้วยังสัญญาอีกว่าถ้าเงินเดือนออกจะพาไปกินเกี๊ยวน้ำที่ภัตตาคารของรัฐ แถมจะซื้อน้ำอัดลมให้ดื่มกันคนละขวดด้วย
ตอนท้าย พ่อยังพึมพำกับตัวเองอีกว่า พอกินข้าวเสร็จก็จะพาไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าของรัฐ เพราะใกล้ถึงวันเกิดของเขากับเสี่ยวไป๋แล้ว จะได้ไปดูว่าอยากได้อะไรเป็นของขวัญ พอถึงวันเกิดพ่อจะได้ซื้อให้
แต่ใครเลยจะล่วงรู้ได้
ในวันนั้น ทันทีที่พวกเขากลับถึงบ้าน ก็มีชายฉกรรจ์ท่าทางน่ากลัวหลายคนบุกเข้ามา แล้วฉุดกระชากลากตัวพ่อไป
ชีวิตที่ไร้พ่อของเขากับน้องชายไม่ต่างอะไรกับการแช่อยู่ในน้ำดีที่ขมปร่า แม่ไม่เคยรัก ลูกพี่ลูกน้องก็คอยกลั่นแกล้ง แม้แต่วันเกิด ไข่ไก่สักฟองก็ยังไม่เคยได้กิน
ยิ่งคิด ไฟแห่งความแค้นในอกของเมิ่งจิงโม่ก็ยิ่งลุกโชน ความรู้สึกผูกพันที่มีต่อหยวนฉินก็ยิ่งเลือนรางลงทุกขณะ
ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่แม่ของเขา แต่เป็นสมุนรับใช้ของบ้านหยวนต่างหาก
เขาลูบศีรษะน้องชายเบาๆ พร้อมกับปลอบโยนว่า "ถ้าพ่อกลับมาไม่ได้ พวกเราก็จะไปตามหาพ่อเอง พี่สัญญาว่าจะไม่ทิ้งน้องเด็ดขาด"
เสี่ยวไป๋ถอนหายใจอย่างโล่งอก มุมปากเผยรอยยิ้มจางๆ "พี่ใจดีที่สุดเลย"
อวิ๋นเจี้ยนหัวเราะในลำคอ เขาเท้าคางมองเมิ่งจิงโม่ "แล้วเธอมั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอว่าจะตามหาพ่อของเธอเจอ"
"สวรรค์ย่อมไม่ทอดทิ้งคนที่มีความตั้งใจจริงหรอกครับ ผมมีเวลาเหลือเฟือ" ไม่ว่าจะอย่างไร เขาก็ไม่มีวันยอมแพ้
อวิ๋นเจี้ยนส่ายหน้า ทำลายความหวังลมๆ แล้งๆ ของเด็กน้อย "เธอน่ะมีเวลาเหลือเฟือก็จริง แต่..." เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ "คิดว่าลุงของเธอจะปล่อยให้เธอได้พักหายใจหรือไง"
"ตัวเธอแค่นี้ เขาจะบีบให้ตายเมื่อไหร่ก็ได้"
"อีกอย่าง เธอจะไปพึ่งใครได้ เรื่องของพ่อเธอมีไม่กี่คนหรอกที่กล้ายื่นมือเข้ามาช่วย ส่วนคนที่รู้เรื่อง เธอก็ไม่มีทางเข้าถึงตัวเขาได้ แล้วแบบนี้จะไปสืบหาความจริงได้อย่างไร"
ทุกถ้อยคำของอวิ๋นเจี้ยนช่างแทงใจดำ เมิ่งจิงโม่รู้ดีแก่ใจ ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงทันที ดวงตาคมปลาบดำสนิท มือทั้งสองข้างกำหมัดแน่นจนสั่นสะท้านด้วยความโกรธแค้น
เขาไม่ได้โทษชายแปลกหน้าที่พูดจาแทงใจดำ แต่เกลียดชังคนบ้านหยวนที่คอยบีบคั้นพวกเขาในทุกย่างก้าว ไม่เคยคิดจะเหลือทางรอดให้เขากับน้องชายเลย
"พี่ครับ" เสี่ยวไป๋รู้สึกไม่สบายใจ จึงดึงชายเสื้อของพี่ชายไว้แน่น
เมิ่งจิงโม่พลันได้สติ เขาไม่มีเวลามาจมอยู่กับความสับสน จึงปลอบน้องชายว่า "ไม่เป็นไรนะ"
ในใจของเขาคิดอย่างเด็ดเดี่ยวว่า หากบ้านหยวนยังรังแกกันไม่เลิก เขาจะจุดไฟเผาบ้านหลังนั้นให้วอดวาย ใครหน้าไหนก็ไม่ต้องได้อยู่อีกต่อไป!
