บทที่ 28: ก็คนนี้แหละ (2/2)
ในขณะเดียวกัน ที่บ้านตระกูลซู
ซูอวี้เสียนได้ยินเรื่องวุ่นวายที่ริมแม่น้ำแล้วก็ได้แต่ยิ้มเยาะ แต่รอยยิ้มนั้นกลับไปไม่ถึงดวงตา
หลินเจาช่างโชคดีเสียจริง มีทั้งบ้านพ่อแม่คอยตามใจ มีทั้งบ้านสามีคอยปกป้อง แถมลูกๆ ที่เกิดมาก็ยังรู้จักเอาใจแม่อีก ช่างน่าอิจฉาเสียนี่กระไร
เลี่ยวหงเจวียนมองซูอวี้เสียนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ได้ยินว่าเจ้าหนุ่มบ้านลู่จะกลับมาเร็วๆ นี้แล้วนะ แกต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ได้ ถ้าเรื่องแต่งงานครั้งนี้ไม่สำเร็จ แกต้องฟังที่ฉันพูด”
“รู้แล้วน่า หนูคุยกับพี่อีโจวไว้เรียบร้อยแล้ว รอแค่เขากลับมาก็จะแต่งงานกันเลย” ซูอวี้เสียนก้มหน้าลงต่ำจนไม่มีใครเห็นอารมณ์ในแววตาของเธอ
เลี่ยวหงเจวียนไม่พอใจกับท่าทีของลูกสาว แต่เมื่อคิดว่าลูกสาวกำลังจะแต่งงานแล้ว เธอจึงไม่ได้ดุด่าว่ากล่าวอย่างรุนแรงเหมือนตอนเด็กๆ น้ำเสียงที่ใช้จึงนับว่าอ่อนโยนลงมาก
“อย่าหาว่าแม่พูดจาไม่น่าฟังเลยนะ บ้านเรามันจน พ่อแกก็ไม่มีปัญญาอะไร น้องชายสองคนของแกก็ยังเล็ก ต้องใช้เงินไปโรงเรียน โตขึ้นก็ต้องใช้เงินแต่งงานอีก แม่ก็แค่หวังให้แกได้แต่งงานกับคนดีๆ จะได้มาช่วยจุนเจือที่บ้านบ้าง”
“ถ้าน้องๆ ของแกได้ดี แกถึงจะดีไปด้วย ผู้หญิงที่แต่งออกไปแล้วไม่มีบ้านพ่อแม่คอยหนุนหลังจะเป็นยังไงแกก็รู้ดี ที่แม่ทำทั้งหมดก็เพื่อตัวแกเองนั่นแหละ รอให้แกมีลูกแล้วแกจะเข้าใจ”
ซูอวี้เสียนรู้สึกสะท้อนใจอยู่บ้าง “แม่คะ หนูรู้ค่ะ ถ้าหนูได้แต่งงานเข้าบ้านลู่เมื่อไหร่ หนูก็จะช่วยเหลือน้องๆ เอง”
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความทุกข์ระทมของเลี่ยวหงเจวียนปรากฏรอยยิ้มจางๆ ขึ้นมา “แกเป็นเด็กดีมาตั้งแต่เล็กๆ แม่ไว้ใจแก”
ลู่อีโจว ถือเป็นชายหนุ่มที่มีอนาคตไกลที่สุดในกองพลการผลิตแห่งนี้ รองลงมาจากกู้เฉิงหวย ลูกชายคนที่สามของบ้านกู้
ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นพ่อม่ายเรือพ่วง แถมยังมีลูกสาวติดมาด้วยหนึ่งคน แต่เขาก็เป็นทหาร มีเงินเดือนทุกเดือน ได้ยินมาว่าเป็นถึงนายทหาร สามารถเลื่อนยศได้อีก ถ้าได้เลื่อนยศเงินเดือนก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก ลู่อีโจวจึงเปรียบเสมือนของล้ำค่าที่บรรดาแม่สื่อแม่ชักในรัศมีสิบหลี่ต่างจับตามอง
โชคดีที่อวี้เสียน ลูกสาวของเธอฉลาดหลักแหลม อาศัยการช่วยเขียนจดหมายและรับจดหมายเป็นข้ออ้างในการสร้างความสัมพันธ์กับบ้านลู่ จนเป็นที่รักใคร่เอ็นดูของแม่ของลู่อีโจว
และตอนนี้ โอกาสก็กำลังจะมาถึงแล้ว
ซูอวี้เสียนนึกถึงใบหน้าสี่เหลี่ยมคมคายของลู่อีโจว มุมปากของเธอก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม ในดวงตาเต็มไปด้วยความฝัน
เธออายุยี่สิบกว่าแล้ว ในที่สุดก็จะได้แต่งงานเสียที
เธอขยันขันแข็งขนาดนี้ ชีวิตของเธอจะต้องดีกว่าหลินเจาอย่างแน่นอน!
