บทที่ 309: ข้อตกลงที่น่าอุ่นใจ (1/2)
กู้เฉิงหวยยิ้มบางๆ ก่อนจะเดินออกจากเรือนใหญ่ของบ้าน กลับมายังห้องพักของตัวเองและภรรยา
หลินเจากำลังทาครีมบำรุงผิวอยู่บนใบหน้า พอได้ยินเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็หันไปมอง
“พ่อกับแม่ว่ายังไงบ้างคะ”
กู้เฉิงหวยทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างๆ ภรรยา ดวงตาสีนิลลุ่มลึกจับจ้องไปที่หลินเจา ในแววตามีรอยยิ้มอบอุ่นเจืออยู่ น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างไม่รีบร้อน “ท่านตกลงแล้ว คุณไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องพี่สี่หรอกนะ”
หลินเจารู้อยู่แล้วว่าพ่อแม่สามีเป็นคนรอบคอบและใส่ใจในรายละเอียด เธอจึงวางใจการตัดสินใจของท่านเสมอ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หัวคิ้วที่ขมวดอยู่เล็กน้อยก็พลันคลายออก ดวงตาสีดำขลับเป็นประกายระบายไปด้วยรอยยิ้ม โล่งใจอย่างแท้จริง
“พ่อกับแม่คงจะแปลกใจมากเลยใช่ไหมคะ”
เมื่อนึกถึงท่าทีที่สงบนิ่งของพ่อกับแม่ กู้เฉิงหวยก็ส่ายหน้าเบาๆ พร้อมรอยยิ้ม
“ที่จริงก็ไม่เชิงว่าแปลกใจเท่าไหร่ พ่อกับแม่...ท่านใจเย็นกันมากเลยล่ะ แล้วก็ไม่ได้มองว่าพี่สี่เป็นตัวปัญหาด้วย คุณก็รู้ว่าคุณเฉียวคนนั้นเคยมีบุญคุณกับพ่อ พ่อเลยคอยดูแลคนแถวตีนเขาอยู่แล้ว แค่เพิ่มคนให้ดูแลเป็นพิเศษอีกสักคน สำหรับท่านแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย”
หลินเจารู้สึกซาบซึ้งในความเมตตาของพวกท่าน “แค่พ่อกับแม่ไม่มองว่าเป็นเรื่องลำบากก็ดีแล้วค่ะ”
“แล้วอวี้เป่ากับเหิงเป่าไปไหนล่ะ” กู้เฉิงหวยกวาดตามองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นลูกแฝดอยู่บนเตียงจึงเอ่ยถาม
“สองคนนั่นอยากให้เสี่ยวจินขึ้นไปนอนบนเตียง แต่ฉันไม่ยอม สองพี่น้องก็เลยจูงมือกัน ถือหมอนใบเล็กไปหาชิงโจวแล้วค่ะ” พอคิดถึงสีหน้าจ๋อยๆ ของสองแสบตอนที่เถียงแพ้แล้ว หลินเจาก็อดขำไม่ได้
กู้เฉิงหวยไม่ได้ว่าอะไร เพียงแค่เอ่ยเรียบๆ ว่า “ปล่อยพวกเขาไปเถอะ”
สำหรับเขาแล้ว เจ้าสองตัวแสบนั่นไม่มาวอแวเจาเจาก็ดีเหมือนกัน การดูแลเด็ก 4 คนมันเหนื่อยมาก พอมีชิงโจวมาช่วยแบ่งเบา ภรรยาของเขาก็สบายขึ้นไปตั้งครึ่ง
