บทที่ 281: เกล็ดมังกร (1/2)
หลินเจาอยากจะหยั่งเชิงท่าทีของกองพลการผลิตที่อยู่ติดกัน จึงเอ่ยถามขึ้นตรงๆ “ตอนที่พวกปัญญาชนไปร้องเรียนที่สำนักงานจือชิง ทางกองพลการผลิตของคุณไม่ได้ทัดทานไว้เหรอคะ”
“จะไปห้ามเรื่องอะไรกันล่ะจ๊ะ” แม่พั่งพั่งหัวเราะร่า ก่อนจะชี้นิ้วไปยังแผ่นหลังของเฒ่าจวงอย่างหยอกเย้า
“พวกชาวบ้านในกองพลการผลิตของเราน่ะเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ยอมให้มีเรื่องสกปรกเกิดขึ้นในสายตาเด็ดขาด อะไรเป็นอะไรก็ต้องว่ากันไปตามนั้น ในเมื่อพวกปัญญาชนอยากให้รายงานเรื่องนี้ไปที่สำนักงานจือชิง แล้วพวกเขาจะคัดค้านได้ยังไงกัน ไม่เพียงแต่ไม่ห้ามนะ ยังอุตส่าห์จัดเกวียนวัวให้พวกเขาเดินทางเข้ามาในอำเภอด้วยซ้ำ”
ส่วนสาเหตุที่ตอนนี้พวกเขาไม่ได้อยู่บนเกวียน ก็เป็นเพราะเหล่าปัญญาชนร้องขอที่จะไปพักคอยฟังผลอยู่ที่บ้านพักรับรอง
พอได้ยินว่าต้องเสียเงิน สีหน้าของผู้ใหญ่บ้านก็เปลี่ยนไปในบัดดล เขาปฏิเสธเสียงแข็งถึง 8 ครั้งรวด ก่อนจะเริ่มตีหน้าเศร้าเล่าความจนว่ากองพลการผลิตไม่มีเงินเหลือแล้ว ไหนจะต้องเก็บไว้ซื้อเมล็ดพันธุ์ ทั้งยังต้องซื้อปุ๋ยเคมีอีก จะไปมีปัญญาที่ไหนจ่ายค่าที่พักให้ได้จริงๆ
ปัญญาชนหนุ่มคนนั้นจึงบอกว่าเขามีเงินจ่ายเอง แค่ขอให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยออกจดหมายแนะนำตัวให้สัก 2 วันก็พอ
ศักดิ์ศรีของชายหนุ่มเกือบจะป่นปี้ไปแล้วไม่พอ ยังเกือบจะได้ภรรยาชาวบ้านมาครองอีกคน ผู้ใหญ่บ้านจึงรู้สึกว่าตนเองบกพร่องต่อหน้าที่และรู้สึกผิดอย่างสุดซึ้ง เขาจึงโบกมืออนุมัติให้ถึง 3 วันเต็ม
ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่บ้านจอมงก เขานี่แทบจะหลั่งน้ำตาให้กับความใจกว้างของตัวเอง
หลินเจายกนิ้วโป้งให้เป็นเชิงชมเชย “กองพลการผลิตของคุณนี่สุดยอดจริงๆ ค่ะ”
เฒ่าจวงอดที่จะรู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมาไม่ได้
ในอดีตกองพลการผลิตของพวกเขาเคยเป็นถึงหมู่บ้านวีรบุรุษผู้เลื่องชื่อมาก่อน
หากไม่นับซ่งเหมยฮวาแห่งกองพลการผลิตตงเฟิงที่มีฝีมือการต่อสู้เหนือมนุษย์แล้วล่ะก็ หมู่บ้านของพวกเขาก็จัดเป็นที่ที่สังหารทหารญี่ปุ่นได้มากที่สุดเลยทีเดียว
ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่อยู่บนเกวียนต่างก็รู้สึกยินดีเมื่อได้รับคำชมจากหลินเจา
“แน่นอนอยู่แล้ว พวกเราน่ะเข้าข้างแต่ฝ่ายถูก ไม่เข้าข้างญาติพี่น้องหรอก ใครมีเหตุผลเราก็อยู่ข้างคนนั้น พวกปัญญาชนก็มีพ่อมีแม่เหมือนกัน พ่อแม่ของพวกเขาอุตส่าห์ส่งลูกเต้ามาไกลเป็นพันลี้เพื่อลงมาอยู่ในชนบท พวกเราก็มีหน้าที่ต้องดูแลปกป้องพวกเขาสิ”