ซูอวี้เสียนเชื่อมั่นเช่นนั้น
กลับมาที่ริมแม่น้ำอีกครั้ง
หลังจากที่แม่ของฉางเซิ่งวิ่งหนีไปอย่างอับอาย ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ก็กลับไปนั่งยองๆ ซักเสื้อผ้าต่อ
เมื่อแม่กู้และลูกสะใภ้ทั้งสองเห็นเด็กชายทั้งสองคนกำลังใช้สบู่ซักผ้าถูไปบนเสื้อผ้าจนเกิดฟองฟอดเต็มไปหมด ใบหน้าของพวกเธอก็เต็มไปด้วยความเสียดาย
สบู่ซักผ้าจะเอามาใช้ฟุ่มเฟือยแบบนี้ได้ยังไงกัน มันเปลืองจะตายไป!
แม่กู้เอ่ยปากเตือน “ต้าไจ่ เอ้อร์ไจ่ ใช้สบู่น้อยๆ หน่อยลูก เสื้อผ้าของพวกหนูก็ไม่ได้สกปรกอะไรขนาดนั้น”
หวงซิ่วหลันเดินเข้าไปหาเด็กทั้งสองแล้วพูดว่า “ให้ป้าใหญ่ซักให้ดีไหมจ๊ะ พวกหนูใช้เปลืองเกินไปแล้ว ฟองเยอะขนาดนี้น่าจะซักเสื้อผ้าได้อีกหลายตัวเลยนะ”
เอ้อร์ไจ่หันไปมองหน้าพี่ชาย ต้าไจ่ปฏิเสธทันที “ไม่ต้องครับ ใกล้จะเสร็จแล้ว”
“งั้นของผมก็ไม่ต้อง” เอ้อร์ไจ่เลือกที่จะทำตามพี่ชายของเขาเสมอ
หวงซิ่วหลันรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้บังคับอะไร ได้แต่ยืนมองด้วยความเสียดายจนใจเจ็บแปลบ
ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ทำงานเก่งมาก พวกเขาล้างฟองสบู่ออกจากเสื้อผ้าจนหมดจด แล้วบิดน้ำออกจนหมาด ก่อนจะนำไปใส่ในกะละมังไม้ จากนั้นทั้งสองคนก็ช่วยกันยกกะละมังเดินมาหาแม่ของพวกเขา
“แม่ครับ ซักเสร็จแล้ว”
“ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่เก่งจริงๆ เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดให้น้องๆ แล้วก็เป็นลูกชายที่ทำให้แม่สบายใจที่สุดเลย” หลินเจาเอ่ยชมจากใจจริง
คำชมของแม่ทำให้เด็กน้อยทั้งสองคนรู้สึกตัวลอยด้วยความภาคภูมิใจ และมีกำลังใจที่จะทำงานมากขึ้นไปอีก
แม่กู้ที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ตรงนั้นถึงกับมุมปากกระตุก เธอเห็นกับตาเลยว่าลูกสะใภ้คนเล็กกำลังป้อนยาเสน่ห์ให้หลานชายทั้งสองของเธอ
“…” สะใภ้บ้านสามนี่มันจริงๆ เลย!
