บทที่ 296: อย่ามาตีสนิท (2/2)
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ” ใครคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ พอเจอคนที่พอจะรู้เรื่องก็รีบคว้าตัวไว้ทันที
ซึ่งในที่เกิดเหตุก็มีคนที่รู้เรื่องอยู่จริงๆ “ฉันรู้ๆ”
“ห้องผู้ป่วยห้องนั้นน่ะเป็นของท่านผู้บัญชาการกองพันหลินจากกองพันที่ 3 เขาได้รับบาดเจ็บที่ขาจากการปฏิบัติหน้าที่ ฉันได้ยินมาว่าตอนนั้นมีสมาชิกในทีมคนหนึ่งชื่อเจิ้งเยว่ ทำอะไรหุนหันพลันแล่นจนเกือบจะก่อเรื่องใหญ่เข้า แต่ในช่วงวิกฤต ท่านผู้บัญชาการกองพันหลินก็เข้ามาช่วยสถานการณ์ไว้ได้ทัน เขาถูกยิงที่ขาตอนที่เข้าไปช่วยเจิ้งเยว่ แล้วก็ได้ยินจากหมออีกทีว่าขาของท่าน…น่าจะฟื้นตัวได้ไม่ดีนัก อาจจะต้องออกจากกองทัพแล้วล่ะ”
ผู้คนในยุคนี้ส่วนใหญ่เป็นคนจิตใจดี คนที่ไร้ซึ่งมโนธรรมมีน้อยมาก
เมื่อได้ยินคำอธิบายจากผู้รู้เห็นเหตุการณ์ บรรดาไทยมุงที่กำลังร้อนใจก็พากันโกรธแค้นขึ้นมาทันที
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีพี่สาวใหญ่คนหนึ่งที่เกลียดชังความชั่วร้ายเป็นทุนเดิม เธอขว้างผ้าอ้อมในมือใส่หัวของเจิ้งเยว่ พร้อมกับด่าทออย่างเกรี้ยวกราด “น่ารังเกียจ! แกนี่มันไม่สมควรเกิดมาเป็นคนเลย! ไปกินขี้ซะไป!”
พอมีคนเปิดฉาก คนอื่นๆ ก็เริ่มผสมโรงด้วย
“ไอ้คนเนรคุณ! แกไม่คู่ควรที่จะสวมเครื่องแบบนั้นเลยสักนิด!”
“ถุย!”
เพียงชั่วพริบตาเดียว ข้าวของสารพัดอย่างก็ลอยไปทางเจิ้งเยว่
“…พวกคุณทำบ้าอะไรกัน!” เจิ้งเยว่โกรธจนตัวสั่น
เขารู้สึกเหนียวเหนอะหนะไปทั่วใบหน้า พอใช้มือเช็ดดูก็พบกับของเหลวสีเหลืองทอง กลิ่นเหม็นคลุ้งจนแทบจะทำให้เขาเป็นลม
เมื่อก้มลงมองผ้าอ้อมบนพื้น ก็เข้าใจได้ในทันทีว่ามันคืออะไร
เขาโก่งคออาเจียนออกมาหลายครั้งจนใบหน้าเขียวคล้ำ
ทว่ากฎหมายไม่สามารถเอาผิดคนหมู่มากได้ เขาจึงไม่สามารถเอาเรื่องเอาราวกับคนเหล่านี้ได้ เจิ้งเยว่พยายามจะเดินหนี แต่ก็ถูกฝูงชนผู้รักความถูกต้องขวางทางไว้
พี่สาวใหญ่ผู้เกลียดชังความชั่วร้ายชูแขนขึ้นประกาศก้อง “ไอ้ขี้หมาเหม็นแบบนี้ไม่คู่ควรที่จะสวมชุดสีเขียวทหาร! ฉันจะไปฟ้องท่านผู้นำ ใครจะไปกับฉันบ้าง!”
“ฉันไปด้วย! ลูกชายของฉันก็เป็นคนดีเหมือนท่านผู้บัญชาการกองพันหลิน เขาเป็นแค่เด็กบ้านนอก กว่าจะมีวันนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ในกองทัพมีเนื้อร้ายแบบนี้อยู่ ฉันกลัวจริงๆ ว่าสักวันหนึ่งลูกชายของฉันก็จะถูกคนชั่วแบบนี้เล่นงานเข้า”
คนที่อยู่ในโรงพยาบาลเขตทหาร แทบทุกบ้านล้วนมีคนในครอบครัวเป็นทหาร เมื่อได้ฟังเช่นนั้นต่างก็รู้สึกว่ามีเหตุผล จึงพากันขานรับอย่างแข็งขัน
“ฉันไปด้วย!”
