บทที่ 328: ข่าวคราว (2/2)
"มีพัสดุกับโทรเลขของคุณครับ" เจ้าหน้าที่ชายรูปร่างผอมบางแต่ดูแข็งแรงเอ่ยขึ้น
หลินเจารับของมา เซ็นชื่ออย่างคุ้นเคย ก่อนจะขอบคุณเขาแล้วหิ้วพัสดุกลับเข้าบ้าน
เหิงเป่ารีบวิ่งเข้ามาหา "แม่ครับ พ่อส่งของมาให้เหรอ"
ก่อนที่หลินเจาจะได้เอ่ยปาก อวี้เป่าก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน "โง่จริง พ่อก็อยู่บ้าน จะส่งของมาได้ยังไง"
เหิงเป่าได้แต่เกาหัวแก้เก้อ เขาเขย่งปลายเท้าเพื่อชะเง้อมอง แต่ก็ไม่เห็นว่าข้างในมีอะไร เลยเงยหน้าถามแม่ "แม่ครับ ใครส่งมาเหรอ ข้างในมีอะไรบ้าง" นิ้วป้อมๆ ของเขาจิ้มลงบนกล่องพัสดุเบาๆ
"ลุงสามของลูกส่งมาน่ะ ส่วนข้างในเป็นอะไรต้องแกะดูก่อนถึงจะรู้ ช่วยไปหยิบกรรไกรมาให้แม่หน่อยได้ไหม" หลินเจายิ้มถาม
"ได้ครับ" เหิงเป่ารีบวิ่งไปหยิบกรรไกร
"เดินดีๆ ลูก ไม่ต้องวิ่ง" หลินเจอร้องบอกตามหลัง
เหิงเป่าเชื่อฟังแม่ เขาลดความเร็วลงทันทีแล้วเดินไปหยิบกรรไกรออกมา
หลินเจารับกรรไกรมาพลางสอนลูก "เวลาถือของอยู่ในมือห้ามวิ่ง โดยเฉพาะของมีคมอย่างกรรไกรหรือขวาน ถ้าเกิดหกล้มขึ้นมาจะโดนบาดเอาได้นะ"
"ครับ ครับ" เหิงเป่าพยักหน้ารับอย่างตั้งใจพร้อมกับส่งยิ้มกว้าง "ย่าสอนพวกเราแล้ว ผมจำได้"
อวี้เป่ารีบพูดขึ้นบ้าง "ผมก็จำได้ครับ"
เชียนเป่ามองหน้าแม่อย่างเงียบๆ แล้วพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
น้องสาวคนสุดท้องเอื้อมมือไปจับกล่องพัสดุแล้วพูดเสียงอู้อี้ "จำด้าย"
อวี้เป่ารวบมือน้อยๆ ของน้องสาวไว้ พลางทำหน้าจริงจัง "เหยาเป่า อย่าซน ให้แม่แกะก่อน เดี๋ยวค่อยดูนะ"
เด็กหญิงตัวน้อยก็หยุดก่อกวนทันที
หลินเจาชมลูกชายคนโต "อวี้เป่าสมเป็นพี่ใหญ่จริงๆ"
อวี้เป่าเป็นเด็กที่บ้ายอ พอได้ยินแม่ชมแบบนี้ก็ยิ้มแก้มแทบปริ
หลินเจาลูบหัวอวี้เป่าด้วยความเอ็นดู ก่อนจะใช้กรรไกรตัดเชือกที่มัดกล่องพัสดุ แล้วค่อยๆ หยิบของข้างในออกมาทีละอย่าง มีห่อสมุนไพรห่อใหญ่ นมอัดเม็ด พุทราจีนแห้ง วอลนัท ผลไม้แห้งต่างๆ และหนังสัตว์อีกผืนหนึ่งที่ไม่แน่ใจว่าเป็นหนังอะไร สุดท้ายเป็นเงินสดและตั๋วปันส่วน
เธอหยิบนมอัดเม็ดขึ้นมาชิม กลิ่นนมข้นๆ หอมฟุ้งแตะจมูก
เหิงเป่าเกาะแขนแม่พลางออดอ้อน "แม่ครับ ผมขอกินด้วย"
"ได้กินทุกคนจ้ะ" หลินเจาแบ่งให้ลูกๆ
