บทที่ 302: สมาชิกใหม่ (2/2)
บริเวณใกล้กับทางออก มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังยืนสนทนากันอยู่
หนึ่งในนั้นมีลิงจินซือโหวตัวเล็กจิ๋วอยู่ด้วย มันมีขนาดตัวไล่เลี่ยกับท่อนแขนของเด็กน้อย ที่คอถูกผูกด้วยเชือกเส้นหนึ่ง และกำลังนั่งนิ่งๆ อยู่บนพื้น ดวงตากลมโตเป็นประกายของมันกวาดมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างสนใจ
“ท่านผู้อำนวยการครับ ทางสวนสัตว์รับเสี่ยวจินไว้ไม่ได้จริงๆ เหรอครับ มันกินไม่เยอะเลยนะครับ แถมยังเชื่องมากๆ...” ชายผู้เป็นเจ้าของลิงที่ในมือจูงเชือกอยู่เอ่ยด้วยดวงตาที่แดงก่ำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความวิงวอน “คณะละครสัตว์ของพวกเราถูกทำลาย แถมยังโดน... โดนคนพวกนั้นคอยจับตาดูอยู่ เห็นทีคงจะไปต่อไม่ไหวแล้ว ผมเองก็ต้องดิ้นรนหาทางรอด คงจะพามันไปด้วยไม่ได้แน่ๆ มันยังเล็กเกินไป ถ้าปล่อยไปก็เท่ากับส่งมันไปตาย ผมแค่อยากจะหาบ้านดีๆ ให้มัน ท่านช่วยรับมันไว้เถอะนะครับ”
เสี่ยวจินเป็นลิงที่เขาเลี้ยงดูมากับมือ หากไม่ถึงตาจนจริงๆ เขาก็คงไม่ยอมปล่อยมันไปแบบนี้
บทสนทนาที่น่าสงสารนั้นลอยเข้าหูของหลินเจาที่กำลังเดินผ่านมาพอดี
สายตาของเธอจับจ้องไปยังลิงน้อยตัวนั้น ขนของมันอาจจะดูหม่นหมองไปบ้าง แต่รูปร่างก็ไม่ได้ผอมโซ อีกทั้งแววตาของมันยังเปี่ยมไปด้วยความฉลาดและมีไหวพริบอีกด้วย
เสียงใสๆ ของอวี้เป่าดังขึ้นอย่างตื่นเต้น “นั่นพี่ลิงนี่ครับ”
ถึงแม้จะตื่นเต้น แต่เขาก็ไม่ได้ส่งเสียงดังจนเกินไป ในน้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความสับสนและเจ็บปวดใจ “ทำไมพี่ลิงถึงโดนมัดไว้แบบนั้นล่ะครับ แล้วเมฆกายสิทธิ์ของเขาหายไปไหน ทำไมเขาไม่เหาะหนีไปล่ะ”
คำถามซื่อๆ ของลูกชายทำเอาหลินเจาถึงกับพูดไม่ออก
ผู้อำนวยการสวนสัตว์ส่ายหน้าแล้วถอนหายใจเบาๆ “ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากรับไว้นะครับ แต่... เอาตามตรงเลยนะ คนพวกนั้นก็เคยมาที่นี่เหมือนกัน สวนสัตว์แห่งนี้จะยังเปิดต่อไปได้ไหม แล้วจะเปิดได้อีกนานแค่ไหน ผมเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน แค่สัตว์ที่มีอยู่ตอนนี้ผมก็กลุ้มใจจะแย่แล้วว่าจะดูแลพวกมันยังไงต่อ จะให้รับลิงตัวเล็กๆ แบบนี้เพิ่มมาอีกตัว ผมคงช่วยคุณไม่ได้จริงๆ”
พูดจบประโยค และเพราะกลัวว่าหากชายหนุ่มยังคงอ้อนวอนไม่หยุด เขาอาจจะใจอ่อนยอมตกลงได้ในที่สุด ท่านผู้อำนวยการจึงรีบหาจังหวะปลีกตัวจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ชายหนุ่มยืนก้มหน้าอย่างหมดอาลัยตายอยาก
