บทที่ 319: ไม่ขัดกัน (1/2)
วันนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็กๆ ของบ้านกู้ต่างก็ได้รับของขวัญกันถ้วนหน้า และไม่ว่าของที่ได้จะเป็นอะไร ทุกคนก็ล้วนยิ้มแฉ่งอย่างมีความสุข
ช่างเป็นวันที่น่ายินดีสำหรับพวกเขาจริงๆ
มีความสุขมากเสียจนกระทั่งตอนนอนหลับก็ยังคงฝันไปยิ้มไป
ครอบครัวของหลินเจาไม่ได้อยู่นานนัก หลังจากมอบของขวัญให้ทุกคนเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็พากันเดินกลับบ้านใหม่ของตัวเอง
ระหว่างทางกลับบ้าน มีเจ้าต้าหวงและหู่โพวิ่งนำหน้าเปิดทางให้
เหิงเป่าเดินกระโดดหย็องแหย็งไปข้างหน้าพลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี เสียงร้องเจื้อยแจ้วของเด็กน้อยทำให้ใครก็ตามที่ได้ยินต้องเผลอยิ้มตามไปด้วย ช่างเป็นเด็กที่ร่าเริงสดใสเสียจริง
แต่แล้วความสุขก็มักจะมาพร้อมกับเรื่องไม่คาดฝันเสมอ เมื่อเหิงเป่าก้าวเท้าไปเหยียบก้อนหินเล็กๆ เข้าพอดี ร่างกลมๆ ที่เพิ่งจะมีน้ำมีนวลขึ้นมาหน่อยก็เซไปด้านข้างจนเกือบจะล้มคะมำลงบนพื้น
กู้เฉิงหวยที่ตาไวอยู่แล้วรีบคว้าแขนลูกชายไว้ได้ทันท่วงที ก่อนจะเอ่ยตำหนิด้วยน้ำเสียงเข้มงวด “เดินดีๆ หน่อยสิลูก”
น้ำเสียงที่ดังกว่าปกติเล็กน้อยทำให้เหิงเป่าถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ไม่นานก็ตั้งสติได้ เด็กชายทำหน้ามุ่ยใส่พ่อของตัวเอง “พ่อก็พูดดีๆ สิครับ จะดุทำไมกัน”
คนเป็นพ่อเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงมองลูกชายตัวแสบ “พ่อก็พูดดีๆ แล้ว แต่ลูกฟังที่ไหนล่ะ”
เหิงเป่าเริ่มรู้สึกผิดอยู่ในใจ ดวงตากลมโตกลอกไปมาอย่างใช้ความคิด
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ พ่อไม่ควรดุเด็กนะครับ”
เด็กชายยังคงหาเหตุผลมาอ้างข้างๆ คูๆ “แม่บอกว่าถ้าเด็กๆ โดนดุบ่อยๆ จะกลายเป็นคนขี้กลัวไม่กล้าแสดงออก พ่อรู้ไหมครับว่าคำนี้แปลว่าอะไร ก็คือการไม่สง่าผ่าเผยยังไงล่ะครับ”
คำอธิบายของลูกชายทำเอากู้เฉิงหวยถึงกับพูดอะไรไม่ออก
เขาเองก็เป็นคนมีการศึกษา ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้ความหมายของคำคำนี้ ไม่จำเป็นต้องมีล่ามตัวน้อยมาอธิบายอย่างใส่ใจขนาดนี้ก็ได้
กู้จือเหิงนี่มันเจ้ากรรมนายเวรของเขาชัดๆ วันๆหนึ่งทำให้เขาหัวเสียได้เป็นร้อยๆ ครั้ง
กู้เฉิงหวยเลิกสนใจเจ้าลูกชายช่างจ้อ แล้วหันไปจูงมือหลินเจาเดินนำหน้าไปแทน
ภาพนั้นทำให้อวี้เป่าและหลี่เป่าต้องยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะคิกคัก ส่วนฝาแฝดชายหญิงคู่น้องเล็กก็พากันวิ่งไล่ตามเจ้าตูบสองตัวไปติดๆ
หลินเจาที่ได้ฟังบทสนทนาของสองพ่อลูกมาตั้งแต่ต้นถึงกับกลั้นขำจนท้องแข็ง แต่เธอก็เลือกที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย
