บทที่ 320: ไม่ขัดกัน (2/2)
หลินเจาคิดในใจ ‘คุยอะไรกันจุ๊กจิ๊ก ฟังไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย’
เธอจึงละสายตาจากช่องม่านไม้ไผ่แล้วกระแอมในลำคอเบาๆ เป็นการส่งสัญญาณเตือนเจ้าตัวเล็กทั้งสองในห้อง ก่อนจะยกมือขึ้นเคาะประตู
ก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูทำเอาฝาแฝดที่อยู่ในห้องสะดุ้งจนตัวแข็งทื่อ ทั้งสองค่อยๆ หันกลับมามองอย่างเชื่องช้าราวกับภาพสโลว์โมชัน พอไม่เห็นใคร สองพี่น้องก็พร้อมใจกันยกมือขึ้นลูบหน้าอกตัวเองอย่างโล่งใจ
เกือบไปแล้วไหมล่ะ!!
อวี้เป่าเป็นคนตั้งสติได้ก่อน เขาเดินไปเลิกม่านไม้ไผ่ขึ้น พอเห็นว่าเป็นหลินเจา ดวงตาของเขาก็ฉายแววมีพิรุธขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มสดใสในทันที
“แม่ครับ ผมกับเหิงเป่าแวะมาดูห้องนี้เฉยๆ ครับ”
พอได้ยินพี่ชายพูดเช่นนั้น เหิงเป่าก็รีบเอามือไพล่หลังพลางกวาดตามองไปรอบๆ ห้อง “ใช่ครับ ผมกับพี่ชายไม่เคยเห็นเลยว่า…ห้องนอนพ่อกับแม่หน้าตาเป็นยังไง ก็เลยแวะเข้ามาดูหน่อย”
หลินเจามองลูกชายทั้งสองที่พยายามตีสีหน้าเรียบเฉยอย่างสุดความสามารถแล้วก็แทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว แต่เธอก็ยังคงทำหน้านิ่งต่อไป
“งั้นเหรอจ๊ะ แล้วดูเสร็จกันหรือยัง ถ้ายังไม่เสร็จ เดี๋ยวแม่พาเดินชมห้องดีไหม” เธอเอ่ยถามด้วยแววตาซุกซน
เหิงเป่าเป็นเด็กหัวไวอยู่แล้ว จึงรีบคล้อยตามทันที เขาไม่รีบร้อนที่จะออกไปไหน “ดีเลยครับ! ดีเลยครับ!”
เด็กชายพูดพลางนั่งแปะลงบนเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ แต่ดวงตาสุกใสของเขาก็เหลือบมองไปยังจุดๆ หนึ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลินเจามองตามสายตาของลูกชายคนที่สองไป… ลิ้นชักเหรอ
เจ้าสองคนนี้เอาอะไรไปซ่อนไว้ในลิ้นชักหรือเปล่านะ
อวี้เป่าเห็นท่าไม่ดีจึงรีบจูงมือแม่มานั่งลงข้างๆ ด้วยท่านั่งเรียบร้อยน่ารัก ก่อนจะชี้ไปที่หน้าต่างบานใหญ่ที่ส่องสว่าง “แม่ครับ หน้าต่างบ้านเราสว่างจังเลยนะครับ!”