“ฉันก็ไปด้วย!!”
…
ด้วยเหตุนี้ เจิ้งเยว่จึงถูกควบคุมตัวและลากไปพบผู้นำแต่โดยดี
สหายหญิงแซ่ซุนได้แต่หลบอยู่มุมหนึ่งและมองดูเหตุการณ์ทั้งหมด พลังทำลายล้างของเหล่าคุณป้าคุณน้านั้นรุนแรงเกินไป เธอจึงไม่กล้าพอที่จะก้าวออกไป ทำได้เพียงมองดูคนรักของเธอถูกพาตัวไปต่อหน้าต่อตา
พอทุกคนแยกย้ายกันไปหมดแล้ว เธอก็รีบวิ่งออกจากโรงพยาบาล ตรงไปขอลาหยุดกับหัวหน้า และเก็บตัวเงียบอยู่ในหอพักติดต่อกันหลายวัน
เมื่อเธอออกมาอีกครั้ง เจิ้งเยว่ก็ถูกส่งตัวกลับบ้านเกิดไปเรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ได้ทำลายชื่อเสียงของสหายหญิงแซ่ซุนจนป่นปี้
ผู้นำของคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมต่างพากันส่ายหน้าทุกครั้งที่เห็นเธอ ส่วนสหายหญิงคนอื่นๆ ก็พากันรังเกียจไม่อยากคบค้าสมาคมด้วย
ในที่สุดเธอก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากหาโอกาสย้ายออกจากเขตทหาร กลับไปทำงานในหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งเงินเดือนและสวัสดิการก็ลดลงไปกว่าครึ่ง
แต่นั่นก็เป็นเรื่องของอนาคต
ในห้องผู้ป่วย
หลินซื่อฝานยิ้มกว้าง “พ่อกับแม่ไม่เปลี่ยนไปเลยนะครับ ยังคงกล้าหาญเหมือนเดิมไม่มีผิด”
ต่อหน้าพ่อแม่ ไม่ว่าจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่แค่ไหน คนเราก็ยังคงเป็นเด็ก และมักจะเผลอแสดงท่าทีแบบเด็กๆ ออกมาเสมอ
ซ่งซีเวยทำหน้าบึ้ง “ทั้งพ่อของลูกและแม่ไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมารังแกง่ายๆ ทำไมลูกถึงไม่หัดเอาอย่างมาบ้างเลย โดนเขาข่มเหงขนาดนั้น ทำไมยอมให้เขารังแกง่ายๆ แบบนี้ ฉันเคยสอนลูกว่ายังไงนะ ยังจะทนฟังพวกเขาพล่ามอยู่นานสองนานอีก ไม่รู้สึกเบื่อบ้างหรือไง”
พอจินตนาการว่าก่อนที่พวกเขาจะมาถึง ลูกชายคนที่สามก็คงจะถูก ‘รังแก’ แบบนี้มาตลอด เธอก็รู้สึกโกรธจนเดือดปุดๆ
หลินซื่อฝานไม่กล้าทำทะเล้นอีกต่อไป ได้แต่ก้มหน้ายอมรับคำดุด่าแต่โดยดี
“ซีเวย คุณดื่มน้ำก่อนนะ จิบให้ชุ่มคอแล้วค่อยว่าต่อ” หลินเฮ่อหลิงยิ้มพลางช่วยไกล่เกลี่ยสถานการณ์
หลินซื่อฝานเบิกตากว้าง
นี่พ่อแท้ๆ ของเขานะ
“พ่อครับ ผมก็อยากดื่มน้ำ!” เขาถือโอกาสใช้สิทธิ์ความเป็นคนป่วยเรียกร้องขึ้นมาบ้าง
หลินเฮ่อหลิงจึงรินน้ำให้ลูกชาย ก่อนจะส่งไปให้ถึงมือ “ดื่มซะสิ แล้วนี่หิวหรือยัง”
หลินซื่อฝานจิบน้ำหนึ่งอึก ในใจเบิกบานจนเหมือนมีฟองอากาศลอยฟุ้ง
เขามีความสุขจริงๆ
“ไม่หิวครับ พ่อกับแม่จะไปพักที่บ้านพักรับรองเหรอครับ”
ซ่งซีเวยพอได้ดุลูกชายสมใจก็หายโกรธแล้ว “อืม”