ระหว่างที่เดินอยู่นั้น กู้เฉิงหวยก็นึกถึงรอยยิ้มเปี่ยมสุขของคนในครอบครัวขึ้นมาได้ เขาจึงหันไปมองหน้าภรรยาด้วยสายตาที่อ่อนโยนอย่างยิ่ง “เจาเจา ขอบคุณนะ”
“คะ?” หลินเจาหยุดยิ้ม แล้วมองเขากลับด้วยความไม่เข้าใจ
มือใหญ่ที่หยาบกร้านของกู้เฉิงหวยกระชับมือของเธอแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลว่า “พ่อกับแม่มีความสุขกันมากเลย”
ในที่สุดหลินเจาก็เข้าใจว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไร เธอมองเขากลับด้วยดวงตาเป็นประกาย “ก็เราใช้เงินของคุณซื้อของให้พวกเขานี่คะ”
กู้เฉิงหวยไม่ได้เอ่ยอะไรตอบ
สำหรับเขาแล้วมันไม่เหมือนกันเลยสักนิด
เพราะเจาเจาเป็นคนใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เสมอ
เขาเคยพบเจอคนประเภทที่ฉลาดแกมโกงและคิดเล็กคิดน้อยมาก็มาก ลูกชายบางคนหาเงินได้มากมายและมอบเงินเดือนทั้งหมดให้ภรรยาเป็นคนเก็บ แต่ภรรยาคนนั้นกลับงกไม่เข้าเรื่อง ไม่เคยหยิบยื่นอะไรให้ครอบครัวของสามีเลยแม้แต่น้อย แม้แต่ไข่ไก่สักฟองก็ไม่เคยคิดจะซื้อไปฝาก ต่อให้แม่สามีจะลำบากจนต้องส่งโทรเลขมาขอความช่วยเหลือ เธอก็ยังทำเป็นทองไม่รู้ร้อน
…
ระหว่างมื้ออาหาร เด็กแฝดสังเกตเห็นว่าอาหารในชามของแม่ดูแตกต่างจากของพวกเขา ในชามของแม่เป็นบะหมี่ร้อนๆ ที่มีไข่ดาวโปะอยู่ด้านบน เด็กน้อยทั้งสองที่กำลังเคี้ยวเหลียงผีจนแก้มตุ่ยได้แต่มองหน้ากันอย่างงุนงง
เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของลูกๆ หลินเจาจึงส่งยิ้มให้พวกเขาอย่างอ่อนโยน
“วันนี้เป็นวันเกิดของแม่จ้ะ นี่คือบะหมี่อายุยืนสูตรพิเศษที่พ่อของลูกตั้งใจทำให้เจ้าของวันเกิดโดยเฉพาะ ไม่มีส่วนของพวกหนูหรอกนะ”
เหิงเป่าผู้ปากไวตามนิสัยเอ่ยถามขึ้นทันที “แม่ครับ แล้ววันเกิดผมล่ะ เมื่อไหร่จะถึงเหรอครับ”
“อีกตั้งสองเดือนแน่ะ” หลินเจาเกิดเดือนสิงหาคม ส่วนลูกแฝดเกิดเดือนพฤศจิกายน
“แล้วเชียนเป่ากับเหยาเป่าล่ะครับ” เหิงเป่าชิงถามตัดหน้าอวี้เป่าจนผู้เป็นพี่ชายได้แต่พองลมเข้าที่แก้ม ไม่ได้คิดจะโทษน้องชายที่ไวกว่า แต่โทษตัวเองที่มัวแต่อ้ำอึ้งอยู่ได้
“น้องๆ เกิดเดือนกุมภาพันธ์จ้ะ”
ปากน้อยๆ ของเหิงเป่าเปรอะเปื้อนซอสไปรอบด้าน ดูแล้วเหมือนคุณปู่ตัวจิ๋วไม่มีผิด “แม่ครับ ตอนวันเกิดครั้งก่อนๆ ของพวกเรา เราได้กินบะหมี่อายุยืนแบบนี้ไหมครับ”
เด็กชายหัวเราะออกมาอย่างสดใส “ผมจำไม่ได้แล้ว”
รอยยิ้มซื่อๆ ของลูกชายกลับทำให้หัวใจของหลินเจาปวดแปลบขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
ไม่ใช่ว่าลูกจำไม่ได้… แต่เป็นเพราะมันไม่เคยมีต่างหาก!
