บทที่ 327: ข่าวคราว (1/2)
หลินเจาเบ้หน้าด้วยความรังเกียจ ขยะแขยงจนแทบทนไม่ไหว
กู้เฉิงหวยนึกว่าเธอเอือมระอาเด็กสาวบ้านลู่ จึงเปรยขึ้น “ลู่เป่าเจินจะย้ายตามไปอยู่ที่กองทัพแล้วนะ”
หลินเจาเงยหน้ามอง “ไปพร้อมกับซูอวี้เสียนเหรอคะ”
“แม่ลู่ก็จะไปด้วย” กู้เฉิงหวยบอก
“แล้วพ่อของลู่อีโจวล่ะ”
“ไม่ได้ข่าวว่าเขาจะไปนะ” กู้เฉิงหวยคาดการณ์ “ผมว่ารอให้แม่ลู่จัดการเรื่องที่พักเรียบร้อยก่อน พ่อเขาก็น่าจะตามไปทีหลัง”
“เบี้ยเลี้ยงของลู่อีโจวคงไม่พอเลี้ยงคนทั้งครอบครัวหรอกมั้งคะ” ตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองพันได้เงินเดือนหลายสิบหยวนก็จริง แต่ทั้งพ่อแม่ ภรรยา และลูกสาวกลับไม่มีปันส่วนอาหาร ทุกคำที่กินเข้าไปต้องใช้เงินซื้อทั้งหมด นับว่าเป็นภาระที่หนักอึ้งไม่น้อย
กู้เฉิงหวยรู้ดีว่าภรรยารักความสะอาด เขาจึงหยิบผ้าขี้ริ้วสะอาดมาชุบน้ำบิดหมาดๆ แล้วลงมือเช็ดจักรเย็บผ้าคันใหม่ไปพลาง ตอบคำถามของเจาเจาไปพลาง “ที่บ้านพักทหารก็พอมีที่ให้ปลูกผักได้ ถ้าขยันหน่อยก็ไม่อดตายหรอก”
หลินเจาหลุดหัวเราะพรืด “ฉันว่าคนบ้านลู่คงไม่ได้อยากมีชีวิตแค่รอดไปวันๆ หรอกค่ะ พวกเขาอยากกินเนื้อดีๆ อยากมีจักรยาน จักรเย็บผ้า นาฬิกาข้อมือ แล้วก็โทรทัศน์ด้วยต่างหาก”
กู้เฉิงหวยนิ่งเงียบไป
ครู่ใหญ่จึงเอ่ยขึ้น “...คงได้แต่ฝันกลางวันไปนั่นแหละ”
เท่าที่รู้ ลู่อีโจวเป็นคนใช้เงินมือเติบ แทบไม่มีเงินเก็บ ส่วนตั๋วปันส่วนก็เอาไปใช้ผูกมิตรกับคนอื่นจนตัวเองแทบไม่เหลือ แค่มีพอกินอิ่มท้องก็บุญแล้ว แต่ถ้าอยากจะ ‘แต่งตัวหรูหรา’ ล่ะก็ ไม่มีทางเป็นไปได้
หลินเจาฟังออกถึงความเหนื่อยหน่ายในน้ำเสียงสามี เธอจึงอดยิ้มไม่ได้
“ช่างพวกเขาเถอะค่ะ ไม่ใช่เรื่องของเราสักหน่อย”
จู่ๆ กู้เฉิงหวยก็ถามขึ้น “คุณอยากย้ายไปอยู่กับผมที่กองทัพบ้างไหม”
หลินเจาส่ายหน้าทันที “ไม่อยากค่ะ”
เธอมองสบตาสามีแล้วอธิบาย “ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากอยู่กับคุณนะคะ แต่ฉันรู้ว่าคุณมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ถ้าฉันพาลูกๆ ไปด้วย นอกจากจะช่วยอะไรคุณไม่ได้แล้ว ยังจะกลายเป็นภาระให้คุณต้องคอยห่วงอีก สู้ฉันรออยู่ที่นี่ไปก่อน รอจนคุณพร้อมแล้วค่อยมารับพวกเราไปอยู่ด้วยกันจะดีกว่า”
นี่คือสิ่งที่กู้เฉิงหวยคิดเช่นกัน
เพียงแต่...
