บทที่ 322: ของขวัญจากลูกชาย (2/2)
เชียนเป่าส่งยิ้มหวานหยดมาให้แม่ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงบนเตียงแล้วกางแขนออก เหมือนจะบอกเป็นนัยๆ ว่าให้อุ้มหน่อย
หลินเจาทั้งแปลกใจระคนดีใจ ลูกชายคนเล็กของเธอเป็นเด็กเงียบๆ ไม่ค่อยติดคนเท่าไหร่ ส่วนใหญ่แล้วจะชอบทำอะไรคนเดียวมากกว่า อย่างเช่นพลิกหนังสือดูภาพไปเรื่อยๆ หรือไม่ก็นั่งยองๆ มองมดเดินอยู่ตรงมุมห้องได้ทั้งบ่ายโดยไม่เบื่อเลย
เธอช้อนตัวเชียนเป่าขึ้นมาอุ้มพลางถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เป็นอะไรไปคะลูก”
เชียนเป่าซบหน้าลงกับซอกคอของแม่ ไม่ได้ตอบอะไร
หลินเจาจึงค่อยๆ ลูบหลังปลอบโยนเขาเบาๆ ไม่นานเจ้าตัวเล็กก็หาวออกมาแล้วหลับตาพริ้ม
อ๋อ ที่แท้ก็แค่ง่วงนี่เอง ถึงได้มาอ้อนเป็นพิเศษ
เธออมยิ้ม มือที่ลูบหลังก็ยิ่งแผ่วเบาลง
เจ้าตัวน้อยหลับสนิทในเวลาอันรวดเร็ว
หลี่เป่าเอามือป้องปากหัวเราะคิกคัก “เชียนเป่าหลับเร็วจังเลยครับ”
“น้องยังเด็กเลยนอนเยอะกว่าพวกหนู การนอนจะทำให้น้องโตไวๆ นะ ตอนที่พวกหนูอายุเท่านี้ก็เป็นแบบนี้เหมือนกันแหละ พอหัวถึงหมอนก็หลับปุ๋ยเลย” หลินเจาอธิบายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
เหิงเป่าก็เอามือปิดปากพูดเสียงอู้อี้ตามพี่ชาย “ผมจะไม่ส่งเสียงดังรบกวนพวกเขาครับ”
“เหิงเป่าเป็นพี่ชายที่น่ารัก คอยดูแลน้องๆ ตลอดเลย” หลินเจาเอ่ยชม
เมื่อกล่อมเด็กๆ ทั้งสี่คนหลับเรียบร้อยแล้ว ตะเกียงน้ำมันก๊าดในห้องก็ถูกเป่าดับลง บรรยากาศโดยรอบพลันตกอยู่ในความมืด มีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านช่องว่างของผ้าม่านที่ปิดไม่สนิทเข้ามาตกกระทบโต๊ะหนังสือ คล้ายกับมีละอองสีเงินโปรยปรายลงมา
หลินเจาและกู้เฉิงหวยอาศัยแสงจันทร์เดินกลับห้องของตนเอง พอเข้ามาในห้อง กู้เฉิงหวยก็จุดตะเกียงขึ้น เขารู้สึกว่าการไม่มีไฟฟ้ามันลำบากจริงๆ เวลาจะออกไปข้างนอกตอนกลางคืนก็มีโอกาสเดินสะดุดได้ง่าย
“บ้านเราน่าจะต้องมีไฟฉายสักอันแล้วนะ” กู้เฉิงหวยเปรยขึ้น
“ไหนคุณบอกว่าอีกไม่นานก็จะมีไฟฟ้าใช้แล้วไม่ใช่เหรอคะ” หลินเจามองหน้าเขางงๆ “ถ้ามีแผนจะติดตั้งไฟฟ้าแล้วก็คงไม่จำเป็นต้องซื้อหรอกมั้งคะ ซื้อมาก็คงไม่ได้ใช้”