ความรู้สึกเจ็บปวดในใจที่ไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนานหวนกลับมาทักทายเธออีกครั้ง
ดวงตาของเธอทอประกายอ่อนโยนลง ก่อนจะให้คำมั่นสัญญากับลูกๆ ว่า “ไม่ต้องห่วงนะ ต่อไปนี้พอถึงวันเกิดของพวกหนู แม่จะทำของอร่อยๆ ให้กินจนพุงกางเลย จะเตรียมของขวัญที่พวกหนูอยากได้ แล้วก็จะชวนเพื่อนๆ ที่โรงเรียนมาจัดงานฉลองที่บ้านของเราด้วยกัน จัดให้สนุกสนานครึกครื้นไปเลยดีไหม”
ในทันทีนั้นเอง
ดวงตาของเด็กน้อยทั้งสองก็พลันส่องประกายเจิดจ้าขึ้นมาทันที ราวกับดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ถูกจุดให้สว่างวาบ
“ครับแม่” อวี้เป่ารับคำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ส่วนเหิงเป่าหัวเราะร่าอย่างเปิดเผย “เยี่ยมไปเลยครับ! ผมมีเพื่อนตั้งเยอะแยะแน่ะ”
เด็กชายพูดพร้อมกับกางแขนออกให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ สีหน้าท่าทางของเขาบ่งบอกถึงความสุขที่เปี่ยมล้นออกมาจากทุกอณู
หลินเจาจึงบอกลูกว่า “งั้นก็ชวนมาให้หมดทุกคนเลยนะ”
เหิงเป่าทำท่าจะพูดอะไรต่อ แต่ก็ถูกพ่อขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน “เจ้าสองคนนี้อย่าเพิ่งถามมากนักสิ ปล่อยให้แม่เขากินบะหมี่ก่อน”
กู้เฉิงหวยหันไปมองภรรยาด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “เจาเจา รีบกินเถอะนะ เขาว่ากันว่าต้องกินให้หมดในคำเดียว อย่ากัดให้เส้นขาดล่ะ”
เขาคือทหารผู้มีอุดมการณ์แน่วแน่ สิ่งเดียวที่เขายึดมั่นและศรัทธาคือประเทศชาติและประชาชน เขาไม่เคยเชื่อเรื่องโชคลางหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น
แต่เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเจาเจา กู้เฉิงหวยจึงไม่เคยละเลยแม้แต่เรื่องเล็กน้อย
หลินเจาหยีตาลงจนโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว “ไหนคุณบอกว่า…เรื่องแบบนี้มันงมงาย คุณไม่เชื่อไม่ใช่เหรอคะ”
กู้เฉิงหวยตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา สีหน้าหล่อเหลายังคงเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลง “มันไม่ได้ขัดกับความเชื่อของผมหรอก”
“ก็แค่…ทำเพื่อความสบายใจน่ะ” เขาเน้นย้ำ
นับตั้งแต่ได้รู้จักกับเจาเจา คำอธิษฐานในวันเกิดของเขาทุกปีมีเพียงข้อเดียว นั่นคือขอให้ได้อยู่เคียงข้างภรรยาไปจนแก่จนเฒ่า
หลินเจากุมมือของกู้เฉิงหวยไว้ในฝ่ามืออันอ่อนนุ่มของเธอ พลางใช้นิ้วไล้ไปตามปุ่มแข็งๆ บนนิ้วของเขาเบาๆ ก่อนจะก้มลงกัดไข่ดาวไปหนึ่งคำ แล้วจึงคีบเส้นบะหมี่เข้าปาก
กู้เฉิงหวยเผลอขบกรามแน่น แต่ยังคงตีสีหน้าเรียบเฉย “รสชาติเป็นยังไงบ้าง ชอบหรือเปล่า”
หลินเจาที่กำลังเคี้ยวบะหมี่อยู่เต็มปากไม่ได้ตอบอะไร แต่ดวงตาของเธอกลับส่องประกายวิบวับขึ้นมาทันที พร้อมกับพยักหน้าให้เขารัวๆ
อร่อยมากจริงๆ
ฝีมือสามีของเธอคนนี้ทำอะไรก็ดีไปหมด ขนาดแค่ทำบะหมี่ชามเดียวยังอร่อยขนาดนี้ ถ้าออกไปเปิดร้านขายบะหมี่สงสัยคงได้เป็นเศรษฐีแน่ๆ
กู้เฉิงหวยอ่านความรู้สึกของเธอได้จากแววตาที่เปล่งประกายคู่นั้น ในดวงตาสีหมึกอันลึกล้ำของเขาปรากฏรอยยิ้มจางๆ ผาดผ่าน
บะหมี่เส้นยาวเพียงเส้นเดียวมีปริมาณไม่มากนัก หลินเจาจึงจัดการมันได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะยกชามขึ้นซดน้ำซุปตาม ซึ่งก็มีรสชาติอร่อยกลมกล่อมไม่แพ้กัน
“อร่อยมากเลยค่ะ” เธอเอ่ยชมจากใจจริง “อร่อยเหมือนกับที่ฉันเคยกินตอนเด็กๆ ไม่ผิดเพี้ยนเลย”
บะหมี่ชามนี้ช่วยเติมเต็มความรู้สึกเสียดายที่ปีนี้เธอจะไม่ได้กินบะหมี่อายุยืนฝีมือพ่อไปได้อย่างหมดจด
หลังจากอิ่มหนำสำราญกันแล้ว
พวกเด็กๆ ก็พากันกลับเข้าไปในห้องนอนเด็ก
หลี่เป่าทำหน้าที่เล่นเป็นเพื่อนฝาแฝดชายหญิง ในขณะที่อวี้เป่าเดินไปเปิดลิ้นชักของตัวเอง เอามือเล็กๆ ล้วงเข้าไปหยิบของบางอย่างสีแดงออกมา เขาสบตากับเหิงเป่า สองพี่น้องยิ้มกว้างให้กันจนตาหยี
“ชู่ว์…” อวี้เป่ารีบยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปาก ส่งสัญญาณให้น้องชายเงียบเสียงลง ขณะเดียวกันก็เป็นการเตือนตัวเองให้ทำทุกอย่างอย่างเงียบเชียบที่สุด
เหิงเป่ารีบยกสองมือขึ้นตะครุบปากตัวเองทันที
เด็กชายย่องเท้าเบาๆ ไปที่ประตู ก่อนจะค่อยๆ แวกม่านไม้ไผ่ออก แล้วทำตัวลับๆ ล่อๆ ชะโงกหน้ามองออกไปนอกลานบ้าน
เมื่อเห็นว่าพ่อกับแม่กำลังยืนคุยกันอยู่ในห้องครัว เหิงเป่าก็หันกลับมาหาพี่ชายทันที “พี่ ไปกันเถอะ!”