เหิงเป่าที่ชื่นชมพี่ลิงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วย่อตัวลงนั่งมองลิงจินซือโหวตัวน้อย ก่อนจะหยิบขนมเค้กชิ้นเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋าเพื่อจะป้อนให้มัน ซึ่งเจ้าลิงตัวนี้ก็ดูจะมีไหวพริบอยู่ไม่น้อย มันกระโดดขึ้นไปบนเท้าของเหิงเป่า แล้วยื่นสองมือมารับขนมไป ก่อนจะพนมมือขึ้นเป็นการขอบคุณ
“แม่ครับ ดูสิ พี่ลิงกำลังขอบคุณผมอยู่เลย” เหิงเป่าตะโกนบอกแม่อย่างดีใจ
ทว่าหลินเจารู้ดีว่าโดยธรรมชาติแล้วลิงจินซือโหวจะกินใบไม้ ยอดไม้อ่อน และผลไม้ตามฤดูกาลเป็นอาหารเท่านั้น อาหารของมนุษย์ไม่ดีต่อสุขภาพของพวกมันเลย
“เหิงเป่า อย่าป้อนอะไรให้มันมั่วนะลูก ลิงจินซือโหวเขากินขนมเค้กไม่ได้”
คำเตือนของแม่ทำให้เหิงเป่าอ้าปากค้าง ก่อนจะถามอย่างร้อนรน “แย่แล้ว แล้วจะทำยังไงดีล่ะครับ”
พูดจบเขาก็รีบยื่นมือไปตรงหน้าเจ้าลิงน้อย แล้วพูดด้วยน้ำเสียงร้อนใจว่า “เอาคืนมาให้ฉันเดี๋ยวนี้นะ เธอห้ามกินเด็ดขาด”
เมื่อเห็นว่าเจ้าลิงยังนิ่งเฉย เขาก็พูดรัวเร็วขึ้น “เธอห้ามกินอันนี้นะลูก เดี๋ยวจะปวดท้องเอาได้”
ราวกับจะสัมผัสได้ถึงความกระวนกระวายของมนุษย์ตัวน้อยตรงหน้า เจ้าลิงจินซือโหวจึงยอมส่งขนมคืนให้อย่างเสียไม่ได้
ดูเหมือนว่ามันจะโกรธเข้าให้แล้ว มันหันหลังให้พวกเขาทันที เหลือทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังกลมป้อมที่ดูเหมือนกำลังพองลมด้วยความงอน
หลินเจาถึงกับทึ่งในความฉลาดของเจ้าลิงน้อยตัวนี้
“สหายคะ คุณไม่ต้องการลิงตัวนี้แล้วใช่ไหม” เธอตัดสินใจหันไปถามชายหนุ่มเจ้าของลิง
เพียงได้ยินประโยคนั้น ดวงตาของอวี้เป่าและเหิงเป่าก็พลันส่องประกายเจิดจ้าขึ้นมาทันที
‘!!’
ทำไมแม่ถึงถามคำถามแบบนั้นออกไปล่ะ
ถึงแม้ในใจจะพอเดาอะไรบางอย่างได้ แต่พวกเขาก็ไม่กล้าเอ่ยปากถามออกไป ทำได้เพียงแค่มองหน้าแม่ด้วยดวงตาสีดำขลับที่ทอประกายแห่งความหวังอย่างเต็มเปี่ยม
“คุณอยากได้มันเหรอครับ” ชายเจ้าของลิงเอ่ยถามขึ้น
เขาพินิจพิจารณาครอบครัวของหลินเจาอย่างละเอียด และดูออกว่าพวกเขาเป็นครอบครัวที่มีปัญญาจะเลี้ยงดูเสี่ยวจินได้อย่างแน่นอน ในแววตาของเขาจึงปรากฏประกายแห่งความหวังขึ้นมา
หลินเจาพยักหน้ารับ “พอดีว่าเด็กๆ ชอบน่ะค่ะ”
ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าไม่มีใครอยากได้เสี่ยวจิน เพียงแต่ชายหนุ่มอยากจะหาบ้านที่ดีที่สุดให้กับมัน เขาจึงไม่เคยตกลงขายให้ใคร แต่เมื่อได้มาเห็นเด็กชายฝาแฝดที่หน้าตาเหมือนกันราวกับแกะแสดงความรักต่อเสี่ยวจินอย่างจริงใจ ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้
“พวกคุณสัญญาได้ไหมว่าจะดูแลเสี่ยวจินเป็นอย่างดี”
คำถามนั้นทำให้สองพี่น้องฝาแฝดต้องรีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง เพราะกลัวว่าจะเผลอส่งเสียงร้องด้วยความดีใจออกมา
ทั้งคู่ก้มลงมองเจ้าลิงน้อยน่ารักด้วยรอยยิ้มที่กว้างจนแก้มแทบปริ
บ้านของพวกเขากำลังจะมีสมาชิกใหม่เพิ่มแล้วใช่ไหม?!!
