บทที่ 312: ปัญหาที่ไม่ทันตระหนัก (2/2)
น้องสะใภ้หยวนไม่แสดงท่าทีตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย เธอยิ้มอย่างเหนือกว่า "พี่จะไปฟ้องผู้อำนวยการก็ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ งานนี้พี่เป็นคน 'ยก' ให้หนูเองนะ เอกสารเข้าทำงานหนูก็ทำเรียบร้อยแล้ว พี่ไปฟ้องใครก็ไม่มีประโยชน์!"
"ฉันไปยกให้เธอตอนไหน…" หยวนฉินเถียงกลับไป ก่อนจะนึกถึงเอกสารบางอย่างที่น้องสะใภ้ยื่นให้เซ็นเมื่อหลายวันก่อน สีหน้าของเธอพลันแข็งค้างและซีดเผือด "นั่น… มันไม่ใช่ใบแจ้งความหรอกเหรอ"
น้องสะใภ้หยวนเผยรอยยิ้มของผู้ชนะออกมา
เธอเองก็คาดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะง่ายดายถึงเพียงนี้
ดูเหมือนว่าเธอจะต้องประเมินความโง่เขลาของพี่สาวสามีคนนี้เสียใหม่แล้ว
ขณะเดียวกันก็นึกชื่นชมแม่สามีอยู่ในใจที่สามารถเลี้ยงลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองให้กลายเป็นคนทั้งโง่ทั้งสมองกลวงได้ถึงขนาดนี้… ช่างควบคุมง่ายอะไรอย่างนี้!
หัวใจของหยวนฉินราวกับถูกค้อนหนักทุบลงมาอย่างจัง
เธอกระชากมือของยายเฒ่าหยวนไว้แน่นแล้วกรีดร้องเสียงแหลม "แม่คะ นั่นมันงานของหนูนะ แม่จะทำแบบนี้ไม่ได้ หนูจะไม่มีงานทำไม่ได้นะคะ!"
ยายเฒ่าหยวนสะบัดมือเธอทิ้งอย่างแรง ใบหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์
"อย่ามาจับแม่"
"น้องสะใภ้แกพูดถูกแล้ว ในเมื่อแกไม่มีใจจะทำงาน สู้ยกงานให้คนอื่นไปซะยังดีกว่า" เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่เจ็บปวดของหยวนฉิน หญิงชราก็กล่าวอย่างหมดความอดทน "แม่แก่แล้วนะ ต้องการคนคอยหุงข้าวซักผ้าอยู่ข้างๆ ไม่มีงานก็ไม่มีไปสิ อยู่บ้านเฉยๆ ก็ไม่มีใครปล่อยให้แกอดตายหรอก น้องชายกับน้องสะใภ้แกก็ไม่ได้รังเกียจที่แกจะมาช่วยถลุงข้าวสาร คนอื่นอยากมีชีวิตสบายๆ แบบนี้ยังไม่มีปัญญาเลยนะ"
ทว่าความคิดที่แท้จริงในใจของเธอกลับเป็น: ร่างกายของเธอยังแข็งแรงดี กินอะไรก็อร่อย แถมยังวิ่งเหยาะๆ ได้สบาย จะต้องการคนมาดูแลทำไมกัน
แต่จะบีบคั้นคนคนหนึ่งมากเกินไปก็ไม่ดี รออีกสักพักแล้วค่อยหาแม่สื่อดีๆ จับหยวนฉินแต่งงานออกไปก็แล้วกัน
แค่รอให้หยวนฉินแต่งออกไป จากนั้นรออีกสัก 2-3 ปี เพื่อนบ้านก็จะค่อยๆ ลืมไปเองว่าบ้านหลังนี้เคยเป็นของตระกูลเมิ่งมาก่อน ถึงตอนนั้น จะมีโฉนดที่ดินหรือไม่… มันจะไปสำคัญอะไรอีกล่ะ
น่าเหลือเชื่อที่หยวนฉินถูกเกลี้ยกล่อมได้อีกครั้ง เธอจึงไม่ได้อาละวาดอะไรออกมา
เรื่องราววุ่นวายของบ้านหยวนทั้งหมดถูกส่งไปถึงหูของอวิ๋นเจี้ยน ชายหนุ่มท่าทางเกียจคร้านถึงกับแค่นหัวเราะ ก่อนจะเอ่ยวิจารณ์สั้นๆ เพียงคำเดียว "โง่เง่า!"