อวิ๋นเจี้ยนสังเกตเห็นแววตาอำมหิตที่วูบผ่านดวงตาของเมิ่งจิงโม่ เขาอดไม่ได้ที่จะจิ๊ปากในใจ
เด็กคนนี้ไม่ใช่แค่เม่นธรรมดา แต่เป็นเม่นที่มีพิษสงรอบตัว
เขาไม่ได้พูดอะไรต่ออีก เรื่องนี้คงต้องรอคุยโทรศัพท์กับสหายร่วมรบในวันพรุ่งนี้ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป
ไม่นานนัก พนักงานในร้านก็ตะโกนเรียก เมิ่งจิงโม่ผู้มีไหวพริบจึงรีบลุกไปยกอาหารทันที
อวิ๋นเจี้ยนเห็นเด็กน้อยรู้งานขนาดนั้นจึงนั่งอยู่ที่เดิม
เมิ่งจิงโม่ต้องเดินไปกลับถึง 3 รอบ กว่าจะยกอาหารที่อวิ๋นเจี้ยนสั่งมาได้ครบทุกอย่าง
เสี่ยวไป๋ไม่ได้กินอาหารดีๆ แบบนี้มานานมากแล้ว เขาได้แต่กลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ ดวงตาจ้องมองอาหารไม่วางตา
แม้ว่าอวิ๋นเจี้ยนจะมีนิสัยร้ายกาจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับใจร้ายพอที่จะรังแกเด็กตัวเล็กๆ ที่สูงไม่ถึงขาของเขาได้ลงคอ เขาวางชามเกี๊ยวลงตรงหน้าเด็กน้อย
"กินซะ พี่น้องสองคนแบ่งกันกินชามนี้ ถ้าพี่ชายเธอยังไม่อิ่ม ก็กินข้าวสวยเพิ่มเอาแล้วกัน"
เสี่ยวไป๋รับตะเกียบมาแล้วยิ้มอย่างเขินอาย ก่อนจะกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ "ขอบคุณครับคุณลุง"
อวิ๋นเจี้ยนถึงกับไปไม่เป็น "ลุงเลิงอะไรกัน เรียกพี่สิ"
เขาดูแก่ขนาดนั้นเชียวหรือ เขายังไม่ได้แต่งงานเลยด้วยซ้ำ!