กู้เฉิงหวยมองออกว่าภรรยาของเขาอยากได้เจ้าลิงน้อยตัวนี้ เขาจึงหยิบบัตรประจำตัวนายทหารออกมาจากกระเป๋าแล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “พวกเราจะดูแลมันอย่างดี ผมขอเอาเกียรติของเครื่องแบบทหารที่สวมใส่อยู่นี้เป็นประกัน”
เขาเชื่อมั่นในตัวภรรยาและลูกๆ ของเขาดี ไม่มีใครในครอบครัวนี้ที่มีนิสัยทำอะไรแล้วล้มเลิกกลางคัน แค่ดูจากสุนัขสองตัวที่บ้านซึ่งนับวันก็ยิ่งอ้วนท้วนสมบูรณ์และมีขนเป็นมันเงาก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีที่สุดแล้ว
คำรับรองนั้นทำให้ชายหนุ่มวางใจลงไปได้กว่าครึ่ง
หลินเจาจึงหยิบจดหมายแนะนำตัวออกมาเสริม “ละแวกบ้านของพวกเราอยู่ติดกับภูเขาค่ะ นานๆ ครั้งเราสามารถพามันเข้าไปวิ่งเล่นในป่าได้ ถ้าคุณวางใจ ก็มอบมันให้พวกเราดูแลเถอะนะคะ”
ชายหนุ่มเหลือบมองที่อยู่ที่ระบุไว้ในจดหมาย ซึ่งก็เป็นพื้นที่ติดภูเขาจริงๆ เมื่อเห็นดังนั้น ความกังวลทั้งหมดในใจของเขาก็สลายไปจนหมดสิ้น
เขายื่นเชือกที่ผูกคอลิงจินซือโหวส่งให้กู้เฉิงหวย
ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอาลัยอาวรณ์ “ผมฝากเสี่ยวจินด้วยนะครับ”
เขาค่อยๆ ย่อตัวลง ใช้สองมือประคองเจ้าลิงน้อยขึ้นมา แล้วใช้ใบหน้าของตัวเองคลอเคลียกับหัวของมันเบาๆ น้ำเสียงของเขาเริ่มสั่นเครือ “เสี่ยวจิน ต่อจากนี้ไปแกต้องอยู่กับครอบครัวนี้นะ ต้องเป็นเด็กดี ห้ามทำร้ายคนอื่น ต้องเข้ากับเจ้านายตัวน้อยของแกให้ได้ รู้ไหม ฉันไม่มีทางเลือกจริงๆ ถ้าฉันมีทางเลือก ฉันจะเลี้ยงแกเองแน่นอน... อย่าโกรธฉันเลยนะ”
พูดจบประโยค เขาก็ปาดน้ำตาออกจากใบหน้าลวกๆ แล้วรีบวิ่งจากไปทันที
เจ้าลิงจินซือโหวเป็นสัตว์ที่ฉลาดแสนรู้ มันเข้าใจในทันทีว่าตัวเองได้เปลี่ยนเจ้าของใหม่แล้ว มันจึงปีนขึ้นไปบนบ่าของอวี้เป่าอย่างถือวิสาสะ ก่อนจะนั่งลงนิ่งๆ แล้วกลอกตามองคนอื่นๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ทว่าการกระทำนั้นกลับทำให้อวี้เป่าตัวแข็งทื่อเป็นหิน
“พ่อครับ” หนูน้อยร้องเรียกพ่อเสียงหลง
แววตาคมกริบสีนิลของกู้เฉิงหวยทอประกายขบขันอยู่แวบหนึ่ง ก่อนที่เขาจะยื่นมือไปปลดเชือกออกจากคอของเจ้าลิงน้อย ซึ่งเชือกเส้นนั้นก็ถูกผูกไว้อย่างหลวมๆ แค่ขยับเพียงเล็กน้อยก็หลุดออกมาได้อย่างง่ายดาย แสดงให้เห็นว่าชายหนุ่มคนนั้นเป็นคนที่มีจิตใจดีมากจริงๆ