"รสนม หอมจัง เหมือนลูกอมนมตรากระต่ายขาวเลย แม่ครับ นี่คืออะไร" อวี้เป่าถามอย่างสงสัยขณะเคี้ยวนมอัดเม็ดตุ้ยๆ
"นมอัดเม็ดจ้ะ" หลินเจาคลี่จดหมายของพี่ชายคนที่สามออกอ่านอย่างไม่รีบร้อน
หลินซื่อฝานเป็นคนพูดมาก จดหมายฉบับนี้จึงยาวเหยียดถึง 3 หน้ากระดาษ เขาเล่าเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเอง ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของน้องสาวและหลานๆ ทั้งสี่คน กำชับว่าถ้าขาดเหลือเงินทองก็ให้บอก หรือถ้าอยากได้อะไรเป็นพิเศษก็ให้เขียนจดหมายไปบอก เขาจะหาทางจัดหามาให้ นอกจากนี้ยังแสดงความเสียใจที่ไม่ได้กลับมาร่วมฉลองวันเกิดของเธอ พร้อมให้สัญญาว่าปีหน้าจะกลับมาให้ได้
"แม่ครับ ลุงสามเขียนว่าอะไรบ้าง" อวี้เป่าถามพลางใช้ชายผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้ผืนเล็กที่ผูกอยู่ตรงอกของเหยาเป่าเช็ดคราบนมที่เปื้อนคางให้น้องสาว
หลินเจาไม่ได้ตอบปัดๆ แต่เลือกที่จะอ่านจดหมายให้ลูกๆ ฟังช้าๆ เด็กทั้งสี่คนต่างตั้งอกตั้งใจฟัง
"ลุงสามใจดีจังเลยครับ" อวี้เป่าเอ่ยขึ้น "แม่ครับ ปีหน้าลุงสามจะกลับมาจริงๆ เหรอ ผมจำหน้าเขาไม่ได้แล้ว"
อย่าว่าแต่เด็กๆ เลย ขนาดหลินเจาเองก็ยังแทบจะจำหน้าพี่ชายคนที่สามไม่ได้เหมือนกัน หลายปีมานี้หลินซื่อฝานส่งของมาให้ไม่เคยขาด แต่กลับไม่เคยมีเวลาได้กลับมาเยี่ยมบ้านเลย
"ไม่ต้องรอถึงปีหน้าหรอก ลุงสามของลูกๆ น่าจะใกล้ได้กลับมาแล้วล่ะ" หลินเจายิ้มขณะคิดว่าจะเตรียมของอร่อยๆ อะไรไว้รอดี
อาหารในกองทัพนั้นธรรมดามาก มีแค่หมั่นโถวสองสีกับหมั่นโถวแป้งข้าวโพด นานๆ ทีถึงจะมีเนื้อสัตว์ให้กิน แต่ก็แค่ชิ้นเล็กๆ พอให้หายอยากเท่านั้น ชีวิตที่นั่นคงลำบากไม่น้อย
"เมื่อไหร่ครับแม่" เหิงเป่าเบิกตากว้าง
หลินเจาใช้นิ้วจิ้มหน้าผากลูกชายเบาๆ "เรื่องนั้นแม่จะไปรู้ได้ยังไงกันล่ะ รอไปก่อนนะ"
"...ก็ได้ครับ" เหิงเป่าตอบอย่างเสียไม่ได้
แต่แล้วความสนใจของเขาก็เปลี่ยนไปอยู่ที่พุทราจีนแห้ง "แม่ครับ ผมอยากกินอันนี้"
"จะกินแค่พุทราจีนเหรอ ไม่เอาวอลนัทกับผลไม้แห้งด้วยเหรอ" หลินเจาแกล้งถามยิ้มๆ
เหิงเป่าเลียริมฝีปากตัวเองแล้วหัวเราะแหะๆ "เอาครับ"
หลินเจาใจกว้าง แบ่งขนมส่วนหนึ่งให้ฝาแฝดคนโต พร้อมกับให้นมอัดเม็ดฝาแฝดชายหญิงไปคนละชิ้น โดยไม่กล้าให้ขนมชนิดอื่นอีก