พอได้ยินว่าครอบครัวลู่จะย้ายไป จิตใจที่เคยสงบนิ่งก็พลันสั่นไหวขึ้นมา
“...ผมทำให้คุณต้องลำบากแล้ว” น้ำเสียงของเขาแหบพร่า
“ไม่ลำบากเลยค่ะ” หลินเจาประคองใบหน้าหล่อเหลาคมคายของสามี ดวงตาที่ใสดุจน้ำของเธอสะท้อนเพียงเงาของเขา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและหนักแน่นว่า “ฉันจะรอวันที่คุณมารับฉันกับลูกนะคะ”
กู้เฉิงหวยก้มหน้าลงเล็กน้อย ใช้ปลายจมูกโด่งเป็นสันคลอเคลียกับจมูกรั้นของภรรยา ดวงตาของเขาฉายแววอ่อนโยนระคนเอ็นดูอย่างหาที่สุดไม่ได้ “ครับ”
อวี้เป่าเงยหน้าขึ้นมองพ่อกับแม่ที่กำลังกระซิบกระซาบกันอีกแล้ว เด็กน้อยขมวดคิ้วมุ่น
คุณพ่อติดคุณแม่แจเลย เขาชักจะไม่ชอบคุณพ่อแล้วสิ
กู้เฉิงหวย: ก็แม่แกนั่นแหละที่ติดพ่อแจ ไม่เห็นหรือไง
หลินเจาไม่รู้ความคิดของลูกชาย เธอยังคงกังวลเรื่องที่เกิดขึ้นบริเวณตีนเขา “พี่สี่เปิดตัวต่อหน้าคนอื่นแบบนี้ ต่อไปคงใช้ชีวิตเรียบง่ายไม่ได้อีก หวังว่าจะไม่มีเรื่องเดือดร้อนตามมานะคะ”
“ต่อให้มีเรื่อง ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี” กู้เฉิงหวยเอ่ยด้วยสีหน้าสุขุม มั่นใจว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม “คนในหมู่บ้านไม่ใช่คนโง่ พวกเขารู้ดีว่าการมีหมอฝีมือดีอยู่ใกล้ตัวมันมีค่าแค่ไหน”
“หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะคะ” หลินเจาตอบ พลางนึกสงสัยว่าสมุนไพรกระดูกเหล็กที่ปลูกไว้จะเติบโตไปถึงไหนแล้ว
คืนนั้นเอง
หลินเจาก็ลอบออกจากบ้านไปยังเรือนพักที่ตีนเขาโดยไม่ให้ชาวบ้านคนไหนรู้เห็น
พอเจอหน้าเมิ่งจิ่วซือ เธอก็รีบเตือนเขาทันที “พี่สี่ ของที่พวกเราเอามาให้พี่ต้องซ่อนให้ดีๆ นะคะ ตอนนี้ใครๆ ก็เห็นว่าในมือของเซี่ยวเซี่ยวมีลูกอมอยู่ เดี๋ยวจะมีคนโลภมากอยากได้ของฟรี ระวังตัวไว้ก่อนดีที่สุดค่ะ”
“ไม่ต้องห่วงหรอก นั่นเป็นของที่คุณเถียนทำขึ้นมาเอง มีแค่ 2 เม็ดเท่านั้น” เมิ่งจิ่วซือเป็นคนรอบคอบมาก เขาจงใจพูดเรื่องนี้ต่อหน้าทุกคนตั้งแต่ตอนบ่ายแล้ว จึงไม่มีใครติดใจสงสัยอะไร
“ฉันเตือนคนอื่นๆ แล้วเหมือนกัน ให้พวกเขาเอาของทุกอย่างที่ไม่ควรมีใครเห็นไปซ่อนให้ดี”
“ส่วนของของฉันน่ะ...” เขายิ้มมุมปาก “พ่อกู้เป็นคนสอนวิธีซ่อนให้เอง ปลอดภัยหายห่วงเลย ขนาดฉันเองยังนึกไม่ถึงเลยว่าจะซ่อนด้วยวิธีนั้นได้”
พ่อกู้ที่เขาพูดถึงก็คือพ่อของกู้เฉิงหวยนั่นเอง
เมิ่งจิ่วซือทอดถอนใจอย่างชื่นชม “ภูมิปัญญาของชาวบ้านนี่ไร้ขีดจำกัดจริงๆ”
หลินเจาใช้มือปิดปากหัวเราะคิกคัก “ฉันได้ยินเฉิงหวยเล่าว่า สมัยก่อนพ่อกับแม่ของเขาเคยใช้วิธีนี้เล่นงานพวกข้าศึกมานักต่อนักแล้ว เรื่องพรรค์นี้พวกเขาถนัดนักล่ะค่ะ”
“คุณลุงกู้กับคุณป้ากู้เป็นคนดีมากๆ เลย” เมิ่งจิ่วซือรู้สึกว่าตนเองช่างโชคดีเหลือเกิน หลังจากที่โชคร้ายมาตลอด 20 กว่าปี ในที่สุดโชคชะตาก็หันมาเข้าข้างเขาเสียที
หลินเจาเพียงแค่ยิ้มรับ แต่ไม่ได้ออกความเห็นใดๆ
