บทที่ 329: ขุดทอง (1/2)
บ่ายวันนั้น ยายเฒ่าหนิงได้ลิ้มรสบะหมี่คลุกซอสเห็ดหอมเนื้อสับ หญิงชราผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาทั้งชีวิตถึงกับนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะเร่งฝีมือสับตะเกียบเข้าปากอย่างรวดเร็วจนไม่เหมือนคนแก่
เมาตั้นถึงกับอ้าปากค้าง “ย่าครับ ค่อยๆ กินสิ เดี๋ยวก็ติดคอหรอก” เขาเอ่ยเตือน
ทว่ายายเฒ่าหนิงไม่ได้ลดความเร็วลงเลย เธอกลืนบะหมี่คำโตลงคอแล้วจึงค่อยตอบ “ช้าไม่ได้หรอก หลายปีแล้วนะที่ไม่ได้กินข้าวดีๆ แบบนี้!”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ” เมาตั้นแย้ง “เมื่อไม่กี่วันก่อน คุณอาหลินเพิ่งจะเอาซุปไก่หอมกรุ่นมาให้เอง”
“แล้วมันจะเหมือนกันได้ยังไงล่ะ” ยายเฒ่าหนิงว่า
เมาตั้นไม่ได้เถียงกับย่าต่อ เขาทำหน้าจริงจังก่อนจะพูด “คุณอาหลินสอนผมแล้ว ถ้าย่าชอบกิน… เดี๋ยวผมทำให้เอง”
แววตาของยายเฒ่าหนิงเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งใจ “หลานย่าช่างกตัญญูจริงๆ ย่ามีบุญจริงๆ”
เธอรู้สึกว่าชีวิตนี้ตัวเองโชคดีมาก ตอนเด็กๆ ที่บ้านฐานะดี ไม่เคยต้องลำบาก พอแต่งงานก็ไม่เคยถูกใครข่มเหง ลูกชายที่คลอดมาก็อนาคตไกล (ถึงแม้จะจากไปแล้ว) ลูกสะใภ้ก็แสนดี แถมหลานชายยังเชื่อฟังและกตัญญู
เมาตั้นชินกับการถูกย่าชมแบบนี้เสียแล้ว สีหน้าจึงไม่เปลี่ยนไปสักนิด แถมยังพูดต่ออีกว่า “รอให้ซื้อเนื้อได้ก่อนนะครับ แล้วผมจะทำให้”
ยายเฒ่าหนิงเอ่ยอย่างเปี่ยมความหวัง “ชีวิตนับวันยิ่งมีความหวังขึ้นเรื่อยๆ แล้วสินะ”
“อีกแค่ 5-6 ปี ผมก็หาคะแนนงานได้แล้ว ถึงตอนนั้นผมจะห่อเกี๊ยว ทำซาลาเปา ต้มซุปไก่ให้ย่ากินทุกวันเลย” ใบหน้าอ่อนเยาว์ของเมาตั้นฉายแววจริงจัง
ยายเฒ่าหนิงถึงกับนิ่งอึ้ง
“แล้วแกไม่อยากเป็นคนงานหรือไง” เธอถาม
“จะเป็นได้ยังไงครับ” เมาตั้นมองหน้าย่า ที่มุมปากเปื้อนซอสเนื้ออยู่เล็กน้อย เขาจึงแลบลิ้นเลียมันออก “พวกคุณลุงคุณอาในหมู่บ้านก็อยากเป็นคนงานกันทั้งนั้น แล้วทำไมพวกเขายังเป็นไม่ได้ล่ะครับ”
เขาขมวดคิ้วน้อยๆ “ย่าครับ คนเราต้องอยู่กับความจริงสิ ต้องติดดินเข้าไว้ งานประจำที่มั่นคงไม่ใช่สิ่งที่คนบ้านนอกอย่างเราจะเอื้อมถึงหรอกครับ”
ยายเฒ่าหนิงถึงกับไปไม่เป็นเมื่อถูกหลานชายสั่งสอน
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” ยายเฒ่าหนิงเผยความลับให้หลานชายฟัง “คนอื่นจะเป็นยังไงย่าไม่สน แต่แกต้องได้เป็นคนงานแน่นอน แค่รอให้แกเรียนจบมัธยมต้นเท่านั้นแหละ”
“หา?” เมาตั้นทำหน้าจนปัญญา ไม่รู้ว่าย่าของเขาไปเอาความมั่นใจมาจากไหนกัน
ยายเฒ่าหนิงดูออกว่าหลานชายไม่เชื่อ เธอจึงรู้สึกขัดใจอย่างมาก แต่ก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม
เฮอะ! คอยดูเถอะ พอโตขึ้นก็จะรู้เอง!
