บทที่ 307: วางแผน (1/2)
ยังไม่ทันที่เมิ่งจิ่วซือจะได้เอ่ยคำใดออกมา เมิ่งจิงโม่ก็ร้อนรนขึ้นมาทันที เด็กชายรีบคว้ามือที่เริ่มหยาบกร้านของพ่อเอาไว้แล้วพูดเสียงดังฟังชัดว่า “ผมอยากอยู่กับพ่อครับ ผมไม่กลัวความลำบาก”
แม้เสียงจะดัง แต่ก็อยู่ในระดับที่ไม่รบกวนคนอื่นๆ
พอได้ยินพี่ชายพูดแบบนั้น กว่างไป๋ก็รีบเสริมขึ้นมาทันที “ผมด้วย ผมก็จะอยู่กับพ่อครับ”
เมิ่งจิ่วซือทำเพียงก้มหน้ามองลูกชายทั้งสองคนของตนเองโดยไม่พูดอะไรออกมาสักคำ เขากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ใจหนึ่งก็อยากให้ลูกๆ อยู่ด้วย แต่อีกใจหนึ่งเมื่อนึกถึงอนาคตข้างหน้าที่ยังมองไม่เห็นเส้นทาง เขาก็อดลังเลไม่ได้
“พ่อครับ!” เมิ่งจิงโม่พอจะเดาได้ว่าพ่อไม่อยากให้ตนอยู่ด้วย เด็กชายจึงทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงน่าสงสารจับใจ “ผมไม่อยากแยกกับพ่อนะ ผมช่วยพ่อทำงานได้ ให้ผมอยู่ด้วยเถอะนะครับ พ่อ!”
ส่วนกว่างไป๋ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาทำเพียงใช้มือเล็กๆ ทั้งสองข้างกำชายเสื้อของพ่อไว้แน่นราวกับกลัวว่าจะถูกทอดทิ้ง จนใบหน้าเกร็งไปหมด
น้ำเสียงของเมิ่งจิ่วซือแหบพร่าลงเล็กน้อย “อยู่กับพ่อมันลำบากนะลูก...”
“ผมไม่กลัวความลำบาก!” เมิ่งจิงโม่สวนกลับทันควัน สายตาเต็มไปด้วยความวิงวอน “ผมเก็บผักป่าได้ เก็บฟืนก็ได้ ทำงานอย่างอื่นก็ได้ ผมทำได้ทุกอย่างเลยนะพ่อ ผมไม่อยากแยกกับพ่อจริงๆ”
“มันลำบากมากจริงๆนะ” หัวใจของเมิ่งจิ่วซือพลันเจ็บแปลบราวกับถูกบีบรัด เมื่อภาพที่ตนเองถูกฝูงชนรุมล้อมผุดขึ้นมาในความคิด คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันแน่นจนแทบจะเป็นปม เขาเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดขาว
เขากลัวว่าคนพวกนั้นจะย้อนกลับมาอีก และที่กลัวยิ่งกว่าคือกลัวว่าลูกชายจะต้องมาเห็นภาพเหตุการณ์เลวร้ายแบบนั้น
“ผมไม่กลัวครับ” แต่สีหน้าของเมิ่งจิงโม่ยังคงแน่วแน่ไม่เปลี่ยนแปลง
หลินเจาไม่ได้คิดจะปล่อยให้พี่สี่อยู่ที่นี่ต่อไป ความสามารถทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยมขนาดนั้นจะถูกทิ้งให้เสียเปล่าแบบนี้ไม่ได้
เธอได้คิดหาทางออกให้เมิ่งจิ่วซือไว้เรียบร้อยแล้ว
นั่นก็คือการใช้ความสามารถที่เขามีเพื่อหาที่พึ่งพิงที่แข็งแกร่ง และสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดก็คือเขตทหารนั่นเอง
ถ้าพี่สี่สามารถปรุงยาที่กองทัพต้องการขึ้นมาได้สำเร็จ แถมยังเป็นยาที่ไม่มีใครสามารถทำได้ เธอก็ไม่เชื่อเด็ดขาดว่าเขตทหารจะปกป้องคนมีความสามารถอย่างพี่สี่ไว้ไม่ได้!
“พี่สี่คะ จิงโม่กับกว่างไป๋เพิ่งผ่านเรื่องน่าตกใจมา พวกเขาคงยังแยกจากพี่ตอนนี้ไม่ได้หรอกค่ะ ให้พวกเขาอยู่ที่นี่ไปก่อนดีไหมคะ อีกอย่างพวกพี่ก็เพิ่งถูกส่งมา ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นง่ายๆ หรอกค่ะ”
หลินเจาขยิบตาอย่างมีเลศนัย “กว่าที่คนพวกนั้นจะนึกถึงพวกพี่ได้ ไม่แน่ว่าถึงตอนนั้นพี่อาจจะพ้นข้อกล่าวหาไปแล้วก็ได้ใครจะไปรู้”
เมิ่งจิ่วซือไม่ได้เชื่อคำพูดนั้นจริงๆ จังๆ
เรื่องแบบนี้มันจะง่ายดายขนาดนั้นได้อย่างไร
เพียงแต่...