ทว่าสิ้นเสียงของเขา ฝ่ามือหนักๆ ก็ฟาดเผียะลงบนท้ายทอย
"ใครวะ" เขาหันขวับกลับไปอย่างหงุดหงิด
ก่อนจะเผชิญหน้าเข้ากับใบหน้าอันเคร่งขรึมและน่าเกรงขามของผู้เป็นพ่อ
"พูดจาสกปรก" ชายวัยกลางคนอายุราว 50 ปีกว่า แต่ร่างกายยังคงกำยำแข็งแรงเอ่ยตำหนิ เมื่อเห็นสภาพนั่งไม่เป็นท่าของลูกชายคนเล็กก็ขมวดคิ้วมุ่น
แต่เพราะรู้ดีว่าต่อให้พูดไปก็คงไม่มีประโยชน์ เขาจึงเลือกที่จะทำเป็นมองไม่เห็นแทน
ชายสูงวัยทรุดตัวลงนั่ง ก่อนจะหยิบหนังสือพิมพ์ที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมาเปิดอ่าน
อวิ๋นเจี้ยนเบ้ปาก แล้วลุกขึ้นเตรียมจะออกจากบ้าน
"จะไปไหน" เสียงทุ้มและทรงอำนาจของชายบนโซฟาเอ่ยถามขึ้น
อวิ๋นเจี้ยนทำสีหน้าจนปัญญา "จะออกไปส่งโทรเลขให้เฉิงหวยครับ พ่อจะไปด้วยกันไหมล่ะครับ"
"เฉิงหวย?" ชายวัยกลางคนผู้นี้ก็เป็นทหารเช่นกัน แถมยังมียศสูง เขาจึงมีความประทับใจในตัวกู้เฉิงหวยอย่างลึกซึ้ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาเคยเป็นสหายร่วมรบที่พักอยู่ห้องเดียวกับลูกชายคนเล็กของเขา และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะกู้เฉิงหวยคือทหารที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจ เด็ดเดี่ยว และเปี่ยมไปด้วยความสามารถอย่างแท้จริง
"ไม่นึกเลยว่าพวกแกจะยังติดต่อกันอยู่"
ผู้เป็นพ่อมองลูกชายคนเล็กด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
"?"
เมื่ออวิ๋นเจี้ยนสังเกตเห็นสายตานั้น บนหน้าผากของเขาก็พลันปรากฏเครื่องหมายคำถามขึ้นมาทันที
"ผมทำไมเหรอครับ ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเฉิงหวยน่ะดีจะตายไป!" เขาโวยวายอย่างไม่พอใจ “พ่อเฒ่า! สายตารังเกียจที่อยู่บนหน้าพ่อนั่นมันหมายความว่ายังไงกันแน่ พูดมาสิครับ ตอบผมมาเดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่อย่างนั้นผมจะไปฟ้องคุณแม่เจียงว่าพ่อรังแกลูก!"
พ่อของอวิ๋นเจี้ยนทำสีหน้าเหลือเชื่อ คิ้วของเขาขมวดมุ่นจนแทบจะผูกกันเป็นปม
"แกอายุเท่าไหร่แล้วหา"
"พ่อจะมายุ่งอะไรกับอายุผมล่ะครับ ในเมื่อพ่อดูถูกผม ผมก็จะไปฟ้องแม่" อวิ๋นเจี้ยนเป็นลูกชายคนสุดท้องของบ้าน จึงเป็นที่รักและเอ็นดูของคุณผู้หญิงเจียงมากเป็นพิเศษ แม้แต่ผู้เป็นพ่อก็ยังเทียบไม่ได้
พ่อเฒ่าหยวนรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที
เขาไม่น่าเดินออกมาเลยจริงๆ
"แกต้องการอะไร"
อวิ๋นเจี้ยนหงายฝ่ามือขึ้น แล้วแบไปตรงหน้าพ่อของเขา "ผมจะเอาเงิน 100 หยวน"
ผู้เป็นพ่อถึงกับพูดไม่ออก "แล้วเงินเดือนของแกล่ะ"
"ใช้หมดแล้วครับ" อวิ๋นเจี้ยนตอบกลับอย่างไม่รู้สึกรู้สา