ทหารคนสนิทมีไหวพริบเป็นเลิศ รีบพูดขึ้นว่า “ท่านผู้บัญชาการกองพันครับ ท่านคุยกับคุณลุงคุณป้าไปก่อนนะครับ เดี๋ยวผมจะไปจองห้องพัก แล้วก็เอาสัมภาระไปเก็บให้เอง”
ซ่งซีเวยไม่ได้เกรงใจ “ได้สิ งั้นก็รบกวนหน่อยนะ ไว้วันหลังฉันจะเลี้ยงข้าวเธอ”
ขณะพูด เธอก็ยื่นจดหมายแนะนำตัวให้กับชายหนุ่ม
ทหารคนสนิทหยิบสัมภาระขึ้นมา แล้วรีบเดินตรงไปยังบ้านพักรับรองทันที
หลังจากจองห้องเสร็จเรียบร้อย เขาก็ยังไม่รีบกลับไป แต่แอบไปมุงดูเรื่องวุ่นวายของเจิ้งเยว่ต่อ
ในห้องผู้ป่วยจึงเหลือเพียงครอบครัวหลินสามคนพ่อแม่ลูก
หลินซื่อฝานเอ่ยถามในสิ่งที่เขาสงสัยใคร่รู้มากที่สุด “พ่อครับ เราเจอเสี่ยวซื่อแล้วจริงๆ เหรอครับ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ในโทรเลขก็ไม่ได้บอกรายละเอียดไว้ชัดเจน ผมอยากรู้ใจจะขาดแล้ว รีบเล่าให้ผมฟังหน่อยสิครับ”
น้องชายแท้ๆ ของเขา
คนที่ถือกำเนิดมาพร้อมกับเขาบนโลกใบนี้ ถึงแม้จะไม่เคยพบหน้ากัน แต่ในใจของเขาก็เต็มไปด้วยความรู้สึกดีๆ และปรารถนาที่จะได้พบเจออย่างใจจดใจจ่อ
หลินเฮ่อหลิงเป็นนักเล่าเรื่องชั้นยอด เขาจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่ครอบครัวได้พบกับเมิ่งจิ่วซือให้ลูกชายคนที่สามฟังอย่างละเอียด
หลังจากฟังจบ หลินซื่อฝานก็ยิ้มออกมา
“เจาเจานี่ช่างสังเกตจริงๆ นะครับ”
เมื่อนึกถึงน้องชายคนที่สี่ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก เขาก็แอบคำนวณเงินและตั๋วปันส่วนในมือเงียบๆ พลางคิดว่าจะซื้ออะไรไปฝากน้องชายดี
“พ่อครับ แล้วเจาเจากับต้าไจ่พวกเขาเป็นยังไงกันบ้าง”
หลินเฮ่อหลิงเล่าว่า “สบายดีมาก ตอนนี้เจาเจาได้เป็นพนักงานขายที่สหกรณ์การค้าและการตลาดแล้ว ที่บ้านก็กำลังสร้างบ้านใหม่อยู่ อ้อ! แล้วก็เฉิงหวยกลับมาเยี่ยมบ้านแล้วด้วยนะ”
“พี่เขยกลับมาแล้วเหรอครับ…” หลินซื่อฝานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “งั้นเจาเจาก็มีคนให้ใช้งานแล้วสินะครับ”
ซ่งซีเวยคิดในใจว่า ถึงแม้ลูกเขยจะไม่ได้กลับมา เจาเจาก็ไม่เคยขาดคนให้ใช้งานอยู่แล้ว
…
กองพลการผลิตเฟิงโซว
ครอบครัวของหลินเจากำลังจัดเตรียมสัมภาระเพื่อเดินทางเข้าไปในตัวเมือง
อย่างแรกคือเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยน ซึ่งตอนนี้อากาศร้อนมาก จึงต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าแทบทุกวัน ทุกคนต้องเตรียมไปอย่างน้อยคนละสองชุด
ของใช้ส่วนตัวก็ต้องเตรียมให้พร้อม
กล้องถ่ายรูปก็เช่นกัน
และที่สำคัญที่สุดคือจดหมายแนะนำตัว ซึ่งขาดไม่ได้เด็ดขาด ถ้าทำหายขึ้นมาล่ะก็ผลที่ตามมาจะร้ายแรงมาก เธอจึงต้องไปขอให้ผู้ใหญ่บ้านออกให้เพิ่มอีกหลายใบ
แล้วก็มีของกินของดื่ม การเดินทางใช้เวลานาน ถ้าไม่มีอะไรให้กินเด็กๆ ก็จะหิว