หลินเจายิ้มออกมา
ขนาดเด็กตัวแค่นี้ยังรู้เลยว่าหน้าต่างบานใหญ่น่ะดีแค่ไหน
“ใช่จ้ะ ยิ่งสว่างก็ยิ่งน่าอยู่” เธอเองก็ชอบหน้าต่างบานใหญ่นี้มากเช่นกัน
“ต่อไปถ้าอวี้เป่าอยากจะคัดลายมือก็มาฝึกในห้องนี้ได้นะ เดี๋ยวอีกไม่กี่วันแม่จะไปหาซื้อนุ่นมาทำเบาะนุ่มๆ ให้คนละอัน เอาไว้ผูกติดกับเก้าอี้ เวลานั่งทำการบ้านจะได้ไม่เจ็บก้น”
อวี้เป่ารีบถาม “แล้วของแม่ล่ะครับ”
“ของแม่ก็มีสิ เราจะมีกันคนละอันเลย” หลินเจาไม่ใช่คนประเภทที่ยอมลำบากเพื่อให้ลูกสบาย เธอเป็นพวกสุขนิยมตัวยง ถ้าไม่มีทางเลือกก็พอจะทนได้ แต่ถ้ามีโอกาส เธอก็จะเลือกใช้ชีวิตให้สุขสบายที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ดีจังเลยครับ” อวี้เป่าหัวเราะออกมาอย่างดีใจ
กู้เฉิงหวยที่ยืนฟังบทสนทนาของสองแม่ลูกอยู่หน้าประตู เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับหยิบผ้าขนหนูขึ้นมาเช็ดมือ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเรียบๆ “เจาเจา พรุ่งนี้จักรเย็บผ้าจะมาส่งนะ”
ใบหน้าของหลินเจาฉายแววประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด “จริงเหรอคะ ทำไมเร็วจัง!”
“ไม่เร็วนะ” กู้เฉิงหวยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพลางอมยิ้ม “นี่ก็ผ่านมาสัปดาห์กว่าแล้ว ก็สมควรจะมาถึงได้แล้วล่ะ”
“คุณไปขอให้สหายหยางช่วยมาเหรอคะ” แววตาของหลินเจาไหวระริก
แต่กู้เฉิงหวยกลับส่ายหน้า “ซื้อมาน่ะ”
หลินเจาไม่ได้ซักไซ้ว่าเขาใช้เงินไปเท่าไหร่ เพราะเธอรู้ดีว่าตั๋วแลกซื้อจักรเย็บผ้านั้นทั้งแพงและหายากขนาดไหน สามีของเธอคงจะเทเงินเก็บส่วนตัวจนหมดกระเป๋าแล้วแน่ๆ
“เงินเก็บอยู่ที่ไหนคุณก็รู้นี่คะ ถ้าต้องใช้ก็ไปหยิบเอาได้เลยนะ”
“ครับ” กู้เฉิงหวยรับคำ
พรุ่งนี้ก็จะมีจักรเย็บผ้าเป็นของตัวเองแล้ว! ในที่สุดผ้าลายสวยๆ ที่ซื้อมาก็จะได้ใช้ประโยชน์เสียที! หลินเจารู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก
เธอไม่ได้จับงานเย็บปักถักร้อยมานานมากแล้ว ชักจะคิดถึงขึ้นมาจริงๆ
หญิงสาวหันไปขยำแก้มยุ้ยๆ ของอวี้เป่าอย่างมันเขี้ยว “ลูกแม่ พอจักรมาถึงแล้ว แม่จะเย็บกระเป๋าดินสอให้พวกหนูคนละใบเลยนะ เอาแบบที่มีลายปักด้วย อยากได้ลายอะไรบอกแม่ได้เลย จะให้ปักเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ก็ได้”