ขณะเดียวกันในห้องข้างๆ
ฝาแฝดน้อยกำลังออดอ้อนสารพัด จนอาเล็กของพวกเขาที่ถูกชมจนยิ้มไม่หุบ ยอมให้เสี่ยวจินขึ้นมานอนบนเตียงด้วยได้สำเร็จ
เจ้าลิงจินซือโหวตัวน้อยขดตัวอยู่บนหัวของอวี้เป่า ส่วนหางยาวๆ ของมันพาดอยู่บนหัวของเหิงเป่า เจ้าตัวเล็กทั้งสามนอนหลับในท่าทางที่เรียบร้อยน่าเอ็นดู
กู้ชิงโจวเห็นเด็ก 2 คนกับลิง 1 ตัวยึดครองเตียงของตัวเองไปแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ ก่อนจะล้มตัวลงนอนข้างๆ อย่างเงียบเชียบ
ตอนแรกเขาคิดจะถามอวี้เป่ากับเหิงเป่าเรื่องที่ไปในเมือง แต่พอเห็นสองพี่น้องหาวแล้วหาวอีก ก็เลยไม่ได้เอ่ยปากรบกวน เขาเป่าลมดับตะเกียงน้ำมันก๊าดบนโต๊ะข้างเตียง แล้วหลับตาลงเตรียมตัวเข้าสู่ห้วงนิทราไปพร้อมกับหลานๆ
ในเวลาเดียวกัน ณ อาคารบ้านพักแห่งหนึ่งในเมืองหลวง
หยวนฉินเพิ่งกลับมาถึงบ้านหลังจากการทำงานล่วงเวลา ยังไม่ทันจะได้นั่งพักให้หายเหนื่อย ยายเฒ่าหยวนก็เอ่ยปากเร่งให้เธอไปทำอาหาร
“ฉินเอ๊ย รีบไปทำกับข้าวเร็วเข้า แม่ไม่ค่อยสบายตัว ตอนบ่ายมัวแต่นอนเลยยังไม่ได้ทำอะไรเลย ต้องลำบากแกแล้วนะ”
นานๆ ทีหญิงชราจะพูดจาดีๆ แบบนี้
หยวนฉินไม่ได้เจอลูกชายทั้ง 2 คนมา 3 วัน 3 คืนแล้ว ในใจร้อนรนเป็นห่วงลูกจับใจ เดิมทีเธอตั้งใจว่าจะหาอะไรกินรองท้องง่ายๆ แล้วจะรีบออกไปตามหาลูก แต่พอได้ยินคำพูดของแม่ เธอก็ลืมเรื่องของเมิ่งจิงโม่และเมิ่งกว่างไป๋ไปเสียสนิท
“แม่ไม่สบายเหรอคะ เป็นอะไรมากหรือเปล่า” เธอรีบเข้าไปถามด้วยความเป็นห่วง “ถ้าทนไม่ไหวจริงๆ เดี๋ยวหนูจะพาไปโรงพยาบาลนะคะ”
แววตาของยายเฒ่าหยวนวูบไหว เธอเดาว่าในมือของหยวนฉินคงจะมีเงินอยู่ไม่น้อย หญิงชราคิดในใจว่าต่อให้เมิ่งจิ่วซือจะไม่ทิ้งเงินไว้ให้ลูกสาวเธอ แต่ก็คงไม่ใจไม้ไส้ระกำถึงขั้นไม่ทิ้งอะไรไว้ให้หลานชายทั้งสองเลย
ยายเฒ่าหยวนแสร้งถอนหายใจยาว “ที่บ้านเราจะไปมีเงินที่ไหนกัน ไม่ต้องไปหรอก นอนรอความตายอยู่ที่บ้านนี่แหละ”
“แม่ อย่าพูดแบบนี้สิคะ” หยวนฉินเป็นลูกสาวที่กตัญญูเสมอ เธอรีบขัดขึ้น “ฉันมีเงินค่ะ พรุ่งนี้ฉันจะพาแม่ไปโรงพยาบาลเอง”
ยายเฒ่าหยวนรู้สึกพอใจอย่างยิ่ง แต่ก็ยังคงตีหน้าเศร้า ใบหน้าที่มักจะบึ้งตึงของหญิงชราแปรเปลี่ยนเป็นซาบซึ้งใจ ก่อนจะแสร้งทำทีผลักไส