กู้เฉิงหวยวางตะเกียงลงบนโต๊ะแล้วหยิบผ้าสะอาดมาเช็ดเสื่อเย็นพลางตอบ “ทำไมจะไม่ได้ใช้ล่ะครับ เวลาออกไปข้างนอกตอนกลางคืนก็ยังต้องใช้อยู่ดี”
“ถ้ามีไฟฟ้าแล้วเขาไม่ติดไฟถนนให้ด้วยเหรอคะ” หลินเจาถาม
“โอกาสน้อยมากที่จะติด” กู้เฉิงหวยเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง แววตาคมคู่นั้นดูอ่อนโยน “การขอไฟฟ้าเข้าก็ต้องเสียเงินแล้ว การติดไฟถนนยิ่งใช้เงินเยอะเข้าไปอีก หมู่บ้านเราก็ไม่ได้มีรายได้ทางอื่นเท่าไหร่ แหล่งเงินมันมีน้อย พวกสมาชิกคอมมูนคงไม่ยอมควักกระเป๋าจ่ายหรอก”
“เผลอๆ บางบ้านอาจจะปฏิเสธไม่ขอต่อไฟฟ้าด้วยซ้ำไป”
ความเป็นทหารมันอยู่ในสายเลือดจริงๆ ทำอะไรก็คล่องแคล่วว่องไวไปหมด เขาเช็ดเสื่อเย็นเสร็จอย่างรวดเร็ว แถมยังถือโอกาสเอาผ้าที่ใช้เช็ดไปซัก บิดจนแห้งหมาด แล้วเอาไปตากให้เรียบร้อย
หลินเจาเองก็รู้ดีว่าสำหรับชาวบ้านบางคน การต้องจ่ายเงินมันก็เหมือนกับการเฉือนเนื้อตัวเอง
แววตาของเธอฉายแววจนใจ ก่อนจะพูดขึ้น “คนอื่นจะเป็นยังไงก็ช่าง แต่บ้านเราต้องต่อนะคะ”
กู้เฉิงหวยไม่มีปัญหาอยู่แล้ว อันที่จริงเขาอยากให้มีไฟฟ้าใช้เร็วๆ ด้วยซ้ำ
เมื่อถึงตอนนี้ หลินเจาเหนื่อยมากแล้ว เธอถอดรองเท้าทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างอ่อนล้า หาวออกมาทีหนึ่ง นัยน์ตาสีดำขลับเอ่อคลอด้วยน้ำตาใสๆ ยิ่งทำให้ดวงตาคู่นั้นดูเปล่งประกายสดใสไร้มลทิน
กู้เฉิงหวยดึงเธอเข้ามากอดไว้ในอ้อมอก กระซิบเสียงทุ้ม “นอนเถอะนะ”
แม้ร่างกายจะเหนื่อย แต่จิตใจกลับตื่นตัวเต็มที่ คงเป็นเพราะความตื่นเต้นที่ได้ย้ายเข้าบ้านใหม่
“ยังนอนไม่หลับเลยค่ะ คุณคุยเป็นเพื่อนฉันหน่อยได้ไหม”
นิ้วมือเรียวยาวของกู้เฉิงหวยสางเข้าไปในเรือนผมดกดำของภรรยา เขาค่อยๆ นวดคลึงหนังศีรษะให้เธออย่างอ่อนโยนและอดทน
“อยากคุยเรื่องอะไรล่ะ”
หลินเจาคิดถึงเรื่องการเลี้ยงฉลองในวันพรุ่งนี้ “พรุ่งนี้ชวนครอบครัวพี่ใหญ่มาด้วยดีไหมคะ”
“ดีสิ”
“แล้วพวกของขวัญขอบคุณสำหรับคนที่มาช่วยเราสร้างบ้านล่ะคะ จะให้อะไรพวกเขาดี” พอพูดถึงเรื่องนี้ ความง่วงของหลินเจาก็พลันจางหายไป “ฉันว่าเราให้น้ำตาลทรายแดงบ้านละครึ่งจินดีไหมคะ”
นี่นับว่าเป็นของขวัญที่หนักเอาการ! ใครๆ ต่างก็รู้ว่าตั๋วน้ำตาลนั้นหายากเพียงใด แถมน้ำตาลทรายแดงยังเก็บไว้ได้นาน หากมีญาติมาเยี่ยมเยือนในช่วงปีใหม่ แค่เติมน้ำตาลทรายแดงลงในน้ำต้ม ก็ถือเป็นการให้เกียรติแขกอย่างที่สุดแล้ว