อันที่จริงตอนแรกเธอตั้งใจจะซื้อให้พวกเขา แต่กล่องดินสอที่ขายในห้างสรรพสินค้าของรัฐในตัวเมืองกลับมีแต่แบบเรียบๆ ธรรมดาจนลูกแฝดไม่สนใจจะแวะดูด้วยซ้ำ เธอเลยไม่ได้เสียเงินในส่วนนั้นไป
อวี้เป่าปล่อยให้แม่ฟัดแก้มตามใจชอบ เขาแหงนหน้าขึ้นมองแม่ด้วยท่าทีว่าง่ายอย่างที่สุด
“ผมอยากได้ลายหู่โพครับแม่ ได้ไหมครับ”
หลินเจารู้สึกแปลกใจเล็กน้อย “ทำไมไม่อยากได้ลายเสี่ยวจินล่ะจ๊ะ”
“ก็เจ้าหู่โพมาอยู่บ้านเราก่อนนี่ครับ” อวี้เป่าตอบกลับทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
“ไม่คิดเลยนะเนี่ยว่าอวี้เป่าของแม่จะเป็นเด็กที่ซาบซึ้งในความสัมพันธ์ขนาดนี้” หลินเจาพูดพลางดึงลูกชายเข้ามากอดด้วยแววตาเปี่ยมสุข
อวี้เป่ารู้ว่าแม่กำลังชมจึงรู้สึกดีใจ หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เด็กชายก็กระพริบตาปริบๆ แล้วเอ่ยถาม “คำว่า ‘ซาบซึ้งในความสัมพันธ์’ คืออะไรเหรอครับ”
“การเป็นคนซาบซึ้งในความสัมพันธ์ก็คือ…” หลินเจาอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “การที่เราไม่เห่อของใหม่จนลืมของเก่าไงจ๊ะ ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ ถึงแม้ว่าตอนนี้เราจะมีเจ้าเสี่ยวจินที่น่ารักกว่า แต่ลูกก็ยังรักและไม่ลืมเจ้าต้าหวงกับหู่โพไง”
กู้เฉิงหวยได้ยินแล้วก็คิดในใจ ‘ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ’
“ผมไม่มีวันลืมเจ้าต้าหวงกับหู่โพหรอกครับ พวกมันเป็นสมาชิกในครอบครัวของเรา ผมกับน้องๆ จะโตไปด้วยกันกับพวกมัน” อวี้เป่าพูดด้วยสีหน้าจริงจังและหนักแน่น
หลินเจาลูบหัวลูกชายเบาๆ “เก่งมากลูก”
“แล้วเหิงเป่าอยากได้ลายอะไรล่ะจ๊ะ”
เหิงเป่ากลอกตาไปมาอย่างใช้ความคิด “ผมอยากได้ลายปักเป็นรูปครอบครัวของเราครับ! ได้ไหมครับ”
สีหน้าของกู้เฉิงหวยดูซับซ้อนขึ้นมาทันที
เป็นคำขอที่พิลึกพิลั่นอะไรขนาดนี้
หลินเจาเองก็รู้สึกว่ามันแปลกชอบกล “ไม่ได้หรอกจ้ะ ลองคิดลายใหม่ดูนะ ลายนี้มันจะโดดเด่นเกินไปหน่อย”
แต่เพราะไม่อยากให้เหิงเป่าต้องผิดหวัง เธอจึงรีบเสนอความคิดใหม่ “งั้นเอาอย่างนี้ไหม แม่ทำหมอนอิงลายครอบครัวของเราให้แทนก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่าลูกต้องเล่นอยู่แต่ในห้อง ห้ามเอาออกไปข้างนอก ตกลงไหม”
แน่นอนว่าเธอไม่ได้ตั้งใจจะปักรูปใบหน้าของทุกคนลงไปจริงๆ แค่ทำเป็นภาพวาดลายเส้นง่ายๆ ให้ดูคล้ายๆ ก็พอแล้ว