“ใช่แล้ว เรื่องแต่งงานน่ะมันต้องเกิดจากความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย การใช้เล่ห์เหลี่ยมเพทุบายแบบนั้น ถ้าหากคนไม่ดีเอาไปเลียนแบบล่ะก็ ไม่ว่าจะเป็นในเมืองหรือชนบทก็คงเกิดความวุ่นวายกันไปหมดแน่”
…
เมื่อได้ยินถ้อยคำสวยหรูเหล่านั้น เฒ่าจวงก็ค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง มุมปากของเขากระตุกเบาๆ
เฮอะ ลืมไปแล้วรึไงว่าตัวเองด่าพวกปัญญาชนว่าโง่เง่าปาวๆ กันอยู่เลย
คนเรานี่มันเสแสร้งกันจริงๆ
หลินเจาได้รู้เรื่องราวทั้งหมดจนหายข้องใจแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนึกถึงสถานการณ์ของเหล่าปัญญาชนที่จะได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น เธอก็พลอยรู้สึกดีใจไปด้วย
ถึงแม้ว่าในหมู่ปัญญาชนจะมีพวกตัวปัญหาอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ล้วนเป็นคนดีมากทั้งสิ้น
พวกเขาต่างก็เป็นเพื่อนร่วมชาติกัน
เธอหวังว่าทุกคนจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
อดทนต่อไป
จนกว่าจะถึงอีก 10 ปีข้างหน้า
แล้วไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย เรียนรู้เทคโนโลยี เพื่อที่จะได้เป็นกำลังสำคัญของชาติ กลายเป็นเสาหยกขาวที่ค้ำจุนการทะยานขึ้นของประชาชาติ และส่องประกายเจิดจรัส
—ฉันขอเป็นเพียงเกล็ดหนึ่งบนกายคุณ เพื่อให้คุณได้มอบความรุ่งโรจน์ให้แก่ชีวิตที่เหลืออยู่ของฉัน
เราจะพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และจะไม่มีวันทอดทิ้งกันตลอดไป
เมื่อจินตนาการถึงภาพของประกายไฟนับไม่ถ้วนที่กำลังหลอมรวมกันจนกลายเป็นทางช้างเผือกบนฟากฟ้า หัวใจของหลินเจาก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง ยากที่จะสงบลงได้เป็นเวลานาน
“แม่ครับ”
เสียงใสของเด็กดังแว่วมาจากที่ไกลๆ พร้อมกับเสียงเห่าอย่างร่าเริงอีก 2 ครั้ง
อวี้เป่ากะเวลาไว้แล้วจึงจูงมือเหิงเป่ามาที่ปากทางเข้าหมู่บ้านเพื่อรอรับแม่ ส่วนฝาแฝดชายหญิงก็งอแงจะตามมาด้วย สองพี่น้องจึงจำต้องพาน้องๆ มาด้วยกัน มีเพียงต้าหวงกับหู่โพที่ตามมาเองโดยสัญชาตญาณ
“แม่นั่งเกวียนวัวมาด้วย” น้ำเสียงของอวี้เป่าเจือไปด้วยความปลาบปลื้ม
เขารักแม่ที่สุด ไม่ว่าแม่จะอยู่ที่ไหน เขาก็มักจะมองเห็นแม่ได้ในทันที
ต่อให้แม่จะนั่งอยู่ท่ามกลางฝูงชนก็ตาม
หลินเจาโบกมือให้ลูกๆ “...มาช่วยแม่ยกของเร็วเข้า”
เมื่อได้ยินเสียงเรียกของแม่ เหิงเป่าก็เร่งฝีเท้าวิ่งเร็วขึ้น ส่วนอวี้เป่าก็คอยดูแลน้องแฝดที่ยังเดินไม่คล่อง พยายามพาตัวเองเข้ามาหาแม่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
“แม่ซื้อของมาเหรอครับ” เสียงดังฟังชัดของลูกชายคนรองดังขึ้น