เมื่อนึกถึงสมุนไพรกระดูกเหล็กที่เฝ้ารอคอย เธอก็เอ่ยถาม “พี่สี่ แล้วสมุนไพรกระดูกเหล็กของฉันเป็นยังไงบ้างคะ งอกหรือยัง”
เมิ่งจิ่วซือส่ายหน้าพลางตอบด้วยน้ำเสียงเจือความผิดหวัง “...ยังเลย”
หลินเจาขมวดคิ้วมุ่น “ยังอีกเหรอคะ! พี่ดูตอนกลางคืนหรือเปล่า ที่ที่มีแสงส่องมันจะมองไม่เห็นนะคะ เพราะมันจะโปร่งใส”
“อืม” เมิ่งจิ่วซือตอบอย่างจนปัญญา “พี่จำที่เธอบอกได้ขึ้นใจเลย แต่มันยังไม่งอกจริงๆ”
เขาคาดเดาต่อ “อาจจะ...เพราะเราฝังเมล็ดลึกไปหน่อย ไม่แน่ว่าอีกสัก 2 วันก็น่าจะงอกแล้วล่ะ” น้ำเสียงของเขาฟังดูไม่ค่อยจะมั่นใจนัก
ทว่าหลินเจากลับมั่นใจสุดๆ “ต้องงอกแน่นอนค่ะ!”
เมิ่งจิ่วซือถึงกับพูดไม่ออก “...”
“แล้วเซี่ยวเซี่ยวปลอดภัยดีใช่ไหมคะ” หลินเจาอยากจะแน่ใจจริงๆ ว่าโชคชะตาที่ถูกเขียนไว้ในนิยายนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้
เมิ่งจิ่วซือชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ปิดบังอะไร “ปลอดภัยดี ถึงจะเลือดออกเยอะ แต่แผลไม่ลึกมาก เราห้ามเลือดได้ทัน แล้วก็ทายาให้แล้ว พักฟื้นอีกไม่กี่วันก็หายดี!”
“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วค่ะ” สีหน้าของหลินเจาผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
เมิ่งจิ่วซือไม่ได้คิดลึกซึ้งอะไร เพียงแค่รู้สึกว่าน้องสาวของตนช่างเป็นคนจิตใจดี
“แล้วเมิ่งจิงโม่กับเมิ่งกว่างไป๋เป็นยังไงบ้างคะ พอจะคุ้นเคยกันหรือยัง” หลินเจาไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบของหลานชายทั้งสอง
“สบายดี” เมิ่งจิ่วซือยิ้มกว้าง “เจ้าสองคนกำลังเรียนหนังสือกับอาจารย์ทั้งสองท่านอยู่ ทุกวันมีอะไรให้ทำเยอะแยะ ปรับตัวได้เร็วมากเลย”
ถึงแม้ที่อยู่จะค่อนข้างลำบาก แต่เรื่องอาหารการกินกลับไม่ได้ขาดแคลน เพราะได้รับความช่วยเหลือจากบ้านหลิน พวกเขาจึงไม่เพียงแค่อิ่มท้อง แต่ยังมีไข่ไก่กับลูกอมกินด้วยซ้ำ จะเรียกว่าลำบากก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก
“ยังได้เรียนหนังสือด้วย แบบนี้ก็ดีเลยสิคะ” หลินเจายิ้มอย่างยินดี “ถ้าตั้งใจแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ พอโตขึ้นเมิ่งจิงโม่กับเมิ่งกว่างไป๋จะต้องเอาดีได้แน่ๆ ค่ะ”
ภูมิหลังของอาจารย์ทั้งสองท่านนั้นไม่ธรรมดา ลูกศิษย์ของพวกเขาย่อมต้องได้เรียนรู้อะไรดีๆ อย่างแน่นอน
เมื่อได้ยินคุณอาเอ่ยชื่อตัวเอง สองพี่น้องเมิ่งจิงโม่กับเมิ่งกว่างไป๋ที่กำลังนั่งยองๆ อยู่มุมกำแพง ใช้กิ่งไม้ขีดเขียนเล่นบนพื้นดินก็พากันเงยหน้าขึ้น
“คุณอาเรียกผมเหรอครับ” เมิ่งจิงโม่เอ่ยถามอย่างสงสัย
หลินเจาอดที่จะหัวเราะไม่ได้ “เปล่าจ้ะ หลานเขียนของหลานไปเถอะ ตั้งใจเรียนนะ”
“...ครับ” เมิ่งจิงโม่รับคำอย่างหนักแน่น
ส่วนเมิ่งกว่างไป๋ที่เดิมทีกำลังเล่นซน พอได้ยินคุณอาพูดก็ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบคว้ากิ่งไม้ขึ้นมาทำทีเป็นขีดเขียนบนพื้นตามอย่างพี่ชาย
เมิ่งจิงโม่ “...”