“…มันจะเหมือนตุ๊กตาผ้าของเหยาเป่าหรือเปล่าครับ” เหิงเป่าขมวดคิ้วมุ่น ในใจของเด็กชาย เขามองว่าตัวเองเป็นลูกผู้ชายชาตรีแล้ว ไม่อยากจะเล่นของเล่นแบบเดียวกับน้องสาว
“ไม่เหมือนกันสักหน่อย ถ้าเป็นหมอนอิงน่ะ จะเอาไว้กอดก็ได้ หรือจะเอาไว้พิงหลังก็ได้ อย่างตอนที่พวกหนูนั่งเขียนหนังสือหรืออ่านหนังสือ ก็เอามาหนุนหลังไว้ จะได้นั่งสบายขึ้นเยอะเลย” หลินเจาอธิบายให้ลูกชายฟังอย่างละเอียดพลางทำท่าประกอบ
เมื่อพอจะนึกภาพออก เหิงเป่าก็รู้สึกว่าความคิดนี้ไม่เลวเลย “ผมอยากได้ครับ”
“ได้สิ” หลินเจารับปาก “รอให้อากาศเย็นกว่านี้หน่อยแล้วแม่จะเริ่มทำให้”
แนวคิดเรื่องความสุขสบายเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างขัดกับกระแสหลักของสังคมในยุคปัจจุบัน ตัวกู้เฉิงหวยเองเป็นคนประหยัดมัธยัสถ์มาก แต่เขาก็ไม่เคยคิดจะบังคับให้ภรรยาและลูกๆ ต้องเป็นเหมือนเขา สำหรับเขาแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องฝืนทนลำบากในเรื่องที่สามารถหลีกเลี่ยงได้
เขาไม่เชื่อหรอกว่าจะมีใครไม่อยากใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย
ในเมื่อมีโอกาสที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้ แล้วทำไมถึงจะไม่ทำล่ะ ตราบใดที่ยังอยู่ในบ้านของตัวเอง เจาเจาอยากจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ในกองพลการผลิตเฟิงโซวแห่งนี้ ตระกูลกู้ถือเป็นตระกูลใหญ่ที่ทรงอิทธิพล เพราะในอดีตที่นี่เคยถูกเรียกว่าหมู่บ้านตระกูลกู้มาก่อน แม้ปกติคนในหมู่บ้านจะกระทบกระทั่งกันอยู่บ้าง แต่หากมีคนนอกหน้าไหนกล้าเข้ามาหาเรื่อง รับรองได้เลยว่าตอนเข้ามาเดินตัวตรง แต่ตอนกลับออกไปมีคนหามแน่นอน
เหิงเป่าอยากให้แม่เห็นของขวัญเซอร์ไพรส์ชิ้นเล็กๆ ของพวกเขาเร็วๆ จึงรีบจูงมือพี่ชายเดินออกจากห้อง แต่พอถึงหน้าประตู เขาก็หันกลับมาถาม “แม่ครับ แม่จะล้างหน้าไหมครับ เดี๋ยวผมไปตักน้ำมาให้”
แม้จะพยายามแสดงท่าทีให้ดูเป็นธรรมชาติและสบายๆ ที่สุด แต่ร่างกายเล็กๆ ของเขากลับเกร็งไปหมด
อวี้เป่าเองก็ถึงกับกลั้นหายใจ ดวงตาสีนิลของเขาฉายแววคาดหวังอย่างปิดไม่มิด
ลูกๆ ของเธอนี่แสดงละครได้แข็งทื่อจริงๆ
หลินเจาแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น “…ได้สิจ๊ะ!”