แต่ในฐานะแม่สามี เธอก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก เพราะเรื่องที่ลูกสาวแท้ๆ ของเธอเพิ่งจะก่อไว้ก็เพิ่งจะสงบลงไปหมาดๆ แม่กู้กลัวว่าหลินเจาจะนึกขึ้นมาได้แล้วอาละวาดอีก
“ซักเสร็จแล้วก็กลับบ้านกันเถอะ”
เธอพูดจบก็เดินนำหน้าไปก่อน
“แม่คะ” หลินเจาเรียก
เมื่อได้ยินเสียงเรียกนั้น ไม่ได้พูดเกินจริงเลยแม้แต่น้อย ร่างกายของแม่กู้แข็งทื่อไปในทันที แม้แต่หัวใจก็ยังเต้นช้าลงไปหลายจังหวะ
“สะใภ้สาม พ่อกับแม่ดุซิ่งเอ๋อร์ไปแล้วนะ ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่แต่กลับไปลงไม้ลงมือกับเด็ก มันไม่สมควรจริงๆ พ่อกับแม่จะไม่ตามใจเขาอีกแล้ว ต่อไปจะอบรมสั่งสอนนิสัยเขาให้ดีขึ้น เธออย่าโกรธเลยนะ” เธอรีบพูดอธิบายอย่างรวดเร็ว
หวงซิ่วหลันเห็นแล้วก็รู้สึกสงสารแม่สามีของเธอจับใจ อายุปูนนี้แล้วยังต้องมาก้มหัวขอโทษลูกสะใภ้แทนลูกสาวที่ไม่เอาไหนของตัวเอง
กู้ซิ่งเอ๋อร์นี่มันช่างไม่มีหัวใจเอาเสียเลย
หลินเจาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมาคำหนึ่งว่า “อ๋อ”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เธอก็อดไม่ได้ที่จะพูดต่ออีกสองสามประโยค “แม่กับพ่อรู้ว่าอะไรควรไม่ควรก็ดีแล้วค่ะ กู้ซิ่งเอ๋อร์ไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ การที่เธอทำตัวแบบนี้ มันจะทำให้ชื่อเสียงของบ้านกู้เสื่อมเสียไปด้วย”
แม่กู้จะไ่ม่รู้ได้อย่างไรว่าที่ลูกสะใภ้พูดมามันมีเหตุผล แต่…มันยากจริงๆ
“แม่คะ พรุ่งนี้หนูอยากจะพาลูกแฝดคนโตไปเยี่ยมพ่อของหนูที่บ้าน รบกวนแม่ช่วยดูแลลูกแฝดคนเล็กให้หน่อยนะคะ เดี๋ยวหนูจะให้ต้าไจ่เอาเสบียงไปให้ที่บ้านค่ะ” หลินเจาพูดอย่างไม่เกรงใจ
“ได้สิ” แม่กู้รับคำโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ในเรื่องนี้ แม่กู้ดีกว่าแม่สามีทุกคนในกองพลการผลิตแห่งนี้ เธอเป็นคนดูแลลูกสะใภ้ทุกคนตอนอยู่เดือน และเมื่อไหร่ที่ลูกสะใภ้ขอให้ช่วยดูลูก เธอก็ไม่เคยปฏิเสธ
“รบกวนแม่แล้วนะคะ”
นานๆ ทีจะได้ยินคำพูดอ่อนหวานจากปากของหลินเจา แม่กู้จึงรู้สึกซาบซึ้งใจจนพูดไม่ถูก
“ดูแลหลานแท้ๆ ของตัวเอง จะลำบากอะไรกัน ที่บ้านใหญ่คนเยอะแยะ มีคนช่วยดูแลเยอะไป”
ถึงแม้ว่าพี่สะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้รองจะมีเรื่องคิดเล็กคิดน้อยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่คนใจร้ายใจดำอะไร การช่วยดูแลเด็กเป็นเรื่องเล็กน้อย ยิ่งหลินเจายอมให้เสบียงด้วยแล้ว ก็ยิ่งไม่มีปัญหาอะไร ทั้งสองคนจึงพูดจาดีๆ ออกมา
“น้องสะใภ้สามไปเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวพี่จะให้เถี่ยตั้นช่วยดูน้องๆ ให้” หวงซิ่วหลันพูดพลางยิ้ม
เธอเป็นพี่สะใภ้ใหญ่ของบ้านกู้ เป็นคนใจกว้าง ถ้าไม่ใช่เรื่องที่ถูกเอาเปรียบจนเกินไป เธอก็มักจะไม่คิดเล็กคิดน้อย
จ้าวลิ่วเหนียงก็พูดเสริมขึ้นมา “ใช่ๆ เดี๋ยวฉันก็จะให้ปังปังช่วยอีกแรง”
หลังจากที่ตื่นรู้แล้ว หลินเจาก็รู้สึกว่าเธอช่างเลือกบ้านสามีได้ดีจริงๆ
“ขอบคุณค่ะพี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง”
หลินเจาพาลูกๆ ทั้งสี่คนกลับมาถึงบ้าน จัดการตากเสื้อผ้าที่ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ซักเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าไปในห้องเพื่อเตรียมเสบียงที่จะให้ลูกแฝดคนเล็กนำไปที่บ้านใหญ่ในวันพรุ่งนี้
นมผงมอลต์สกัดเหลืออยู่ไม่มากแล้ว เธอจึงตัดสินใจเอาไปให้ทั้งหมด พร้อมกับลูกอมรสส้มที่ซื้อมาจากสหกรณ์การค้าและการตลาดหนึ่งกำมือใหญ่ และขนมงาตัดอีกห้าชิ้น แค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว
“แม่ครับ แม่ใจดีกับซานไจ่กับซื่อไจ่จังเลย” เอ้อร์ไจ่พูดด้วยความอิจฉา
ตอนที่เขากับพี่ชายไปบ้านใหญ่ แม่ของพวกเขาไม่เคยเตรียมของอะไรให้เลย
ต้าไจ่ก้มหน้าลงต่ำ คอตกเหมือนลูกสุนัขที่ไม่มีเจ้าของ
หลินเจาโอบกอดลูกชายทั้งสองคนไว้แน่น แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ต่อไปแม่ก็จะเตรียมให้พวกหนูเหมือนกัน!”