หลังจากแบ่งให้เด็กๆ เรียบร้อย เธอก็หยิบห่อพุทราจีนแห้งออกมาหนึ่งห่อ แล้วนำขนมที่เหลือไปเก็บใส่ตู้ในห้องครัวและล็อกไว้
"อวี้เป่า เหิงเป่า เอาพุทราจีนแห้งห่อนี้ไปให้ย่านะลูก ท่านจะได้เอาไว้ชงน้ำดื่ม"
อวี้เป่ากับเหิงเป่าสนิทกับย่ามาก พอได้ยินแม่พูดดังนั้น สองพี่น้องก็รีบวิ่งแจ้นไปทำธุระให้ทันที
ส่วนฝาแฝดชายหญิงออกจะขี้เกียจอยู่หน่อยๆ เลยไม่อยากขยับตัวไปไหน ทั้งคู่นั่งอยู่ข้างกายแม่พลางแกว่งขาสั้นๆ ไปมา และกินนมอัดเม็ดในมืออย่างสบายอารมณ์
เสี่ยวจินเองก็ไม่ได้ออกไปไหน มันขดตัวนิ่งอยู่บนตักของหลินเจา แล้วใช้หางเรียวยาวของมันพันรอบข้อมือเธอเบาๆ
หลินเจาเห็นลูกแฝดคู่น้องนั่งกันอย่างเรียบร้อยก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ ก่อนจะลงมือแกะโทรเลขที่ส่งมาจากเมืองหลวง
แล้วเธอก็ได้รู้เรื่องราวของบ้านหยวน
ขณะไล่สายตาอ่านข้อความอย่างรวดเร็ว มุมปากของเธอก็ยกสูงขึ้นเรื่อยๆ
อดีตพี่สะใภ้สี่ที่ดูไม่เต็มเต็งของเธอตกงานไม่พอ บ้านหยวนยังคิดจะจับเธอแต่งงานใหม่เพื่อเรียกสินสอดอีกรอบอย่างนั้นหรือ
ให้ตายสิ ทำไมเธอถึงไม่รู้สึกสงสารเลยสักนิด
กู้เฉิงหวยกลับมาถึงบ้านหลังไปออกกำลังกาย เมื่อเห็นรอยยิ้มที่สดใสเกินเบอร์ของภรรยา เขาก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะลากเก้าอี้มานั่งลง
"มีเรื่องดีอะไรเหรอ"
หลินเจาไม่พูดอะไร แต่ยื่นโทรเลขให้เขาแทน
"สหายอวิ๋นส่งมาน่ะ คุณลองอ่านดูสิ"
พูดจบเธอก็เอนตัวฟุบลงบนโต๊ะหินที่สะอาดสะอ้านราวกับคนไร้กระดูก สายตาหวานเยิ้มจับจ้องไปยังร่างของสามี
เขาสวมชุดฝึกสีเขียวเข้ม ที่หน้าผากมีเหงื่อซึมอยู่เล็กน้อย ทั่วร่างแผ่ไอร้อนจางๆ ให้ความรู้สึกเปี่ยมด้วยพลังชีวิต แขนของเขาแข็งแกร่งกำยำ แค่ขยับเล็กน้อย กล้ามเนื้อก็ปูดโปนขึ้นมาอย่างทรงพลัง
โครงหน้าของเขาคมคายสะอาดตา แฝงไปด้วยความเฉียบคมและเด็ดเดี่ยวอันเป็นเอกลักษณ์ของทหาร
กู้เฉิงหวยไม่ใช่ท่อนไม้ เขารู้สึกถึงสายตาของภรรยาได้ และเกิดนึกใส่ใจในภาพลักษณ์ของตัวเองขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนนึกเสียดายที่ไม่ได้แวะล้างเหงื่อที่ริมแม่น้ำก่อนกลับ
เขาควบคุมสีหน้าให้เรียบเฉยขณะอ่านโทรเลขจนจบ แล้วเอ่ยขึ้น "อวิ๋นเจี้ยนช่างใส่ใจจริงๆ"