“ไม่ต้องกลัวนะลูก เจ้าตัวเล็กนี่เขากำลังแสดงความเป็นมิตรกับเราน่ะ ต่อไปนี้มันก็คือสมาชิกใหม่ของบ้านเราแล้วนะ”
พอได้ยินพ่อพูดแบบนั้น อวี้เป่าก็ยิ้มกว้างออกมาทันที เผยให้เห็นฟันซี่เล็กๆ สีขาวสะอาด
เหิงเป่าเองก็อยากจะสนิทสนมกับพี่ลิงบ้าง เขาจึงอ้าแขนน้อยๆ ไปทางเสี่ยวจินแล้วเอ่ยชวน “เสี่ยวจิน มาหาฉันสิ”
แต่เจ้าลิงจินซือโหวตัวน้อยกลับเมินหน้าหนี ไม่สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย
หลินเจาเห็นแล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “เจ้าตัวเล็กนี่ยังงอนไม่หายเลยนะเนี่ย”
เธอเอื้อมมือไปลูบหัวของเจ้าลิงน้อยเบาๆ ขนของมันนุ่มฟูให้สัมผัสที่ดีอย่างไม่น่าเชื่อ เสี่ยวจินเงยหน้าเล็กๆ ขึ้นมอง ดวงตากลมโตของมันสุกใสและเปี่ยมไปด้วยไหวพริบ
“น่ารักจังเลย” เธอเอ่ยชมจากใจจริง
ก่อนจะหันไปถามสามี “บ้านเราเลี้ยงลิงไว้แบบนี้ จะไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ”
“จะเป็นอะไรไปได้ล่ะ ไม่มีใครเขามาสนใจเรื่องแบบนี้หรอก เลี้ยงได้ตามสบายเลย” กู้เฉิงหวยตอบอย่างไม่ใส่ใจ
เขาเคยเห็นกระทั่งคนที่เลี้ยงหมาป่าหรืองูด้วยซ้ำไป ในยุคสมัยที่ผู้คนยังลำบากปากท้องกันอยู่แบบนี้ คงไม่มีใครมีแก่ใจมาสนใจเรื่องสัตว์เลี้ยงของคนอื่นหรอก
ได้ยินดังนั้น คิ้วที่ขมวดมุ่นของหลินเจาก็คลายออกทันที พร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ที่ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก “ไม่มีปัญหาก็ดีแล้วค่ะ บ้านเราจะได้มีสมาชิกเพิ่มอีกหนึ่ง”
“ไม่เป็นไรหรอกน่า ผมเลี้ยงพวกคุณไหวอยู่แล้ว” แต่สิ่งที่เขาไม่ได้พูดออกไปก็คือ เขากำลังจะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง อย่างช้าที่สุดก็ภายในสิ้นปีนี้ เขาจะกลายเป็น ‘หัวหน้าคณะกู้’ แล้ว และเมื่อถึงตอนนั้นเบี้ยเลี้ยงของเขาก็จะเพิ่มขึ้นอีกหลายสิบหยวนเลยทีเดียว
อย่าว่าแต่เพิ่มมาอีกแค่หนึ่งปากเลย ต่อให้เพิ่มมาอีกสักกี่ปาก เขาก็มั่นใจว่าเลี้ยงไหว
เจ้าลิงจินซือโหวไม่ได้อยู่บนบ่าของอวี้เป่านานนัก พอถูกหลินเจาลูบตัว มันก็กระโดดเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของเธออย่างถือวิสาสะ แถมยังขยับตัวหาท่าที่สบายที่สุดอีกด้วย
การกระทำนั้นทำเอาหลินเจาถึงกับไปไม่เป็น
อวี้เป่าเห็นแล้วก็หัวเราะร่า “เสี่ยวจินก็รู้ด้วยนะครับว่าใครใหญ่ที่สุดในบ้านเรา ฉลาดจริงๆ เลย”