ต้าไจ่เป็นเด็กที่ง้อไม่ยากเลย แค่ได้ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของแม่ ความรู้สึกน้อยใจเมื่อครู่ก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความสุข แม่หอมจังเลย
“ครับ”
เอ้อร์ไจ่เป็นฝ่ายเข้ามากอดแม่ของเขาเอง แล้วพูดว่า “ผมชอบให้แม่กอด”
เสียงของเด็กน้อยนุ่มนวล อ่อนใสและบริสุทธิ์
หลินเจาก้มหน้าลงมองลูกชาย น้ำเสียงของเธอก็อ่อนโยนลง “งั้นต่อไปแม่จะกอดพวกหนูบ่อยๆ นะ”
เด็กน้อยทั้งสองคนยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว
หลินเจามอบของที่เตรียมไว้ให้ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ แล้วกำชับว่า “เอาสบู่ซักผ้าไปให้ย่า บอกว่าเป็นของขอบคุณ ส่วนลูกอมกับขนมงาตัด พวกหนูก็แบ่งกันกินกับเถี่ยฉุยแล้วก็คนอื่นๆ นะ”
ต้าไจ่พยายามที่จะหุบยิ้ม แต่ก็ไม่สามารถทำได้ “ครับ”
ทันทีที่เด็กชายทั้งสองก้าวเท้าออกจากประตู หลินเจาก็นึกอะไรขึ้นมาได้จึงตะโกนตามหลังไปว่า “อยู่ห่างๆ คุณอาเล็กของพวกหนูไว้นะ”
เอ้อร์ไจ่ตะโกนตอบกลับมาเสียงดัง “ผมกับพี่รู้แล้วครับ ถ้าคุณอาเล็กรังแกพวกเรา ผมจะไปฟ้องย่า!”
บ้านข้างๆ หวังชุนฮวาได้ยินคำพูดของเอ้อร์ไจ่แล้วก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
ช่างเป็นเด็กที่ฉลาดหลักแหลมจริงๆ เอ้อร์ไจ่
***
บ้านใหญ่ตระกูลกู้
เมื่อแม่กู้ได้ยินว่าลูกสะใภ้คนเล็กส่งของขอบคุณมาให้ เธอก็เหลือบมองไปทางทิศที่พระอาทิตย์ตกดิน อืม ยังเป็นทิศตะวันตกเหมือนเดิมนี่นา
“แม่ของพวกหนูให้มาเหรอ?” เธอถามด้วยสีหน้าที่ซับซ้อน
“แม่บอกว่าเป็นของขอบคุณ ให้ผมเอามาให้ย่าครับ” ต้าไจ่ยืนยันหนักแน่น
เอ้อร์ไจ่ที่กำลังแบ่งลูกอมให้พี่ๆ น้องๆ อยู่ก็พยักหน้าตาม “พี่ชายผมจำไม่ผิดครับ แม่พูดแบบนั้นจริงๆ”
ปังปังแกะกระดาษห่อลูกอมออกแล้วเอาเข้าปาก เคี้ยวเสียงดังจ๊วบจ๊าบ แล้วถามว่า “ลูกอมนี่ก็แม่ของพวกนายให้มาแบ่งเหรอ?”
“ใช่! แม่บอกให้ผมกับพี่เอามาแบ่งให้พวกนาย!” เอ้อร์ไจ่ตะโกนเสียงดัง
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของเขาที่ได้เอาลูกอมมาแบ่งให้พี่ๆ น้องๆ ที่บ้านใหญ่ เมื่อเห็นทุกคนมีความสุข เขาก็รู้สึกดีไม่น้อยเลย
ปังปังยิ้มแล้วพูดว่า “อาสะใภ้สามใจกว้างจัง”
เถี่ยฉุยยิ้มอย่างซื่อๆ “อาสะใภ้สามใจดีมาก”
หวงซิ่วหลันกับจ้าวลิ่วเหนียงยืนอยู่ใต้ชายคา มองดูภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่หลากหลายปนเปกันไปหมด
“ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าน้องสะใภ้สามเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยนะ” จ้าวลิ่วเหนียงพึมพำ
[จบบท]