"มีน้ำใจซะที่ไหนกันเล่า นี่มันมากเกินกว่าคำว่ามีน้ำใจไปแล้วต่างหาก" หลินเจารู้สึกซาบซึ้งในมิตรภาพของเหล่าสหายร่วมรบ
มิตรภาพที่ได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมานั้น มันช่างแน่นแฟ้นเสียจริง
กู้เฉิงหวยเองก็คิดว่าอวิ๋นเจี้ยนช่างใส่ใจอย่างยิ่ง
เขาจึงหันไปปรึกษาหลินเจา "เจาเจา ซอสเนื้อที่คุณเคยส่งไปให้ผมอร่อยมากเลยนะ ทำส่งไปให้อวิ๋นเจี้ยนหน่อยดีไหม"
"ได้สิคะ" หลินเจาพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะเสริม "แต่ของขวัญจะดูธรรมดาไปหรือเปล่า เขาเป็นคนเมืองหลวง ของดีๆ แบบไหนที่ไม่เคยเห็นกัน"
กู้เฉิงหวยยิ้ม "คนเมืองหลวงจะกินเนื้อก็ต้องมีตั๋วปันส่วนเหมือนกันนั่นแหละ"
"อวิ๋นเจี้ยนอย่างมากก็ได้กินเนื้อบ่อยกว่าเราแค่ 2 ครั้ง แต่ก็ไม่ถึงกับได้กินตามใจชอบจนเบื่อหรอกน่า เพราะตั๋วปันส่วนเนื้อในแต่ละเดือนมันมีอยู่แค่นั้น"
หลินเจาพยักหน้าเห็นด้วย "แม่เพิ่งให้เห็ดหอมมาเยอะเลย ทำเป็นซอสเห็ดหอมเนื้อดีไหมคะ"
"ดีเลย" พอนึกถึงผู้บัญชาการกองพันที่ 2 ที่เคยออกปากชมซอสเนื้อฝีมือภรรยา กู้เฉิงหวยก็พูดต่อ "ผมมีสหายร่วมรบอีกหลายคนที่อยากได้เหมือนกัน พวกเขาบอกว่าจะหาของมาแลก คุณมีอะไรที่อยากได้ไหมล่ะ"
ที่จริงหลินเจามีของที่อยากได้อยู่แล้ว พอได้ยินแบบนั้นดวงตาของเธอก็สว่างวาบขึ้นมาทันที "ได้ยินมาว่าเสื้อไหมพรมขนแกะทั้งอุ่นทั้งเบา ใส่สบายกว่าเสื้อไหมพรมธรรมดา ฉันอยากได้ค่ะ พอจะได้ไหมคะ"
"ผมจะลองถามให้นะ" กู้เฉิงหวยยังไม่อาจรับปากได้เต็มปาก
"ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรค่ะ" หลินเจาบอก
เธอใช้ระบบจับรางวัลของตัวเองก็ได้นี่นา จับให้สามีกับลูกๆ ทั้งสี่คนละชุด แล้วก็พ่อแม่กับพี่สามของเธอด้วย
"พี่สามส่งสมุนไพรมาให้เยอะเลย เดี๋ยวตอนเย็นฉันจะเอาไปให้พี่สี่ ให้เขาช่วยทำเป็นยาที่ใช้บ่อยๆ คุณจะได้พกติดตัวไปด้วย"
แววตาของกู้เฉิงหวยอ่อนโยนลง "ครับ"
ยังไม่ทันขาดคำ ฝาแฝดก็วิ่งเล่นกลับมาพอดี โดยมีหลี่เป่าและเมาตั้นกลับมาด้วย
"อาสาม อาสะใภ้สามครับ" หลี่เป่าเอ่ยทัก ขณะที่ในมือกำลังถือพุทราจีนแห้งที่แทะไปแล้วคำเล็กๆ
เมาตั้นก็กล่าวทักทายอย่างนอบน้อม "อากู้ อาหลินครับ"
"อ้าว หลี่เป่ากับเมาตั้นมาด้วยเหรอจ๊ะ" หลินเจายิ้มต้อนรับ เธอหยิบขนมออกมาให้เด็กๆ พร้อมกับรินน้ำหวานให้ดื่ม