เมื่อเขามองใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มของน้องสาว เขากลับรู้สึกเพียงว่ามีกระแสความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นไปทั่วหัวใจ มันร้อนผ่าวจนทำให้ขอบตาของเขารู้สึกแสบร้อนขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
จนกระทั่งลูกชายทั้งสองถูกส่งมาอยู่เคียงข้าง เขาถึงได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การมีครอบครัวที่ผูกพันกันทางสายเลือดมันเป็นความรู้สึกที่แตกต่างออกไปจริงๆ
ในที่สุด...เขาก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว!
เมิ่งจิงโม่เป็นเด็กฉลาด เขาสังเกตเห็นว่าพ่อของตนใกล้จะใจอ่อนเพราะคำพูดของคุณอาแล้ว จึงรีบดึงมือพ่อแล้วเขย่าไปมาเบาๆ พร้อมกับอ้อนวอนว่า “พ่อครับ ผมต้องอยู่กับพ่อให้ได้นะ ถ้าพ่อไม่ยอม...”
เด็กชายทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำหน้าเบะเหมือนจะร้องไห้ “ถ้าพ่อไม่ยอม...ผมจะร้องไห้จริงๆ ด้วย”
หลังจากพูดจบ เด็กน้อยที่เรียนรู้จะเข้มแข็งมาตลอดกลับมีใบหูที่แดงระเรื่อขึ้นมาอย่างเงียบๆ
ดูเหมือนคำขู่เมื่อครู่จะยังไม่พอ เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองคุณอาที่แสนอ่อนโยนของตน
“คุณอายังบอกเลยว่าไม่เป็นไร ให้พวกเราอยู่ต่อได้ พ่ออย่าไล่ผมกับน้องไปเลยนะครับ”
ส่วนกว่างไป๋นั้นยิ่งแสดงได้เหนือชั้นกว่า เขายกมือเล็กๆ ทั้งสองข้างขึ้นมาขยี้ตา ทำท่าร้องไห้แต่กลับไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยด
“ผมก็จะอยู่กับพ่อ ผมก็จะอยู่กับพ่อเหมือนกัน”
เมิ่งจิ่วซือเองก็ไม่อยากจะจากลูกๆ อยู่แล้ว พอได้ยินสองพี่น้องพูดแบบนี้ ในที่สุดเขาก็ยอมตกลง
“ก็ได้...พวกลูกอยู่ที่นี่ไปก่อนแล้วกัน”
ตอนนี้เขาไม่ใช่คนไร้ที่พึ่งอีกต่อไป เขามีครอบครัวให้พึ่งพิงแล้ว
เมิ่งจิงโม่และกว่างไป๋ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกว้างออกมาด้วยความดีใจ
เมิ่งจิ่วซือรู้ดีว่าหลินซื่อชางเพิ่งได้งานทำในเมืองและพรุ่งนี้ก็ต้องไปทำงานแต่เช้า เขาจึงไม่อยากจะรบกวนเวลาพักผ่อน “พี่ใหญ่ เจาเจา พรุ่งนี้ยังต้องไปทำงานกันไม่ใช่เหรอ รีบกลับไปพักผ่อนเถอะครับ”
เขาอยากจะเอ่ยคำขอบคุณ แต่ก็รู้ดีว่าทั้งพี่ชายและน้องสาวไม่ชอบฟังมันนัก คำขอบคุณที่มาจ่ออยู่ตรงริมฝีปากจึงถูกกลืนกลับลงคอไปอีกครั้ง
ทว่าหลินเจายังมีเรื่องสำคัญที่ต้องคุยกับพี่สี่
เธอจึงหันไปบอกพี่ชายของตน “พี่ใหญ่กลับไปก่อนเลยค่ะ ฉันมีเรื่องจะคุยกับพี่สี่”
หลินซื่อชางเหลือบมองน้องสาวแวบหนึ่ง แม้จะสงสัยอยู่บ้างว่าเธอจะคุยอะไร แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ เขาเพียงพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปกำชับเมิ่งจิ่วซือให้ดูแลตัวเองกับหลานชายทั้งสองให้ดี ถ้าหากต้องการอะไรก็อย่าลืมส่งข่าวไปบอก
เมิ่งจิ่วซือรับคำเป็นอย่างดี
เมิ่งจิงโม่ตัวน้อยโบกมือลา “คุณลุงใหญ่กลับบ้านดีๆ นะครับ”
ส่วนกว่างไป๋ก็เลียนแบบพี่ชาย พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนิ่มหวานหูว่า “คุณลุงใหญ่กลับบ้านดีๆ นะครับ~”
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลินซื่อชาง ในใจอดรู้สึกทึ่งไม่ได้
สมแล้วจริงๆ ที่เป็นเด็กมาจากเมืองหลวง ช่างดูสุภาพเรียบร้อยและมีมารยาทเสียนี่กระไร
ถ้าพ่อของเขาได้มาเห็น จะต้องเอ็นดูเด็กๆ มากอย่างแน่นอน
หลังจากมองส่งหลินซื่อชางจนลับสายตา เมิ่งจิ่วซือจึงหันกลับมามองหลินเจาด้วยแววตาฉงนสนเท่ห์ “เจาเจา มีเรื่องอะไรจะพูดกับพี่เหรอ?”
หลินเจาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะหยิบของสิ่งหนึ่งสีเขียวมรกตออกมา
มันดูคล้ายกับ...เมล็ดพันธุ์อะไรสักอย่าง?
เมิ่งจิ่วซือยิ่งรู้สึกสับสนงุนงงมากขึ้นไปอีก
——หนึ่งเดือนต่อมา เมื่อเขาได้ล่วงรู้ถึงสรรพคุณของสิ่งนี้แล้วย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในวันนี้ ในใจของเขาก็พลันบังเกิดความรู้สึกหลากหลายที่ยากจะอธิบาย ทั้งโล่งใจและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน
เจาเจาเอาของล้ำค่าขนาดนี้ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้ออย่างไม่ใส่ใจแบบนี้ได้อย่างไร ถ้าเกิดทำมันหล่นหายขึ้นมาจะทำอย่างไรกัน!!?
หลินเจาแบมือออก เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ในนั้น บนใบหน้าของเธอประดับรอยยิ้มบางๆ ขณะพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ ราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อย
“พี่สี่คะ นี่เป็นเมล็ดพันธุ์สมุนไพรมหัศจรรย์ที่ฉันบังเอิญได้มาจากนักพรตเฒ่าท่านหนึ่งน่ะค่ะ ชายชราคนนั้นดูลึกลับน่าดู เขาบอกว่าสมุนไพรตัวนี้รักษากระดูกที่หักหรือแตกได้ ขอแค่มีปัญหาเรื่องกระดูก รับรองว่ารักษาหายหมด พี่ช่วยเอาไปปลูกให้หน่อยได้ไหมคะ”
เมิ่งจิ่วซือรับเมล็ดนั้นมาพินิจพิจารณา แต่ก็ยังดูไม่ออกว่าเป็นเมล็ดของสมุนไพรอะไรกันแน่
เขารู้สึกละอายใจอยู่บ้าง “พี่เรียนแพทย์มาหลายปี ไม่นึกเลยว่าจะดูไม่ออกว่านี่คือเมล็ดพันธุ์สมุนไพรอะไร”
หลินเจานึกในใจ: ถ้าพี่สี่จำได้สิถึงจะแปลก ของสิ่งนี้หายากระดับที่...เรียกได้ว่าผิดปกติเลยล่ะ (ก็มันมาจากต่างโลกนี่นา)
“นักพรตเฒ่าคนนั้นยังบอกอีกนะคะว่า พอปลูกมันขึ้นมาแล้วเนี่ย ต้นสมุนไพรจะล่องหนหายไปเมื่อโดนแสงแดด แล้วจะปรากฏตัวให้เห็นอีกทีตอนกลางคืน ลักษณะของมันจะยาวๆ เรียวๆ แถมยังปล่อยแสงเรืองรองเหมือนหิ่งห้อยออกมาด้วย แต่ไม่มีกลิ่นอะไรเลยค่ะ” หลินเจาพยายามนึกถึงรายละเอียดที่ระบบเคยบอกไว้ ก่อนจะนำมาอธิบายให้พี่ชายฟัง
ล่องหน? แถมยังเรืองแสงได้อีก?!
แต่ละคำที่ได้ยินล้วนเป็นสิ่งที่เมิ่งจิ่วซือไม่เคยรู้จักมาก่อน
เขารู้สึกว่ามันช่างเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี นี่กำลังพูดถึงสมุนไพรอยู่จริงๆ น่ะเหรอ? เขาไม่เคยได้ยินอะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต!