แววตาของเมิ่งจิ่วซือทอประกายอ่อนโยน เมื่อเด็กๆ อยู่เคียงข้าง ก้อนหินหนักอึ้งที่ทับถมในใจของเขาราวกับถูกยกออกไปจนหมดสิ้น ทำให้สีหน้าและแววตาของเขาดูโปร่งใสและผ่อนคลายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“เจาเจา พ่อกับแม่ได้บอกไว้ไหมว่าจะกลับมาเมื่อไหร่”
หลินเจาละสายตาจากเด็กๆ แล้วส่ายหน้า “ไม่ได้บอกเลยค่ะ ฉันส่งโทรเลขไปแล้วแต่พวกท่านก็ไม่ตอบกลับ ไม่รู้เลยว่าพี่สามเป็นยังไงบ้าง”
เมิ่งจิ่วซือปลอบใจ “การไม่มีข่าว ก็ถือเป็นข่าวดีอย่างหนึ่งนะ”
“ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะกำลังเดินทางกลับมาอยู่ก็ได้”
หลินเจารู้สึกว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูง ดวงตากลมโตขาวดำตัดกันชัดเจนของเธอเป็นประกายราวกับสะท้อนแสงจันทร์
“ใช่ค่ะ ถ้าพี่สามรู้ข่าวของพี่ เขาต้องนั่งไม่ติดแน่ๆ ต้องรีบกลับมาหาพี่โดยเร็วที่สุด มีความเป็นไปได้สูงมากเลยค่ะว่าพวกท่านกำลังเดินทางกลับกันอยู่”
“พี่สี่ อีกไม่นานพี่คงจะได้เจอพี่สามแล้วล่ะค่ะ แต่นิสัยของพี่สามค่อนข้างจะ...เรียกว่ากระตือรือร้นเป็นพิเศษแล้วกัน ฉันว่าพี่เตรียมตัวเตรียมใจไว้หน่อยก็ดีนะคะ”
กระตือรือร้นงั้นเหรอ
มันเป็นความกระตือรือร้นแบบไหนกัน
เมิ่งจิ่วซือรู้สึกคาดหวังขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
พี่ชายฝาแฝด...เพียงแค่คิดว่าบนโลกใบนี้ยังมีคนคนนั้นอยู่ ความอบอุ่นก็พลันเอ่อล้นขึ้นมาในหัวใจ
หลินเจาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่สั่นไหวของพี่ชายจึงได้แต่ถอนหายใจในใจ พี่ชายคนที่สี่ของเธอนี่ช่างเป็นคนจิตใจอ่อนโยนเสียจริง
“แล้วพี่อยู่ที่นี่คุ้นเคยดีหรือยังคะ”
เมิ่งจิ่วซือส่งยิ้มอบอุ่น “สำหรับพี่แล้ว ชีวิตไม่ได้แตกต่างไปจากเดิมเลย แค่ต้องทำงานเพิ่มขึ้นมาหน่อย ก็ถือซะว่าได้ออกกำลังกายไปในตัว”
เขามองน้องสาวด้วยสายตาอ่อนโยน “ไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอก ฉันอายุจะ 30 แล้ว ดูแลตัวเองได้สบายมาก”
เขาผ่านความลำบากมาตั้งแต่เด็ก ชีวิตในตอนนี้จึงไม่ได้หนักหนาอะไรสำหรับเขาเลย
ตอนนี้เขาได้พบครอบครัวแล้ว คุณปู่ที่เลี้ยงดูเขาก็ยังอยู่ ลูกชายทั้งสองก็อยู่ข้างกาย เมิ่งจิ่วซือไม่เคยรู้สึกเหนื่อยเลยสักนิด มีแต่ความสุขใจอย่างที่สุด
หลินเจายิ้มรับ “ชินแล้วก็ดีค่ะ ถ้ามีอะไรต้องการให้ช่วยก็ส่งข่าวมาบอกฉันได้เลยนะคะ”