พ่อเฒ่าหยวนเบิกตากว้างเตรียมจะเอ่ยปากดุ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินลูกชายคนเล็กจอมผลาญพูดขึ้นก่อนว่า "ก็ผมเอาไปซื้อของขวัญให้ลูกๆ ทั้ง 4 คนของเฉิงหวยหมดแล้วน่ะสิครับ ตอนนี้ในกระเป๋าผมเหลือแต่เศษเหรียญแล้ว"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น
ความสนใจของพ่อเฒ่าหยวนก็เปลี่ยนทิศทางในทันที
"ลูก 4 คน?" ใบหน้าที่เคร่งขรึมอยู่เสมอของผู้บัญชาการหยวนก็ปรากฏริ้วคลื่นแห่งความประหลาดใจขึ้นเป็นครั้งแรก "ลูกแท้ๆ น่ะเหรอ"
"ก็ใช่น่ะสิครับ" อวิ๋นเจี้ยนตอบ
เขารู้จักนิสัยของเฉิงหวยดี เพื่อนของเขาไม่ใช่คนประเภทใจดีไม่มีเหตุผลที่จะไปรับเลี้ยงลูกคนอื่นส่งเดช
นี่ไม่ได้หมายความว่าเฉิงหวยเป็นคนแล้งน้ำใจ ในฐานะทหารผู้ปกป้องประเทศชาติ หัวใจของเขาย่อมเปี่ยมล้นไปด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เป็นคนที่มีเหตุผลและตระหนักถึงความเป็นจริงได้ดี เขารู้ว่าการรับเลี้ยงเด็กไม่ใช่เรื่องเล็ก และมันจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับภรรยาโดยไม่จำเป็น เขาจึงเลือกที่จะให้การสนับสนุนด้านการเงินมากกว่า
สมัยที่ยังอยู่ในกองทัพ เคยมีคนที่มีลูกอยู่แล้ว 3-4 คน แต่เพื่อสร้างภาพลักษณ์และชื่อเสียงที่ดีให้กับตัวเอง ก็ไปรับเลี้ยงลูกคนอื่นเพิ่มอีก ทำให้ชีวิตมีแต่เรื่องวุ่นวายไม่รู้จักจบสิ้น
ในตอนนั้นเฉิงหวยไม่ได้พูดอะไรก็จริง แต่อวิ๋นเจี้ยนมองออกว่า… เพื่อนของเขาไม่เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนั้นอย่างยิ่ง
ซึ่งเขาก็คิดแบบเดียวกัน
การเลี้ยงลูกคนอื่น ไม่ว่าจะเข้มงวดหรือผ่อนปรนก็ล้วนแต่เป็นปัญหาทั้งนั้น
เป็นเรื่องน่ารำคาญใจสิ้นดี
พ่อเฒ่าหยวนหมดอารมณ์จะอ่านหนังสือพิมพ์อีกต่อไป เขามองหน้าลูกชาย "แกก็อายุ 20 กว่าแล้วใช่ไหม"
อวิ๋นเจี้ยนยังไม่ทันตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหา "ใช่ครับ แล้วมันทำไมเหรอ"
"คนอื่นเขาอายุน้อยกว่าแก... มีลูกตั้งสี่คนแล้ว แล้วแกเล่า!" พ่อของอวิ๋นเจี้ยนถลึงตาใส่ ราวกับมีวิญญาณของเหล่าคุณป้าคุณน้าจอมสอดรู้สอดเห็นมาเข้าสิง เปิดฉากเข้าสู่โหมดเร่งรัดให้แต่งงานในทันที "แล้วแฟนของแกล่ะ หา! ทำไมยังไม่รีบมีอีก..."
อวิ๋นเจี้ยนรีบยกมือขึ้นอุดหู ไม่สนใจจะเอาเงินแล้ว ใส่เกียร์หมาวิ่งหนีออกจากตรงนั้นทันที
ไม่ฟังๆๆ พ่อบ่นเป็นพระสวด!
ลาก่อนนะครับท่านพ่อ!
เขาวิ่งออกจากบ้าน ตรงไปขอยืมเงินเพื่อนสมัยเด็ก 2-3 หยวน แล้วมุ่งหน้าไปยังที่ทำการไปรษณีย์เพื่อส่งโทรเลขถึงกู้เฉิงหวย โดยเล่าสถานการณ์ทั้งหมดของบ้านหยวนไปจนหมดเปลือก
แค่ค่าส่งโทรเลขครั้งนี้ก็ปาเข้าไปหลายหยวนแล้ว
พนักงานสาวที่ที่ทำการไปรษณีย์ไม่เคยเจอใครแบบนี้มาก่อน คนที่ไหนส่งโทรเลขยาวเป็นหน้ากระดาษราวกับเขียนจดหมาย
สายตาที่เธอมองอวิ๋นเจี้ยนจึงดูแปลกประหลาด
นี่มันคุณชายจอมผลาญมาจากไหนกันนะ!