เรื่องภายในบ้าน กู้เฉิงหวยยกให้ภรรยาจัดการเสมอ
เขาพยักหน้ารับคำ “ได้สิ เดี๋ยวผมไปซื้อเอง”
“แล้วเรามีตั๋วน้ำตาลพอเหรอคะ” หลินเจาถาม ใจหนึ่งเธอก็อยากจะลองเสี่ยงโชคจากระบบสุ่มรางวัลดู แต่พอคิดว่าสามีของเธอเป็นคนช่างสังเกตขนาดไหน แค่มีอะไรผิดปกติไปนิดเดียวเขาก็จับได้แล้ว ก็เลยล้มเลิกความคิดไป
“พอ” กู้เฉิงหวยตอบนิ่งๆ “ก่อนกลับมา ผมแลกตั๋วน้ำตาลกับพวกสหายร่วมรบไว้เยอะเลย ซื้อลูกอมให้เจ้าสี่แสบไปแล้วก็ยังเหลืออีกเพียบ พอแน่นอน”
หลินเจาได้ยินดังนั้นก็โล่งใจ
“อ้อ จริงสิคะ แล้วเรื่องที่จะชวนสหายหยางกับภรรยามาทานข้าวล่ะคะ จะชวนเขามาเมื่อไหร่ดี”
ช่วงที่ผ่านมายุ่งอยู่กับหลายเรื่องติดๆ กันจนไม่มีเวลาว่างเลย กู้เฉิงหวยนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “มะรืนนี้ดีไหม”
“ได้เลยค่ะ”
กู้เฉิงหวยเสริม “ถึงวันนั้น เราพาลูกๆ ทั้งสี่คนไปด้วยกันนะ”
“เอ๊ะ ทำไมคะ”
ชายหนุ่มเหลือบตามองลง ก่อนจะเงยขึ้นมายิ้มอย่างอ่อนโยน “เฒ่าหยางกับภรรยาของเขาน่ะสิ แต่งงานกันมาตั้งหลายปีแล้วแต่ก็ยังไม่มีลูกสักที พอได้ยินว่าบ้านเรามีเจ้าตัวเล็กถึง 4 คน แถมยังเป็นฝาแฝดทั้งสองคู่ด้วยนะ ตาลุกวาวเลย อยากจะมาเจอเด็กๆ ของเรา เผื่อจะช่วยเสริมดวงให้มีลูกกับเขาบ้าง”
หลินเจาคิด ‘เสริมดวงอะไรกัน?’
“สหายหยางกับภรรยาของเขาเป็นคนมีความรู้ไม่ใช่เหรอคะ”
กู้เฉิงหวยหัวเราะ “คนมีความรู้ที่เชื่อเรื่องโชคลางน่ะมีเยอะแยะไป”
หลินเจาไม่แสดงความเห็น แต่แล้วก็นึกอีกเรื่องขึ้นมาได้
เธอเงยหน้าสบตาเขา
“ตอนที่คุณไปซื้อน้ำตาลพรุ่งนี้ ฝากบอกพี่ใหญ่ให้ทีนะคะ ว่าให้เธอช่วยเข้าเวรแทนฉันไปก่อนอีกสักพัก ฉันเหนื่อยๆ อยากจะพักผ่อน ส่วนจะกลับไปทำงานเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน”
เฮ้อ การทำงานนี่มันบั่นทอนจริงๆ พอได้หยุดยาวไป ความรู้สึกขี้เกียจไปทำงานก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาซะแล้ว
“คุณไม่ว่าอะไรใช่ไหมคะ” หลินจาจ้องสามีตาแป๋ว
นายทหารหนุ่มรูปงามโน้มตัวลงมาประทับจูบที่กลางหน้าผากของเธอ
น้ำเสียงของเขานุ่มนวลละมุนละไม
“ตามใจคุณเลย อยากทำก็ทำ ไม่อยากทำก็ให้คนอื่นทำแทน ผมเคยบอกแล้วไง ผมขอแค่ให้คุณมีความสุขก็พอ”
ฟอด!