เด็กทั้งสองกล่าวขอบคุณ
"ขอบคุณครับคุณอาหลิน"
"จ้ะ ไม่เป็นไร" หลินเจายิ้ม เธอเอ็นดูเด็กๆ โดยเฉพาะเด็กที่น่ารักและรู้จักมารยาท
เธอมองไปที่เมาตั้นแล้วชวน "เดี๋ยวอาจะทำซอสเห็ดหอมหน้าเนื้อ มาลองดูวิธีทำนะ"
หลักการทำอาหารมันพลิกแพลงได้หลากหลาย ถ้าทำซอสเนื้อเป็นแล้ว ก็จะเอาไปปรับใช้ทำท็อปปิงบะหมี่ผัดได้เหมือนกัน
แววตาของเมาตั้นเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น "ครับ"
หลังจากที่คุณอาหลินช่วยสอนเขาคราวก่อน ย่าชมเปาะว่าฝีมือทำอาหารของเขาพัฒนาขึ้นมาก ซึ่งตัวเขาเองก็รู้สึกแบบนั้น
เมื่อตัดสินใจแล้ว หลินเจาก็ไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า เธอเรียกเมาตั้นเข้าครัว โดยมีฝาแฝดเดินตามเข้าไปด้วย
กู้เฉิงหวยจัดการอุ้มฝาแฝดชายหญิงไปนั่งเล่นในลานบ้าน แล้วสั่งให้ต้าหวงคอยดูแล จากนั้นเขาก็เดินตามเข้าไปช่วยในครัว
หลินเจาถึงกับพูดอะไรไม่ออก
สงสัยคืนนี้ต้องตบน่องไก่ให้ต้าหวงเป็นรางวัลซะแล้ว
กู้เฉิงหวยรับหน้าที่ล้างเห็ดหอม หั่นเนื้อ และเตรียมเครื่องปรุงต่างๆ จนครบ ทุกอย่างถูกหั่นเป็นชิ้นเต๋าอย่างสวยงาม จากนั้นหลินเจาจึงเข้ามารับช่วงผัดต่อ โดยมีเหิงเป่าเป็นลูกมือคอยดูแลเรื่องไฟ...
ส่วนเมาตั้นกับอวี้เป่ายืนดูอยู่ข้างๆ เพื่อเรียนรู้วิธีทำ
ในครัวเล็กๆ แห่งนี้ ทุกคนต่างแบ่งหน้าที่กันอย่างลงตัว
เพียงไม่นาน กลิ่นหอมยั่วน้ำลายก็โชยออกมาจากในครัว
"หอมจังเลยครับ หอมมากๆ" เหิงเป่าถึงกับลุกขึ้นยืนเพื่อชะโงกหน้าดูในกระทะ
หลินเจายิ้ม "ตอนบ่ายเรากินบะหมี่ราดซอสนี้กันดีไหม"
"ดีครับ" เหิงเป่าตอบรับเสียงดังฟังชัด
อวี้เป่าก็พยักหน้าเห็นด้วย
"เดี๋ยวเมาตั้นแบ่งซอสกลับบ้านไปให้ย่าลองชิมด้วยนะ" หลินเจาหันไปพูดกับเมาตั้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เด็กชายทำหน้าเหวอ รีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน "มะ ไม่เป็นไรครับ..."
"ปฏิเสธไม่ได้นะ" หลินเจาพูดขัดขึ้น แล้วถามต่อ "ย่าของเธอเคยบอกไหมว่า ผู้ใหญ่ให้ของ ห้ามปฏิเสธ"
"เคยครับ" เมาตั้นตอบอย่างซื่อๆ
"ในเมื่อเคยได้ยินแล้วก็อย่าปฏิเสธเลย อาให้ก็รับไว้นะ" แค่ซอสเนื้อขวดเดียว เทียบไม่ได้เลยกับน้ำเต้าหยกที่ยายเฒ่าหนิงมอบให้ฝาแฝด
"ขอบคุณครับคุณอา" เมาตั้นกล่าวขอบคุณในที่สุด
[จบบท]