“นั่นมันเงินติดตัวที่ลูกเขยทิ้งไว้ให้แกใช้ แกก็เก็บไว้เถอะ แม่จะหน้าด้านไปใช้ได้ยังไง นี่มันโรคเก่าโรคแก่ของแม่ เป็นมาตั้งแต่ตอนคลอดแกแล้วนั่นแหละ แม่ชินแล้ว ไม่เป็นไรหรอก ปล่อยให้มันตายไปพร้อมกับแม่เถอะ”
น้องสะใภ้หยวนที่ยืนอยู่ข้างๆ แอบเบ้ปาก คำพูดหลอกเด็กแบบนี้คงมีแต่พี่สาวสามีที่ซื่อบื้อคนนี้เท่านั้นแหละที่จะเชื่อ ขนาดจินเป่ายังหลอกไม่ได้เลย ใครๆ ก็รู้ทั้งนั้นว่าแม่สามีน่ะร่างกายแข็งแรงยิ่งกว่าวัวเสียอีก
แต่หยวนฉินกลับเชื่อสนิทใจ ใบหน้าของเธอฉายแววรู้สึกผิด
“แม่คะ ทั้งหมดเป็นความผิดของฉันเอง ฉันจะพาแม่ไปโรงพยาบาลนะคะ ไม่แน่ว่าอาจจะรักษาให้หายขาดได้ จะปล่อยให้ป่วยแบบนี้ต่อไปไม่ได้หรอกค่ะ” เธอมองแม่ของตัวเองด้วยสายตาจริงจัง เหมือนกลัวเหลือเกินว่าจะโดนปฏิเสธ
ยายเฒ่าหยวนจ้องมองลูกสาวนิ่งอยู่นาน ราวกับกำลังซึมซับความกตัญญูของเธอ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงปลื้มปีติ “ก็ได้ ไปก็ไป ไม่นึกเลยว่าแม่จะได้พึ่งพาความกตัญญูของลูกสาวกับเขาเหมือนกัน แม่รู้ดีว่าแกน่ะกตัญญูที่สุด กตัญญูกว่าน้องชายแกเสียอีก”
คำพูดประโยคสุดท้ายทำให้หยวนฉินถึงกับตัวแข็งทื่อ หัวใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
นี่เป็นครั้งแรก...ที่หยวนฉินได้ยินจากปากของยายเฒ่าหยวนเองว่าเธอดีกว่าน้องชาย
“แม่เป็นแม่แท้ๆ ของฉัน ฉันก็ต้องกตัญญูต่อแม่อยู่แล้วสิคะ” หยวนฉินตื่นเต้นจนใบหน้าแดงก่ำ “แม่รอแป๊บนะคะ เดี๋ยวฉันจะรีบไปทำกับข้าวเดี๋ยวนี้เลย”
แต่ก่อนจะก้าวออกจากห้อง สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นน้องสะใภ้พอดี สีหน้าของหยวนฉินพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม นี่เป็นครั้งแรกที่เธอแสดงอำนาจในฐานะพี่สาวของสามีออกมา และพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“น้องสะใภ้ เธอกลับมาถึงบ้านแล้วทำไมไม่ทำกับข้าว ปล่อยให้แม่หิวได้ยังไง”
“ต่อไปถ้าเธอกลับมาก่อน ก็อย่าลืมทำกับข้าวอีก แม่แก่แล้ว ทนหิวไม่ได้นะ”
พูดจบ เธอก็หยิบผ้ากันเปื้อนแล้วเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
น้องสะใภ้หยวน “...” ฉันล่ะอยากจะบ้าตาย