หลินเจาหอมฟอดใหญ่กลับไปที่ปลายคางได้รูปของกู้เฉิงหวย เป็นรางวัลที่ทำให้เธอพอใจ
“กู้เฉิงหวย คุณนี่ดีที่สุดในโลกเลย”
แววตาของกู้เฉิงหวยทอประกายอ่อนโยนและผูกพัน มุมปากของเขายกสูงขึ้น ก่อนจะก้มลงปิดปากเธอด้วยปากของเขา
ชั่วอึดใจต่อมา แววตาของเขาก็ไม่สงบนิ่งอีกต่อไป หากแต่ลุกโชนไปด้วยไฟปรารถนาที่ทำให้คนมองแทบจะยืนไม่ไหว
…
วันต่อมา
บรรดาคนที่มาช่วยสร้างบ้านให้ครอบครัวสาขาที่สามของบ้านกู้ ต่างทยอยได้รับของขวัญขอบคุณจากครอบครัวของหลินเจา
การได้น้ำตาลทรายแดงมาฟรีๆ ถึงครึ่งจินทำให้ทุกคนดีใจจนเนื้อเต้น ต่างก็เอ่ยชมหลินเจากันไม่ขาดปาก
“นี่แหละน้า คนเรียนจบมัธยมปลาย ถึงได้มีมารยาทแบบนี้”
“ผัวฉันน่ะไปช่วยงานคนในหมู่บ้านเป็นคนแรกตลอด แต่นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ได้ของตอบแทน! ไม่คิดเลยว่าจะเป็นน้ำตาลทรายแดง แถมยังให้เยอะซะด้วย มีน้ำใจจริงๆ ขอบใจมากนะ”
“ตายจริง ยังอุตส่าห์เอาของขวัญมาส่งให้ถึงที่ เกรงใจแย่เลย! ตอนสามีไปช่วยสร้างบ้านก็ได้กินทั้งซุปถั่วเขียวทั้งน้ำบ๊วย แถมบางทีก็ยังพกลูกอมกลับมาฝากลูก แค่นั้นก็ดีถมไปแล้ว นี่ยังจะให้น้ำตาลทรายแดงอีกเหรอเนี่ย เกรงใจจริงๆ…”
…
ผู้หญิงในหมู่บ้านแต่ละคนช่างเจรจาเสียจริง หลินเจาทำได้เพียงยิ้มรับอย่างสุภาพ พอส่งของให้ครบทุกบ้านแล้ว เธอก็รีบดึงสามีและลูกๆ กลับบ้านทันที
ต้องรับมือแบบนี้ทุกบ้าน เล่นเอาปวดหัวตึ้บ!
ข่าวเรื่องบ้านกู้สาขาสามแจกน้ำตาลทรายแดงแพร่กระจายไปทั่วทั้งหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว
บางคนก็หัวเราะร่า นึกถึงคำพูดภรรยาที่บอกว่าจะต้มน้ำหวานให้ดื่มคืนนี้ แค่คิดก็คึกคักไปทั้งตัว
ในขณะที่บางคนกลับโดนภรรยาต่อว่า
“คนอื่นเขาไปช่วยกันให้พรึ่บ ทำไมคุณไม่ไปหา! นั่นมันน้ำตาลทรายแดงตั้งครึ่งจินเลยนะ เสียของไปฟรีๆ เลยเห็นไหม โอ๊ย ใจฉันจะขาด!”
ผู้เป็นสามีทำหน้าบึ้งตึง “ฉันจะไปอยู่แล้ว แต่เธอนั่นแหละที่ไม่ให้ไป บอกว่าช่วยคนในหมู่บ้านสู้ไปช่วยถางหญ้าให้บ้านแม่เธอก็ไม่ได้ ไม่ใช่เธอเหรอที่โวยวาย ตอนนี้มาเสียดายเหรอ ไม่คิดให้เร็วกว่านี้ล่ะ!”
ฉากแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในบ้านหลังเดียว
พอผู้ใหญ่บ้านได้ยินเรื่องนี้เข้าก็อารมณ์ดี ในยุคที่ส่งเสริมการอุทิศตน แต่ก็ยังมีบางคนที่คิดแต่จะเอาเปรียบ ไม่อยากลงแรงช่วยเหลือ ขนาดคนในหมู่บ้านเดียวกันเดือดร้อนก็ยังปฏิเสธทุกวิถีทาง คราวนี้คงเสียดายจนอกแตกตายไปเลยล่ะสิ!
คอยดูเถอะว่าต่อไปใครจะกล้าทำตัวเห็นแก่ตัวอีก!
แค่คิดว่าทัศนคติของผู้คนในกองพลการผลิตจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ผู้ใหญ่บ้านก็มีความสุขจนตัวลอย
พ่อกู้กับแม่กู้ได้ยินเรื่องนี้จากชาวบ้าน พอได้ฟังแต่คำชื่นชม ทั้งสองคนก็ทั้งแปลกใจและดีใจ
สะใภ้สามคนนี้จัดการได้เด็ดขาดจริงๆ (แม้จะแอบเจ็บจี๊ดๆ ที่ต้องเสียเงินก็เถอะ)
แม่กู้เดินเชิดหน้าผ่านคู่อริตัวฉกาจที่เคยแอบลับหลังว่าครอบครัวลูกชายคนที่สามของเธอนั้นขี้เหนียว เธอเชิดคางสูงขึ้นไปอีก รู้สึกสะใจสุดๆ