ณ กองพลการผลิตเฟิงโซว
สองฝาแฝดที่เพิ่งกลับจากในเมือง ได้กลายเป็นเด็กที่เจ๋งที่สุดในหมู่บ้านไปอีกครั้ง
ใต้ร่มเงาของต้นไทรใหญ่
เด็กๆ ทั้งรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่ต่างพากันมาห้อมล้อมอวี้เป่ากับเหิงเป่า พร้อมกับซักถามเรื่องราวในเมืองกันอย่างตื่นเต้น
"อวี้เป่า เหิงเป่า พวกนายอุ้มตัวอะไรอยู่น่ะ น่าเล่นจังเลย ขอฉันจับหางมันหน่อยได้ไหม" หยวนเป่าเอ่ยถามขณะมองไปยังลิงจินซือโหวตัวน้อยด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น
อวี้เป่าเป็นเด็กใจกว้าง หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งเขาก็พยักหน้า "ต้องจับเบาๆ นะ"
เด็กชายหยวนเป่าดีใจจนแก้มแดงก่ำ ตะโกนตอบรับเสียงดัง "รู้แล้วน่า!"
เขายื่นมือเล็กๆ ออกไปสัมผัสหางของมันอย่างแผ่วเบาราวกับกำลังสัมผัสสมบัติล้ำค่า ก่อนจะอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ "นุ่มจังเลย!"
เด็กคนอื่นๆ ก็อยากจะสัมผัสบ้าง จึงพากันอ้อนวอนสองฝาแฝด "อวี้เป่า เหิงเป่า ฉันก็อยากจับบ้าง ฉันสัญญาว่าจะจับเบาๆ"
ในที่สุด เด็กทุกคนก็ได้ลูบหางลิงน้อยคนละหนึ่งครั้งถ้วนหน้า
ซึ่งทุกคนก็ทำตามสัญญาอย่างดี
เมื่อเห็นเจ้าลิงน้อยเกาะอยู่บนไหล่ของอวี้เป่าอย่างเชื่องๆ เด็กคนอื่นๆ ก็อิจฉาจนตาแดงก่ำ
"อวี้เป่า เจ้าลิงน้อยตัวนี้มีชื่อหรือเปล่า" เมาตั้นเอ่ยถามขึ้น
อวี้เป่าตอบว่า "มีสิ ชื่อเสี่ยวจิน"
"เสี่ยวจิน เสี่ยวจิน…" เด็กๆ พากันส่งเสียงเรียกชื่อมันเจี๊ยวจ๊าว
ดวงตาของเถี่ยหนิวจับจ้องไปที่เสี่ยวจินอย่างเป็นประกาย ก่อนจะเอ่ยถามว่า "อวี้เป่า เหิงเป่า ลิงตัวนี้พ่อแม่ของพวกนายซื้อให้เหรอ ที่ในเมืองมีขายลิงด้วยเหรอ"
ถ้ามันไม่แพง เขาอยากจะขอให้พ่อแม่ซื้อให้สักตัวเหมือนกัน
พ่อแม่ของเถี่ยหนิว: "…"
อวี้เป่าจึงเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่ทำให้พวกเขาได้เสี่ยวจินมาเป็นสมาชิกใหม่ให้เพื่อนๆ ฟัง
"ไม่ได้ใช้เงินเลยเหรอ?!!"
คำตอบนี้ยิ่งทำให้เหล่าเด็กๆ ตื่นเต้นดีใจกันยกใหญ่
"ในเมืองนี่ดีจังเลยนะ"
ณ วินาทีนั้น ในใจของเด็กๆ ทุกคนต่างก็เต็มไปด้วยความปรารถนาที่จะได้ไปยังสถานที่ที่เรียกว่า 'ในเมือง' สักครั้ง
ในขณะที่สองฝาแฝดกำลังตอกย้ำสถานะหัวหน้าแก๊งเด็กในหมู่บ้านให้มั่นคงยิ่งขึ้น หลินเจาและกู้เฉิงหวยก็ได้พากันมาที่บ้านพร้อมลานส่วนตัวหลังใหม่ของพวกเขา
ก่อนที่พวกเขาจะเดินทางเข้าไปในเมือง ผนังของบ้านหลังนี้ก็ถูกฉาบด้วยปูนขาวจนเรียบเนียนแล้ว
หลินเจาเดินสำรวจไปทั่วทุกห้อง เมื่อลองดมดูก็พบว่าแทบจะไม่มีกลิ่นฉุนของสีหรือปูนหลงเหลืออยู่อีกแล้ว ดวงตาสีนิลอันงดงามของเธอโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม "กลิ่นแทบจะไม่มีแล้วนะคะ เราย้ายกลับเข้ามาอยู่ได้หรือยังคะ"
[จบบท]