ข้าวของจิปาถะต่างๆ รวมๆ แล้วก็ไม่ใช่น้อยๆ เลย
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ในที่สุดก็ถึงวันเดินทาง
เด็กน้อยทั้งสี่คนที่สูงไล่เลี่ยกันต่างก็ตื่นเต้นดีใจ
พวกเขาจะได้ออกไปสำรวจโลกกว้างแล้ว
ระยะทางจากหมู่บ้านไปสถานีรถไฟนั้นไม่ใกล้เลย จำเป็นต้องนั่งรถโดยสารไป
อวี้เป่ากับเหิงเป่าเพิ่งเคยเห็นรถโดยสารเป็นครั้งแรก ทั้งคู่มองดูของใหญ่โตมโหฬารที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ๆ ด้วยความตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
“แม่ครับ! รถคันใหญ่จังเลย ข้างในต้องนั่งได้หลายคนแน่ๆ!” เหิงเป่าจับชายเสื้อของหลินเจาไว้แน่น เหงื่อที่ซึมออกมาจากฝ่ามือก็ไม่ทำให้เขาคลายมือออก เขารู้ดีว่าข้างนอกเต็มไปด้วยพวกค้ามนุษย์ และพวกนั้นก็ชอบเด็กฉลาดๆ อย่างเขา เขาจึงต้องระวังตัวเป็นพิเศษ
หลินเจาใช้ผ้าอุ้มเชียนเป่าไว้ด้านหน้า ส่วนสองมือก็จูงฝาแฝดไว้คนละข้าง
“ใช่จ้ะ เดี๋ยวเราจะขึ้นรถกันแล้วนะ อย่ามัวแต่มองเพลินล่ะ ต้องตามแม่ให้ทันนะลูก”
“ครับ!” ฝาแฝดพยักหน้ารับคำด้วยสีหน้าจริงจัง
รถโดยสารจอดสนิท
ผู้คนที่ยืนรออยู่ริมถนนต่างก็พากันกรูขึ้นไปบนรถ
หลินเจาเป็นคนแรงเยอะ ถ้าเธอไม่ยอมก็ไม่มีใครสามารถเบียดเธอได้ เธอโค้งข้อศอกเล็กน้อย สอดเข้าไปใต้รักแร้ของอวี้เป่ากับเหิงเป่า แล้วยกตัวพวกเขาลอยขึ้นจากพื้น ก่อนจะเบียดเสียดผู้คนขึ้นไปบนรถด้วยความรวดเร็วและจับจองที่นั่งได้สำเร็จ
กู้เฉิงหวยตามขึ้นมาติดๆ เพื่อคอยระวังไม่ให้ฝาแฝดคนใดคนหนึ่งถูกเบียดจนพลัดหลง
ในที่สุดครอบครัวหกชีวิตก็ได้ที่นั่ง
อวี้เป่าเอาใบหน้าแนบกับกระจกหน้าต่าง ดวงตาส่องประกายระยิบระยับขณะมองออกไปข้างนอก
“พี่ครับ ผมอยากดูด้วย” เหิงเป่าออดอ้อนพี่ชาย
พี่ชายจึงขยับตัวไปด้านข้างเล็กน้อย “เห็นไหม ถ้าไม่เห็นเรามาเปลี่ยนที่กันนะ”
“เห็นครับ!” เหิงเป่าตอบเสียงดังฟังชัด เสียงของเขาเต็มไปด้วยความสดใสร่าเริง “นั่งดูจากในรถกับดูจากข้างนอกมันไม่เหมือนกันเลยเนอะ”
อวี้เป่าพยักหน้า “อื้ม”
เสียงปิดประตูรถดังสนั่น
หลินเจารีบบอกให้เจ้าตัวเล็กที่กำลังซุกซนอยู่นั่งให้เรียบร้อย
ฝาแฝดเพิ่งจะนั่งลงได้ไม่นาน
ท้ายรถก็พ่นควันดำออกมา ก่อนที่รถจะค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป
การได้นั่งรถคันใหญ่เป็นประสบการณ์แปลกใหม่สำหรับเด็กๆ ทั้งสี่คน พวกเขาจึงตื่นเต้นกันมาก
แต่เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อนั่งรถไปได้ไม่นาน เหิงเป่าที่เคยร่าเริงสดใสกลับดูซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าเล็กๆ ของเขาขาวซีดเผือด
[จบบท]