หลินเจายื่นห่อของที่อวิ๋นเจี้ยนส่งมาให้เขา “เหิงเป่า ของชิ้นนี้ลูกกับพี่ช่วยกันถือนะ”
พูดจบเธอก็กระโดดลงจากเกวียน หยิบกองหนังสือขึ้นมา แล้ววางลูกอมผลไม้กำหนึ่งไว้ข้างๆ เฒ่าจวง ก่อนจะกล่าวขอบคุณ โบกมือลาผู้คนบนเกวียน แล้วจึงเรียกลูกๆ ทั้ง 4 คนกลับบ้าน
เกวียนคันนี้ขับได้มั่นคงมาก นั่งสบายกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แถมยังได้ฟังเรื่องสนุกๆ อีกด้วย ประสบการณ์ครั้งนี้นับว่าคุ้มค่าจริงๆ
บนเกวียนวัว หญิงชาวบ้านหลายคนกำลังส่งเสียงพูดคุยกันจอแจ
“ฝาแฝด นั่นฝาแฝดนี่นา ในที่สุดพวกเราก็ได้เห็นฝาแฝดคู่นี้แล้ว ที่แท้พนักงานขายคนนั้นก็เป็นแม่ของพวกเขานั่นเอง คนที่เขาลือกันว่าโชคดีสุดๆ แถมยังคลอดลูกเก่งมากๆ น่ะ มีคนตั้งมากมายอยากจะขอให้ลูกๆ บ้านเธอไปกลิ้งบนเตียงให้เพื่อเอาเคล็ด”
“เด็กผู้ชาย 2 คนนั่นหน้าตาเหมือนกันอย่างกับแกะเลยนะ ไม่รู้ว่าพนักงานขายคนนั้นมีวิธีแยกลูกตัวเองยังไงว่าใครเป็นพี่ใครเป็นน้อง”
“แล้วเห็นคู่เล็กนั่นไหม ก็เหมือนกันเปี๊ยบเลย ได้ยินว่าเป็นฝาแฝดชายหญิงด้วยนะ เธอว่าทำไมชีวิตคนเรามันจะดีได้ขนาดนี้ มีลูก 2 ท้องได้มาตั้ง 4 คน แถมยังดูไม่ออกเลยว่าเคยมีลูกแล้ว หน้าตาก็ขาวผ่องเหมือนสาวน้อยที่ยังไม่ได้ออกเรือนเลย”
เฒ่าจวงมองลูกอมผลไม้กำมือหนึ่งบนคานเกวียนด้านหน้า ในแววตาของเขาฉายแววซาบซึ้งใจ เขาค่อยๆ เก็บลูกอมอย่างระมัดระวัง
จากนั้นก็เหวี่ยงแส้ในมือ แต่ปลายแส้กลับไม่ได้ฟาดลงบนตัววัว
“เพียะ”
เกิดเสียงแหวกอากาศดังขึ้น
เจ้าวัวเฒ่าจึงเริ่มก้าวเท้าเดินไปข้างหน้า
เมื่อถึงกลางทาง เฒ่าจวงก็เหวี่ยงแส้อีกครั้ง คราวนี้เจ้าวัวเฒ่าเร่งฝีเท้าขึ้น ทำให้เกวียนเริ่มโคลงเคลงไปมา
คนบนรถ “...”
ผู้หญิงที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดตะโกนขึ้นว่า “พอหญิงสาวคนนั้นลงจากรถไปแล้ว คุณก็ไม่สนใจชีวิตพวกเราเลยเหรอ ช้าลงหน่อยสิ ช้าลงหน่อย พวกเราก็เป็นคนนะ ก็อยากกลับบ้านแบบสบายๆ เหมือนกัน”
“ใช่ๆ ช้าลงหน่อย อย่าให้มันโคลงเคลงมากนักสิ ทุกครั้งที่นั่งเกวียนกลับถึงบ้านทีไร ท่อนล่างของฉันชาไปหมดเลย”
แล้วเฒ่าจวงจะยอมฟังอย่างนั้นหรือ
แน่นอนว่าไม่ฟังอยู่แล้ว
เจ้าวัวคู่ทุกข์คู่ยากของเขารอมาทั้งบ่าย น้ำสักหยดก็ยังไม่ได้ดื่ม หญ้าก็หมดเกลี้ยงแล้ว เขารีบกลับไปดูแลมันจะแย่อยู่แล้ว
“จะให้ช้าอะไรกัน ที่กองพลการผลิตมีงานรออยู่อีกตั้งเยอะแยะ ขืนช้ากว่านี้ผู้ใหญ่บ้านคงนึกว่าฉันเอาเจ้าวัวไปขายกินแล้วมั้ง”
สิ้นเสียงของเขา เสียงแหวกอากาศก็ดังขึ้นอีกครั้ง
และความเร็วของเกวียนวัวก็เพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว
กองพลการผลิตเฟิงโซว