“ได้เลย”
หลังจากพูดคุยเป็นที่เรียบร้อย หลินเจาก็ย่องออกจากตีนเขาอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะเดินทอดน่องกลับเข้าหมู่บ้านไป
แต่เดินไปได้ไม่ไกลนัก เธอก็เห็นกู้เฉิงหวยยืนรออยู่ใต้ร่มเงาของต้นเอล์มสีเขียวสด
หลินเจารีบวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหา “ทำไมออกมารอตรงนี้ล่ะคะ”
กู้เฉิงหวยก้าวเท้ายาวๆ เข้าไปรับ พร้อมกับคว้ามือภรรยามากุมไว้ เขาโน้มตัวลงมองเธอเล็กน้อย ดวงตาที่เคยลุ่มลึกและเย็นชากลับฉายแววขบขัน “มายืนกินลมชมวิว”
หลินเจาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาไม่หยุด “...งั้นก็ต้องรบกวนผู้พันกู้แล้วล่ะค่ะ”
“ไม่รบกวนเลย” กู้เฉิงหวยตอบเรียบๆ ก่อนจะจูงมือเธอกลับบ้าน
“ลูกๆ หลับกันหมดแล้วเหรอคะ” หลินเจาเอียงคอมองชายหนุ่มร่างสูงสง่าที่เดินอยู่เคียงข้าง ดวงตาของเธอทอประกายแห่งความรักอย่างปิดไม่มิด
กู้เฉิงหวยสบตากับภรรยา มือที่กุมมือเธออยู่กระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะในลำคอ “อืม”
“เหยาเป่าไม่โยเยเหรอคะ” หลินเจาถามอย่างแปลกใจ
เหยาเป่าเป็นเด็กขี้อ้อนและเอาแต่ใจอยู่บ้าง เวลาจะนอนต้องให้เธอเป็นคนกล่อมเท่านั้น ไม่อย่างนั้นก็จะงอนจนแก้มป่อง
“ไม่โยเยหรอก” กู้เฉิงหวยบอก “ลูกเชื่อฟังอวี้เป่ามาก”
แววตาของหลินเจาอ่อนโยนลง “อวี้เป่าเก่งเสมอเลยนะ”
ทั้งคู่เดินกลับเข้าหมู่บ้านโดยไม่พบเจอใคร เมื่อเข้ามาในลานบ้านก็จัดการลงกลอนประตูอย่างแน่นหนา
พวกเขาตรงไปที่ห้องนอนของเด็กๆ ก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อเห็นว่าลูกๆ ทุกคนหลับสนิทดีแล้ว จึงค่อยๆ ย่องออกมาอย่างเงียบกริบ
ทันทีที่เสียงปิดประตูดังขึ้น เปลือกตาบางของอวี้เป่าที่นอนอยู่เตียงชั้นล่างก็ขยับเปิดขึ้น ดวงตาของเขาใสแจ๋วปราศจากวี่แววของความง่วงงุนแม้แต่น้อย เขาสัมผัสผ้าห่มที่แม่เพิ่งห่มให้บนหน้าท้องเบาๆ ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างจนตาหยีเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เด็กน้อยนอนอมยิ้มอย่างมีความสุขอยู่คนเดียวครู่ใหญ่ จากนั้นจึงหาวออกมาแล้วหลับตาลงนอนในที่สุด
วันรุ่งขึ้น
ขณะที่หลินเจากำลังนั่งขีดๆ เขียนๆ วาดภาพเล่นอยู่ในลานบ้าน เธอก็ได้ยินเสียงคนตะโกนเรียกจากหน้าประตู จึงลุกขึ้นเดินออกไปดู
ปรากฏว่าเป็นพนักงานจากที่ทำการไปรษณีย์นั่นเอง