“ก็เสี่ยวจินเป็นพี่ลิงนี่นา จะเรียนรู้อะไรก็ต้องเร็วอยู่แล้ว ฉลาดเป็นเรื่องธรรมดา” ถึงแม้จะโดนเมิน แต่เหิงเป่าก็ไม่ได้โกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย “แม่ครับ แล้วปกติเสี่ยวจินกินอะไรเป็นอาหารเหรอครับ พอกลับถึงบ้านแล้วผมจะเอาของอร่อยๆ ให้มันกิน แล้วมันก็จะยอมเล่นกับผมใช่ไหมครับ”
“ใช่แล้วจ้ะ” หลินเจาไม่ได้ทำลายความตั้งใจของลูกชาย เธออธิบายให้เขาฟังว่าโดยปกติแล้วลิงจินซือโหวชอบกินอะไรบ้าง
“มันกินใบไม้กับยอดอ่อนเหรอครับ” เหิงเป่าถึงกับตาโตด้วยความประหลาดใจ แต่เขาก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจนานนัก “ไม่เป็นไรครับ ผมจะไปหาใบไม้กับยอดอ่อนที่อ่อนที่สุดในโลกมาให้มันกินเอง”
“จ้ะ เด็กดี” หลินเจาลูบหางยาวๆ ของเจ้าลิงน้อยเบาๆ ดวงตาของเธอหรี่ลงเป็นรอยยิ้มตลอดเวลา เห็นได้ชัดว่าเธอเองก็เอ็นดูเจ้าตัวเล็กที่ทั้งฉลาดและเชื่องตัวนี้อยู่ไม่น้อย
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนถึงช่วงบ่าย ซึ่งก็ใกล้ถึงเวลานัดหมายกับอวิ๋นเจี้ยนแล้ว
หลินเจาเพิ่งจะนึกเรื่องน่ากังวลขึ้นมาได้ “นี่คุณ ถ้าเกิดว่าจิงโม่กับกว่างไป๋เขาไม่ยอมมากับเราจะทำยังไงดีคะ”
“คุณคิดว่ามันจะเป็นไปได้เหรอ” กู้เฉิงหวยหัวเราะเบาๆ แล้วอธิบายด้วยน้ำเสียงใจเย็น “พวกเขาอยู่ที่เมืองหลวงต่อไปไม่ได้แล้ว การที่มีคนให้พึ่งพิงแถมยังจะได้อยู่กับพ่อตัวเองอีก พวกเขามีแต่จะดีใจ เด็กสองคนนั้นฉลาดพอ พวกเขาไม่ปฏิเสธที่จะมากับเราหรอก”
พูดกันตามตรงก็คือ สองพี่น้องตระกูลเมิ่งไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
“นั่นก็จริงของคุณค่ะ” หลินเจาจัดการรวบผมเปียของตัวเองให้เข้าที่อีกครั้ง ก่อนจะพาสามีและลูกๆ มุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟเพื่อรอรับคน
บนขบวนรถไฟ
ยิ่งรถไฟเคลื่อนเข้าใกล้จุดหมายปลายทางมากเท่าไหร่ เมิ่งจิงโม่ก็ยิ่งรู้สึกประหม่ามากขึ้นเท่านั้น ใบหน้าของเขาเกร็งแน่นอย่างเห็นได้ชัด
เขาไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจพาน้องชายหนีออกมาแบบนี้มันถูกหรือผิดกันแน่ เขาได้แต่หวังว่าโชคชะตาจะยังคงเข้าข้างพวกเขาอีกสักครั้ง เขาไม่ได้ขออะไรมากมาย ขอเพียงแค่ให้ได้พบหน้าพ่อ... แค่ได้พบพ่อเท่านั้น ต่อให้หลังจากนี้จะต้องกินผักป่าประทังชีวิตไปทุกมื้อ เขาก็ยอม
[จบบท]