เสี่ยวไป๋มองเขาด้วยความสงสัย ใบหน้าที่เหลืองซูบผอมเต็มไปด้วยความสับสน ก่อนจะแย้งอย่างจริงจังว่า "ก็เป็นคุณลุง ไม่ใช่พี่ชายนี่ครับ"
พูดจบ เขาก็จิ้มตะเกียบลงบนเกี๊ยว ยกขึ้นมาเป่าเบาๆ สองสามครั้ง แล้วเอนตัวไปข้างหน้าเพื่อกัดชิม เมื่อได้ลิ้มรสชาติของเนื้อ ดวงตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
"พี่ครับ กินสิ" เด็กน้อยยื่นเกี๊ยวที่ตัวเองกัดไปแล้วคำหนึ่งไปจ่อที่ปากพี่ชาย
พวกเขาแม้แต่หมั่นโถวลูกเดียวก็ยังต้องแบ่งกันกิน จึงไม่เคยมีใครรังเกียจน้ำลายของใคร
เมิ่งจิงโม่กลืนเกี๊ยวคำนั้นลงไปในคราวเดียว ขนตายาวงอนของเขาปรกปิดลงมาบดบังหยาดน้ำตาที่คลอหน่วย
ป่านนี้พ่อจะได้กินเกี๊ยวบ้างหรือเปล่านะ
หลังจากกินข้าวเสร็จ อวิ๋นเจี้ยนก็ซื้อซาลาเปาไส้เนื้อลูกใหญ่อีก 4 ลูกให้เมิ่งจิงโม่ไว้กินเป็นมื้อบ่าย จากนั้นก็แวะที่ห้างสรรพสินค้าของรัฐเพื่อซื้อขนมปังกรอบและของแห้งอื่นๆ ที่เก็บไว้ได้นานให้เด็กๆ เก็บไว้ ก่อนที่เขาจะจากไป
"...คุณลุงอวิ๋น ขอบคุณมากนะครับ"
เมิ่งจิงโม่กล่าวขอบคุณอย่างสุดซึ้ง ชายคนนี้เป็นคนแรกที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเขาและน้องชายหลังจากที่พ่อประสบเคราะห์กรรม เขาจะจดจำบุญคุณครั้งนี้ไว้ และเมื่อเติบใหญ่ เขาจะต้องตอบแทนให้ได้อย่างแน่นอน
อวิ๋นเจี้ยนชะงักไปเล็กน้อย
เขาโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก ถ้าจะขอบคุณก็ไปขอบคุณสหายร่วมรบของฉันเถอะ เขาชื่อกู้เฉิงหวย"
พูดจบ เขาก็ยกมือขึ้นแตะหน้าผาก แล้วเดินจากไปอย่างไม่รีบร้อน
เมิ่งจิงโม่ทวนชื่อนั้นเบาๆ "กู้...เฉิง...หวย..."
เขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน หรือว่าจะเป็นคนที่พ่อเคยช่วยชีวิตไว้
การมาของอวิ๋นเจี้ยนในครั้งนี้ทำให้สองพี่น้องได้กินอิ่มท้องเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
ทว่า ทันทีที่พวกเขาซ่อนซาลาเปากับขนมปังกรอบเสร็จ หยวนฉินที่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าไม่เห็นหน้าลูกชายมาทั้งเช้าก็เดินเข้ามาตามหา
พอเห็นเด็กทั้งสอง เธอก็รีบวิ่งเข้ามาหาด้วยสีหน้ากังวลและแววตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า "จิงโม่ กว่างไป๋ พวกลูกมาทำอะไรกันอยู่ที่นี่ รีบกลับบ้านกับแม่เร็วเข้า"
เมิ่งจิงโม่เบี่ยงตัวหลบมือของเธอ พร้อมกับตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ไม่มีพ่อแล้ว ที่นั่นก็ไม่ใช่บ้านของผมอีกต่อไป"
สำหรับเขาแล้ว บ้านไม่ใช่แค่สิ่งปลูกสร้างที่เย็นชาไร้ชีวิตจิตใจ
เขามองหน้าหยวนฉินแล้วเอ่ยขึ้น "เงินล่ะครับ ผมต้องการเงิน!"
หยวนฉินทำเป็นไม่ได้ยินประโยคแรกของเมิ่งจิงโม่ เธอพูดปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "กลับบ้านกับแม่ก่อนนะลูก เดี๋ยวถึงบ้านแล้วแม่จะให้"
แต่เมิ่งจิงโม่ไม่หลงกล เขาย้ำคำเดิม "ผมต้องการเงิน" แววตาของเขาแน่วแน่และดื้อรั้น
หยวนฉินรู้ดีว่าลูกชายคนนี้หัวแข็งแค่ไหน ถ้าไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ เขาก็จะไม่ยอมพูดเรื่องอื่นด้วย
เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วหยิบธนบัตรใบละ 10 หยวนออกมาปึกหนึ่ง "เอ้านี่ กลับบ้านกับแม่เถอะนะ พวกลูกยังไม่ได้กินข้าวเช้ากันเลยไม่ใช่เหรอ ไม่หิวกันหรือไง กลับไปแม่จะทำบะหมี่ให้กิน"
เมิ่งจิงโม่คว้าเงินมาไว้ในมือ "บะหมี่น่ะเหรอ จะมีส่วนของพวกเราได้ยังไงกัน!"