สิ้นเสียงนั้น เขาก็แวกม่านไม้ไผ่ออกแล้วพุ่งตัวออกไปรวดเร็วราวกับกระต่ายน้อย ก่อนจะแอบย่องเข้าไปในห้องนอนของหลินเจาและกู้เฉิงหวย
อวี้เป่าไม่รอช้า รีบตามหลังน้องชายไปติดๆ
ส่วนหลี่เป่าที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็ได้แต่ทำเป็นมองไม่เห็น
นอกลานบ้าน ร่างเล็กๆ สองร่างที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ท่าทางที่ดูร้อนรนและเต็มไปด้วยพิรุธนั้น แม้หลินเจาจะไม่ได้หันไปมองตรงๆ แต่ก็ยังเห็นผ่านหางตาอยู่ดี
เธอจึงยกข้อศอกขึ้นกระทุ้งสามีเบาๆ
“อวี้เป่ากับเหิงเป่าเป็นอะไรไปคะ ท่าทางดูมีพิรุธแปลกๆ สองคนนั่นคงไม่ได้กำลังแอบซุ่มทำเรื่องใหญ่อะไรกันอยู่ใช่ไหม”
ด้วยสายตาที่เฉียบคมของกู้เฉิงหวย มีหรือที่เขาจะไม่รู้ว่าเจ้าลูกชายตัวแสบทั้งสองกำลังทำอะไรอยู่ แต่เขากลับมองตามไปด้วยสายตาที่อ่อนโยน
“เดี๋ยวคุณกลับไปที่ห้องก็รู้เองแหละน่า”
หลินเจาพินิจมองสามี แต่ก็ไม่เห็นวี่แววอะไรบนใบหน้าของเขาเลย “ทำตัวลึกลับอยู่เรื่อยเลยนะคะ”
สุดท้ายเธอก็ทนความสงสัยในใจต่อไปไม่ไหว จึงเดินออกจากห้องครัวเพื่อกลับไปดูที่ห้องด้วยตัวเอง
เสียงหัวเราะทุ้มๆ ดังขึ้นในลำคอของกู้เฉิงหวยขณะมองตามหลังภรรยาไป
น่ารักเสียจริง
หลินเจาเดินย่องอย่างแผ่วเบาไปหยุดนิ่งอยู่ที่หน้าประตูห้องนอน ก่อนจะค่อยๆ ใช้นิ้วสองนิ้วแวกม่านไม้ไผ่ออกเป็นช่องเล็กๆ
ภาพที่เห็นคือเด็กน้อยสองคนที่หน้าตาเหมือนกันราวกับแกะกำลังหันหลังให้ประตู ศีรษะเล็กๆ ของพวกเขาก้มลงชิดกันขณะกระซิบกระซาบคุยกันอย่างขะมักเขม้น
ปกติแล้วเหิงเป่าเป็นเด็กเสียงดังมาตั้งแต่เกิด พอเริ่มพูดได้เสียงก็ยิ่งเจื้อยแจ้วสดใส ทำให้ใครๆ ก็รู้สึกได้ถึงพลังงานที่เปี่ยมล้นของเขาอยู่เสมอ
ในตอนนี้ แม้ว่าเด็กชายจะพยายามกดเสียงลงให้เบาที่สุดแล้ว แต่ก็ยังมีบางคำพูดเล็ดลอดออกมาให้หลินเจาได้ยินอยู่ดี
“…ซ่อนไว้…”
“…เดี๋ยวหา…ไม่เจอ…”
“…ของขวัญ…”