พอเจ้าตัวเล็กทั้งสองออกจากห้องไปแล้ว เธอก็เอนตัวไปหัวเราะคิกคักอยู่ในอ้อมแขนของกู้เฉิงหวย “ลูกชายคุณนี่แสดงละครได้ห่วยแตกจริงๆ เลยนะคะ คุณควรจะไปสอนพวกเขาหน่อยนะ ดูออกง่ายจะตายไป”
กู้เฉิงหวยกระชับอ้อมแขนรอบเอวภรรยา พลางหรี่นัยน์ตาสีดำคมกริบลง “สงสัยต้องสอนกันอย่างจริงจังเสียแล้ว”
หลินเจาแค่พูดล้อเล่น แต่ไม่คิดว่าเขาจะเอาจริงเอาจังไปด้วย
เธอมองหน้าเขา “นี่คุณพูดจริงเหรอคะ”
“แน่นอน” กู้เฉิงหวยคิดว่าเด็กอายุ 5 ขวบไม่ใช่เด็กเล็กๆ อีกต่อไปแล้ว มีบางสิ่งที่ควรจะต้องเริ่มสอนพวกเขาได้แล้ว ถ้ายังใสซื่อไม่ทันคนแบบนี้ ต่อไปจะปกป้องแม่ของตัวเองได้อย่างไร
หลินเจาเชื่อใจสามีของเธอ ในเมื่อเขาเป็นพ่อแท้ๆ ของเด็กๆ ก็ย่อมไม่มีทางทำร้ายลูกๆ อยู่แล้ว เธอจึงไม่คิดจะเข้าไปก้าวก่าย “แล้วแต่คุณเลยค่ะ”
กู้เฉิงหวยเปลี่ยนเรื่องคุยทันที พลางพยักพเยิดไปทางลิ้นชัก “ไม่สงสัยหน่อยเหรอว่าเจ้าลูกชายตัวแสบเอาอะไรไปซ่อนไว้”
“ไม่รีบหรอกค่ะ เดี๋ยวก็คงได้รู้เอง” แม้ปากจะพูดไปอย่างนั้น แต่ในใจของหลินเจาลึกๆ ก็อดสงสัยไม่ได้เหมือนกัน เธอแค่กลัวว่าถ้าแอบเปิดดูตอนนี้ แล้วเจ้าตัวเล็กสองคนเกิดกลับเข้ามาเห็นพอดี ศักดิ์ศรีความเป็นแม่ของเธอคงไม่เหลือ
หลังจากนั้นไม่นาน หลินเจาก็เดินออกจากห้องไปล้างหน้า
รอยยิ้มกริ่มก็แทบจะทะลักออกมาจากใบหน้าของอวี้เป่าและเหิงเป่า เหมือนหนูตัวน้อยที่เพิ่งขโมยน้ำมันกินได้สำเร็จ สีหน้าที่บ่งบอกว่า ‘พวกเรามีความลับนะ’ มันชัดเจนซะขนาดนั้น แต่เจ้าตัวเองกลับไม่รู้เรื่อง ยังคงคิดว่าแผนการของตัวเองแนบเนียนที่สุดแล้ว
หลินเจาถึงกับพูดไม่ออก
เจ้าลูกชายจอมซื่อเอ๊ย
เมื่อกลับเข้ามาในห้อง เธอจึงเดินไปเปิดลิ้นชักเพื่อหยิบครีมทาหน้า และในตอนนั้นเองเธอก็เห็นของบางอย่างที่ไม่คุ้นตาวางเด่นอยู่บนฝากระปุกครีม
มันคือผ้าเช็ดหน้าสี่เหลี่ยมผืนสวยลายดอกคามิเลียสีแดงเข้ม
“นี่มัน…” หลินเจาอุทานออกมาอย่างประหลาดใจ เธอเดาได้ว่าลูกชายฝาแฝดคงจะเตรียมเซอร์ไพรส์เล็กๆ น้อยๆ ไว้ให้ แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะเป็นอะไรแบบนี้
นี่มันของขวัญจริงๆ จังๆ เลยนี่นา ไม่ใช่แค่ลูกอมไม่กี่เม็ดหรือผลไม้เล็กๆ ที่เก็บมาให้
“พวกเขาไปเอามาจากไหนกันคะเนี่ย” หลินเจาเผลอยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตื้นตันใจ ดวงตาของเธอทอประกายระยิบระยับ
“ซื้อมาจากในตัวเมืองน่ะ สองคนนั่นใช้เงินเก็บจนหมดเกลี้ยง แถมยังต้องมาขอยืมจากผมเพิ่มอีกนิดหน่อยด้วย” แต่สิ่งที่กู้เฉิงหวยไม่ได้บอกก็คือ เพื่อให้ได้ของขวัญชิ้นนี้มา เจ้าลูกชายทั้งสองได้เซ็น ‘สัญญาที่ไม่เป็นธรรม’ กับเขาไปหลายข้อเลยทีเดียว
[จบบท]