หยวนฉินรีบอธิบาย "ยายไม่อยู่หรอก แม่จะรีบทำให้กิน พอกินเข้าไปในท้องจนหมดแล้ว พวกเขาก็ว่าอะไรไม่ได้หรอก..." พูดถึงตรงนี้ แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังรู้สึกว่าฟังไม่ขึ้น จึงพูดต่ออย่างอึดอัด "ถ้ายายเขาด่าขึ้นมา ก็อย่าไปเถียงนะลูก แค่ยอมรับผิดไปก็พอแล้ว"
เมิ่งจิงโม่นึกอยากจะหัวเราะ และเขาก็หัวเราะออกมาจริงๆ ดวงตาสีนิลแดงก่ำด้วยความโกรธ
"ผมไม่ผิด แล้วทำไมต้องยอมรับผิดด้วยล่ะ กระดูกผมไม่ได้อ่อนขนาดนั้น!"
เขาไม่อยากจะเสียเวลาโต้เถียงกับหยวนฉินอีกต่อไป จึงคว้าเงินแล้ววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
เสี่ยวไป๋รีบวิ่งตามพี่ชายไปติดๆ เพราะกลัวจะถูกทิ้ง เขาวิ่งสุดฝีเท้าจนในที่สุดก็ทิ้งหยวนฉินไว้ข้างหลัง
"จิงโม่! กว่างไป๋!" หยวนฉินตะโกนไล่หลัง แต่ไม่นานร่างของเด็กทั้งสองก็ลับสายตาไป
เธอหยุดยืนหอบหายใจ ปากรู้สึกขมปร่า พึมพำกับตัวเองไม่หยุด "แม่ก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้วเหมือนกัน แค่อดทนอีกหน่อยทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง ทำไมถึงไม่ยอมเข้าใจกันเลยนะ"
หลังจากยืนอยู่ตรงนั้นไม่นาน หยวนฉินก็เดินจากไปอย่างสิ้นหวัง
ตั้งแต่แต่งงานมา เธอไม่เคยต้องเดือดร้อนเรื่องเงินทอง จึงไม่เคยเห็นค่าของมันเท่าไหร่นัก เมื่อลูกชายเอ่ยขอ เธอก็ให้ไป เพราะเงินที่สามีทิ้งไว้ก็มีส่วนที่เป็นของพวกเขาอยู่แล้ว เธอไม่ได้คิดจะโลภเอาไว้เอง
ทันทีที่หยวนฉินจากไป เมิ่งจิงโม่ก็พาน้องชายมุดออกมาจากช่องสุนัข ทั้งสองรีบวิ่งกลับไปยัง 'บ้านแผ่นไม้' ของพวกเขา
หลังจากซ่อนเงินไว้เรียบร้อยแล้ว หัวใจของเมิ่งจิงโม่ก็สงบลงอย่างประหลาด "เสี่ยวไป๋ มีเงินเท่านี้ พี่ก็เลี้ยงดูน้องได้แล้ว"
เสี่ยวไป๋ถามด้วยน้ำเสียงที่เจือปนทั้งความกังวลและความคาดหวัง "เราจะไม่กลับไปที่นั่นแล้วใช่ไหมครับ"
"ผมไม่อยากกลับไปแล้ว ผมไม่อยากเห็นพี่ชายโดนตีอีก" เขาก้มหน้าลง ในแววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
[จบบท]