หญิงสาวหัวเราะออกมาด้วยความโมโห พึมพำด่าว่า "ยัยโง่" อยู่ในลำคอ ก่อนจะเหลือบตามองบน แล้วบิดสะโพกกลับเข้าห้องของตัวเองไปอย่างไม่ใส่ใจ
พี่สาวสามีคนนี้ โง่เง่าสิ้นดี
โง่จนน่าขำ
ยายเฒ่าหยวนเองก็ไม่พอใจกับการกระทำที่ไม่จำเป็นของหยวนฉินเช่นกัน ในความคิดของเธอ ลูกสะใภ้ที่ให้กำเนิดหลานชายได้ย่อมมีประโยชน์กว่าลูกสาวแท้ๆ ที่แต่งออกไปเป็นคนนอกแล้วตั้งมากมาย
ในอนาคตลูกชายกับลูกสะใภ้ต่างหากที่จะต้องเลี้ยงดูเธอในยามแก่เฒ่า แล้วหยวนฉินเป็นใครกัน
ยายเฒ่าหยวนกำลังดีดลูกคิดในใจอย่างรวดเร็ว ขั้นแรกคือต้องเอาบ้านหลังนี้มาให้ได้ จากนั้นก็หลอกเอาเงินที่หยวนฉินมีอยู่ แล้วค่อยจับเธอแต่งงานออกไปอีกรอบ เพื่อจะได้เรียกสินสอดมาอีกก้อน เมื่อคิดถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ หญิงชราก็อารมณ์ดีขึ้นทันตาเห็น
ทันใดนั้น ประตูพลันถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง
หยวนฉินปรากฏตัวที่หน้าประตู เอ่ยถามอย่างอ้ำๆ อึ้งๆ “แม่คะ...คือว่า...พอฉันทำกับข้าวเสร็จแล้ว ขอออกไปตามหาจิงโม่กับกว่างไป๋ได้ไหมคะ พวกเขายังเด็กมาก ฉันกลัวว่าลูกจะเป็นอันตราย”
ยายเฒ่าหยวนแค่นเสียงหัวเราะในใจ พลางนึกถึงสำนวนที่เคยได้ยินจากในงิ้ว...ได้คืบจะเอาศอก เพิ่งจะชมหน่อยเดียว ก็ชักจะเหิมเกริมกล้าต่อรองแล้ว
“...อยากไปก็ตามไปสิ แต่ถ้าเจ้าเด็กเหลือขอ 2 คนนั่นอยากจะกลับเข้าบ้านนี้ ก็ต้องคุกเข่าขอโทษจินเป่าซะก่อน”
หญิงชราจงใจตั้งเงื่อนไขที่ยากจะเป็นไปได้ เพราะใจจริงแล้วเธออยากให้หลานชายจากตระกูลเมิ่งไปตายอยู่ข้างนอกนั่นเสียด้วยซ้ำ ถ้าเด็กสองคนนั่นตายไป บ้านหลังนี้ก็จะตกเป็นของตระกูลหยวนโดยสมบูรณ์
แต่หยวนฉินไม่คิดว่านี่เป็นการกลั่นแกล้ง ในสายตาของเธอ แม่ก็เป็นแค่คนปากร้ายใจดีเท่านั้น
เธอยิ้มกว้างอย่างดีใจ “ค่ะ ฉันจะสั่งสอนลูกๆ ให้ดีเองค่ะ”
พูดจบ เธอก็เดินกลับไปทำอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่รู้เลยว่าตัวเองเพิ่งตกลงไปในหลุมพรางที่แม่แท้ๆ ขุดล่อเอาไว้
ในครัวส่วนกลางยังมีไฟเปิดสว่างอยู่ และมีคนกำลังทำอาหาร ซึ่งก็คือเพื่อนบ้านของครอบครัวเมิ่ง