ในตัวอำเภอ
บริเวณที่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟนัก
หลินซื่อฝานใช้ไม้ค้ำยันประคองตัวยืนอยู่ในที่ร่ม เขามองพ่อกับแม่เดินเข้าไปในพงหญ้ารก หลังจากเดินวนอยู่สองสามรอบก็หยุดลง แล้วย่อตัวลงครึ่งหนึ่งคล้ายกำลังขุดหาอะไรบางอย่าง
เขายืนงงเป็นไก่ตาแตก
เขารออยู่สักพักก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงกระโดดขาเดียวเข้าไปหา
ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปาก ก็สบเข้ากับสายตาไม่พอใจของซ่งซีเวยเสียก่อน
“ลูกจะวิ่งไปไหนมาไหนทำไม ขาน่ะไม่อยากได้แล้วหรือไง”
หลินซื่อฝานลูบจมูก เปลี่ยนเรื่องคุยอย่างไม่แนบเนียน “แม่ครับ พ่อกับแม่กำลังขุดอะไรกันอยู่เหรอ”
เมื่อเห็นว่าลูกชายเพิ่งผ่านเรื่องร้ายมา ซ่งซีเวยจึงไม่อยากจะต่อว่าเขามากความ เธอตอบกลับไปว่า “...ขุดทอง”
เธอพูดความจริง แต่หลินซื่อฝานกลับไม่เชื่อ
“พรวด—” เขาหลุดหัวเราะออกมาพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ที่นี่รกร้างว่างเปล่าขนาดนี้ แม้แต่หมาสักตัวยังไม่มี
“ที่นี่จะมีทองได้ยังไงกัน พ่อครับ แม่ครับ พวกคุณไปฟังมาจากไหนว่าที่นี่มีทอง โดนใครเขาต้มตุ๋นมาหรือเปล่า” หลินซื่อฝานพยายามกลั้นหัวเราะ
หลินเฮ่อหลิงเงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง “แล้วถ้ามีล่ะ”
หลินซื่อฝานหัวเราะแหะๆ ตอบกลับไปอย่างหน้าไม่อาย “ถ้ามีจริงๆ ก็แบ่งให้ผมหน่อยสิครับ”
“…” ดูท่าจะไม่ควรคาดหวังกับความหน้าหนาของลูกชายคนที่สามคนนี้เลยจริงๆ
หลินเฮ่อหลิงจึงไล่เขา “ไปนั่งข้างๆ โน่นเลย ถ้ายังอยากอยู่ในกองทัพ ก็อย่าลงน้ำหนักที่ขาข้างนั้น”
หลินซื่อฝานก้มมองขาขวาที่เชื่องช้าของตนเอง ในแววตาฉายประกายบางอย่าง
เขาคงอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว
เขารักการเป็นทหารมาก ไม่อยากจากสหายร่วมรบเหล่านั้นไปเลย ในใจเต็มไปด้วยความเสียดาย แต่หากต้องจากไปจริงๆ เขาก็จะจากไปอย่างมีศักดิ์ศรี
โธ่เอ๊ย… อุตส่าห์ทำใจได้แล้วแท้ๆ ทำไมพอคิดถึงเรื่องปลดประจำการ… ถึงได้แสบตาแบบนี้นะ
“ทำหน้าห่อเหี่ยวให้ใครดูยะ ไม่สมกับเป็นทหารเอาซะเลย!” ซ่งซีเวยฟาดฝ่ามือลงบนแผ่นหลังของหลินซื่อฝาน เธอมีพละกำลังมหาศาลขนาดที่แบกหมูป่าหนักสองร้อยกว่าชั่งได้สบายๆ ฝ่ามือนั้นทำเอาชายหนุ่มถึงกับเจ็บจนหน้าเบ้
เขายังไม่ทันได้ร้องโอดโอยเพื่อขอความเห็นใจจากพ่อ ซ่งซีเวยก็ส่งสายตาดูแคลนมาให้แล้ว
“ขาของแกเพิ่งไปหาหมอมาแค่ไม่กี่คนเอง หมอแผนปัจจุบันรักษาไม่ได้ ก็ยังมีหมอจีนแผนโบราณอีก จะกลัวอะไรไป ถ้ามันไม่ได้ผลจริงๆ พ่อกับแม่จะพาแกไปหาหมอที่เมืองหลวง ไปหาหมอที่เก่งที่สุดในประเทศ แกเป็นทหารที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงสู้ผู้หญิงบ้านนอกธรรมดาๆ อย่างฉันไม่ได้”
หลินซื่อฝานทำสีหน้าแปลกๆ
ผู้หญิงบ้านนอกธรรมดาๆ งั้นเหรอ?