เมิ่งจิ่วซืออดคิดไม่ได้ว่าเจาเจาคงจะโดนหลอกเข้าให้แล้ว
แต่พี่ชายผู้รักและตามใจน้องสาวเป็นที่สุดย่อมทนเห็นเธอผิดหวังไม่ได้ เขาจึงเก็บงำสีหน้าของตนไว้อย่างมิดชิดแล้วรับปาก “...ก็ได้ พี่จะลองดูแล้วกัน”
หลินเจาเห็นความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของพี่ชายอย่างชัดเจน ตั้งแต่ความสงสัย ความลังเล ความสับสนวุ่นวายใจ จนกระทั่งยอมรับชะตากรรมในที่สุด เธอต้องกลั้นหัวเราะเอาไว้สุดความสามารถ
“พี่สี่เก่งที่สุดในโลกเลย!” เธอเอ่ยชม ก่อนจะกำชับอีกครั้ง “ต้องช่วยปลูกให้ขึ้นให้ได้นะคะ ฉันอุตส่าห์ใช้เงินซื้อมาตั้งหนึ่งหยวนแน่ะ ถ้ามันไม่งอกอะไรขึ้นมาเลย ฉันต้องอกแตกตายแน่ๆ”
พอได้ยินแบบนั้น เมิ่งจิ่วซือก็แทบจะฟันธงได้ในทันทีว่าน้องสาวของเขาถูกหลอกมาอย่างแน่นอน
เขาได้แต่ลอบถอนหายใจ
“...พี่จะพยายามเต็มที่”
“พี่สี่ใจดีที่สุดเลย” หลินเจายังคงเอ่ยคำหวานหูไม่หยุด แต่เมื่อนึกถึงข่าวคราวของพี่ชายคนที่สาม สีหน้าของเธอก็จริงจังขึ้นมาทันที “กองทัพส่งโทรเลขมาบอกว่าพี่สามบาดเจ็บที่ขา พวกเรายังไม่รู้ว่าอาการของพี่สามเป็นยังไงบ้าง แต่ฉันคิดว่า...เราเตรียมตัวไว้ก่อนแต่เนิ่นๆ ก็ไม่เสียหาย พี่สามรักการเป็นทหารมาก ฉันไม่อยากให้เขาต้องเสียใจ พี่สี่คะ ต่อให้มีโอกาสเพียงน้อยนิด เราก็ต้องทุ่มเทเต็มที่ใช่ไหมคะ?”
“แล้วอีกอย่าง ถ้าเกิดว่าเมล็ดสมุนไพรนั่นเป็นของจริงขึ้นมาล่ะคะ บรรดาทหารที่บาดเจ็บที่แขนขา พวกเขาก็จะมีความหวังเพิ่มขึ้นอีกนิดไม่ใช่เหรอคะ”
เธอรู้ดีว่าเมล็ดพันธุ์นี้เป็นของจริง ถ้าหากปลูกมันขึ้นมาได้สำเร็จ จะต้องเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอย่างมหาศาลแน่นอน
แต่พี่ชายของเธอไม่รู้เรื่องนี้ด้วย
ดูท่าแล้วคงต้องหาทางเพิ่มความมั่นใจในการปลูกให้พี่สี่เสียหน่อยแล้ว
เมิ่งจิ่วซือไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเรื่องที่เขาเห็นเป็นเพียงความคิดเด็กๆ ของเจาเจาที่แค่อยากจะเล่นสนุก จะเป็นเรื่องที่เธอคิดมาอย่างลึกซึ้งและรอบคอบถึงเพียงนี้
เขารู้สึกละอายใจขึ้นมาทันที
เขาประเมินน้องสาวของตัวเองต่ำเกินไปแล้ว
ชายหนุ่มปรับสีหน้าให้จริงจัง “พี่จะพยายามอย่างเต็มที่”
ดวงตาของหลินเจาโค้งลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว “ฉันเชื่อมั่นในตัวพี่สี่ค่ะ”
เมิ่งจิ่วซือเก็บเมล็ดพันธุ์มหัศจรรย์ไว้อย่างดี เมื่อเหลือบไปเห็นเงาร่างของกู้เฉิงหวยพอดี จึงเอ่ยขึ้นว่า “น้องเขยมารับแล้ว กลับไปเถอะ ถึงบ้านแล้วก็รีบเข้านอนล่ะ”
“พวกพี่ก็รีบพักผ่อนเหมือนกันนะคะ” หลินเจาโบกมือให้เขา ก่อนจะส่งยิ้มให้หลานชายทั้งสอง แล้ววิ่งตรงไปหากู้เฉิงหวย
กว่าที่เมิ่งจิ่วซือจะจูงมือลูกชายทั้งสองคนกลับไปยังที่พักของตน ก็เป็นตอนที่เงาของน้องสาวและน้องเขยลับหายไปจากสายตาแล้ว
[จบบท]