ครอบครัวนี้เคยได้รับความเมตตาจากเมิ่งจิ่วซือมาก่อน ดังนั้นหลังจากที่เขาประสบปัญหา ท่าทีของพวกเขาที่มีต่อลูกชายทั้งสองก็ไม่เคยเปลี่ยนไป แม้จะไม่กล้าแสดงออกอย่างเปิดเผย แต่ก็คอยแอบเอาขนมให้เด็กๆ เสมอเมื่อมีโอกาส
เมื่อเห็นหยวนฉินและเห็นว่าปลอดคน เพื่อนบ้านหญิงจึงเอ่ยปากถาม “แล้วนี่...ทำไมไม่เห็นจิงโม่กับกว่างไป๋เลยล่ะ”
หยวนฉินชะงักไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าเพื่อนบ้านจะยังยอมพูดคุยกับตัวเอง เพราะนับตั้งแต่เรื่องของสามีเกิดขึ้น เพื่อนบ้านที่เคยสนิทสนมกันก็พากันตีตัวออกห่าง การทักทายอย่างเป็นกันเองนี้จึงทำให้เธอรู้สึกดีใจอย่างคาดไม่ถึง
“อ๋อ เจ้าสองคนนั่นกำลังงอนน่ะค่ะ เลยหนีไปที่โรงงานเก่า เดี๋ยวพอฉันทำกับข้าวเสร็จก็จะไปตามกลับมา”
เพื่อนบ้านหญิงถึงกับนิ่งอึ้งไป เธอจ้องมองหยวนฉินเหมือนกำลังมองตัวประหลาด ลูกชายหายไปตั้งนานสองนาน แต่เธอยังมีแก่ใจมานั่งทำกับข้าวอยู่อีกเหรอ
ด้วยเห็นแก่คุณหมอเมิ่งที่เคยทำดีต่อกันไว้ เพื่อนบ้านหญิงจึงตัดสินใจพูดเตือนสติ “ผู้หญิงเราพอแต่งงานออกเรือนไปแล้ว ก็ควรจะดูแลครอบครัวเล็กๆ ของตัวเองให้ดีที่สุด ส่วนครอบครัวฝั่งแม่...ถ้าพอมีกำลังเหลือก็ค่อยช่วยเหลือไป แต่ถ้าไม่ไหว ก็ควรจะดูแลชีวิตตัวเองให้ดีก่อน เธอว่าจริงไหม”
หยวนฉินยิ้มกว้างและพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“คุณพูดถูกค่ะ”
ในขณะที่เพื่อนบ้านหญิงเริ่มใจชื้นว่าคำพูดของตนคงจะได้ผล หยวนฉินกลับพูดต่อด้วยน้ำเสียงเพ้อฝัน “ชีวิตผู้หญิงมันลำบากนะคะ ยิ่งเป็นแม่ม่ายลูกติดอย่างฉันยิ่งลำบากใหญ่ พอครอบครัวฝั่งแม่ของฉันย้ายมาอยู่ด้วย ก็จะได้คอยช่วยเหลือฉันกับจิงโม่และกว่างไป๋ไงคะ”
“แม่ของฉันเพิ่งย้ายมาได้ไม่นาน เด็กๆ อาจจะยังไม่ชิน รออีกสักพักพวกเขาก็คงยอมรับได้เอง”
เธออมยิ้มอย่างมีความสุข เมื่อจินตนาการว่าชีวิตในอนาคตจะสุขสบายไม่ต่างไปจากตอนที่สามียังอยู่
เพื่อนบ้านหญิง “?”
ในหัวของเธอเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม สีหน้าทั้งอึดอัดและยากจะบรรยาย เธอเหลือบมองหยวนฉินด้วยแววตาที่ซับซ้อน ก่อนจะยกจานอาหารของตัวเองแล้วเดินจากไปเงียบๆ
การเกลี้ยกล่อมคนที่ดึงดันจะหาเรื่องใส่ตัวนี่มันยากจริงๆ
ช่างเถอะ เธอพยายามเต็มที่แล้ว
[จบบท]