เด็กชายฝาแฝดหน้าตาเหมือนกันกำลังช่วยกันหิ้วห่อผ้าเดินกลับเข้าหมู่บ้าน
ถึงแม้ว่าห่อผ้าจะไม่ได้หนักมาก แต่เมื่อถือนานๆ เข้าก็ทำให้รู้สึกเหนื่อยได้เหมือนกัน
ยิ่งบวกกับอากาศที่ร้อนระอุด้วยแล้ว สองพี่น้องจึงเริ่มหอบหายใจแฮ่กๆ
หลินเจาเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ “เหนื่อยแล้วเหรอ ถ้าเหนื่อยแล้วก็ส่งมาให้แม่นะ”
เธอยื่นมือออกไปหาลูกชายทั้งสอง
อวี้เป่าเห็นหนังสือจำนวนมากในมือของแม่ เขาเคยยกหนังสือมาก่อนจึงรู้ว่ามันหนักมาก เขาจึงส่ายหัวปฏิเสธความหวังดีของแม่
“พวกเราทำได้ครับ ใช่ไหมเหิงเป่า”
ลูกชายคนรองชอบทำตัวเป็นผู้ใหญ่และไม่เคยยอมแพ้ต่ออะไรง่ายๆ เมื่อได้ยินคำพูดของพี่ชาย เขาก็ปัดเป่าความเหนื่อยล้าบนใบหน้าออกไป แล้วฉีกยิ้มกว้างอย่างสดใส
“ใช่ครับ พวกเราทำได้”
เขาสะบัดแขนไปมาเพื่อฟื้นคืนพละกำลัง น้ำเสียงตอนพูดก็พลอยสูงขึ้นไปด้วย “แม่ครับ ในนี้มีอะไรอยู่เหรอครับ”
เด็กๆ ฟื้นพลังกันแบบนี้นี่เอง น่ารักเสียจริง
หลินเจาอมยิ้ม “เป็นของที่สหายร่วมรบของพ่อส่งมาให้พวกหนูน่ะ”
เหิงเป่าเบิกตากว้าง อ้าปากค้างเล็กน้อย
“สหายร่วมรบของพ่อเหรอครับ” น้ำเสียงใสๆ ของเขาเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย “แล้วสหายร่วมรบของพ่อจะส่งของมาให้พวกเราทำไมเหรอครับ”
นับตั้งแต่ที่หลินเจาเริ่มเข้ามาดูแลลูกๆ ทั้ง 4 คนอย่างเต็มตัว พวกเขาก็ได้ดื่มนมผงมอลต์สกัดและนมผงทุกวัน แถมยังได้กินไข่วันละฟองอีกด้วย บางครั้งก็ยังมีขนมเถาซู อาหารกระป๋อง หรือแอปเปิลให้กินอีก ไม่เคยได้ขาดปากเลยสักวัน แม้แต่หนังสือกับของเล่นก็ยังมีให้
ฝาแฝดทั้งสองได้รับการดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่อย่างดีเยี่ยม พวกเขาไม่ใช่เด็กน้อยที่ขาดแคลนอาหารและเสื้อผ้า หรือรู้สึกไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว
ดังนั้น เมื่อเทียบกับการอยากรู้ว่าข้างในมีอะไร พวกเขากลับสงสัยมากกว่าว่าทำไมอีกฝ่ายถึงต้องส่งของมาให้ด้วย
หลินเจาก้มหน้าลงมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยซึ่งถอดแบบกันมาเป๊ะๆ ของสองพี่น้อง
“แล้วพวกหนูคิดว่ายังไงล่ะจ๊ะ”
มุมปากของอวี้เป่ายกสูงขึ้น
เขาเดาได้อยู่แล้วว่าแม่ต้องพูดแบบนี้
แม่ชอบที่จะทดสอบพวกเขา และปล่อยให้พวกเขาได้ขบคิดด้วยตัวเอง
พี่ชายคนโตครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่ 2 วินาที ก่อนจะตอบว่า “สหายร่วมรบของพ่อสนิทกับพ่อ ของที่ส่งมาให้พวกเราก็เลยเป็นของขวัญแรกพบใช่ไหมครับแม่”
ลูกชายคนโตรักแม่ที่สุด หลังจากตอบคำถามเสร็จ เขาก็มองไปที่หลินเจา ในแววตาของเขามีความประหม่าฉายออกมาจางๆ
[จบบท]