เขาชักจะไม่แน่ใจความหมายของคำว่า ‘ธรรมดา’ แล้วสิ
“แม่ครับ” หลินซื่อฝานกุมหน้าอกพลางไอแค่กๆ สองสามที ทำทีเป็นโดนตบจนบาดเจ็บภายใน ดูน่าเวทนา
ซ่งซีเวยโบกมือไล่ “ไปอยู่ข้างๆ โน่น อย่ามารบกวนพ่อกับแม่ทำธุระสำคัญ”
หลินซื่อฝานทำหน้าเหมือนคนอกหัก
ก่อนหน้านี้ยังเรียกชื่อจริง เรียก ‘เจ้าสาม’ อย่างสนิทสนมอยู่เลย นี่เพิ่งจะเอ็นดูได้ไม่กี่วัน เขาก็กลายเป็นลูกที่ถูกเก็บมาเลี้ยงไปซะแล้ว
“ฝานฝาน ลูกไปหาที่สะอาดๆ นั่งนะ เดี๋ยวพ่อกับแม่ก็เสร็จแล้ว รอเราขุดทองขึ้นมาได้ จะพาไปกินข้าว” หลินเฮ่อหลิงปลอบประโลมหัวใจดวงน้อยของลูกชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
หลินซื่อฝานรู้สึกขัดเขินจนต้องแอบขยับเท้าไปมา เขาอายุจะเข้าเลขสามอยู่แล้ว ทำไมพ่อยังเรียกชื่อเล่นเขาอยู่อีกล่ะ
เขาอยากจะแสดงความไม่พอใจ แต่ก็กลัวคุณนายซ่งจะพิโรธ เลยไม่กล้าท้าทายให้มากความ
ขาที่บาดเจ็บของเขาออกแรงมากไม่ได้เพราะจะทำให้แผลฉีก เขาจึงไม่ได้เข้าไปช่วยทำอะไร ได้แต่เหยียบย่ำหญ้าแห้งกรอบที่โดนแดดเผาจนแบนราบแล้วนั่งลงกับพื้น ยืดขาที่เจ็บเหยียดยาวออกไปพลางมองดูพ่อกับแม่ที่กำลังสาละวนอยู่
“พ่อครับ แม่ครับ ดื่มน้ำไหมครับ” หลินซื่อฝานตะโกนถาม
“ไม่ล่ะ แกดื่มไปเถอะ” หลินเฮ่อหลิงตอบโดยไม่หันกลับมา เขากลับไปเดินย่ำเท้า นับก้าวในใจต่อ
“น่าจะที่นี่ไม่ผิดแน่” เขาบอกกับซ่งซีเวย
ซ่งซีเวยเชื่อใจสามี เธอขุดดินต่อไปอย่างไม่ลดละ แต่เพราะไม่มีเครื่องมือที่เหมาะมือ ถึงแม้เธอจะมีเรี่ยวแรงมาก แต่ก็ยังขุดได้ไม่สะดวกอยู่ดี
“แม่ครับ รับไป” หลินซื่อฝานตะโกนพร้อมกับโยนไม้ค้ำยันไปให้ “ใช้เจ้านี่ขุด”
เขากลัวว่าแม่จะออกแรงมากเกินไปจนทำไม้ค้ำซึ่งเปรียบเสมือนขาของเขาหัก จึงรีบกำชับ “เบาๆ หน่อยนะครับ”
ซ่งซีเวยเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “รู้แล้วน่า”
พูดจบก็เสริมอีกประโยค “ถ้ามันหัก แม่จะแบกแกกลับเอง”
หลินซื่อฝานแทบทรุด
อย่าเลยนะ
ภาพลักษณ์ของเขามีค่านะ
ซ่งซีเวยใช้ไม้ค้ำยันขุดลงไปตรงจุดนั้น
เมื่อมีเครื่องมือที่ถนัดมือ บวกกับพละกำลังมหาศาลของเธอ การขุดจึงคืบหน้าไปอย่างน่าพอใจ
สิบกว่านาทีต่อมา
หีบไม้ที่ถูกดินเหลืองปกคลุมจนมองไม่เห็นสภาพเดิมก็ปรากฏแก่สายตา
“เจอแล้ว” ดวงตาของหลินเฮ่อหลิงทอประกายสดใส “ถ้าพ่อจำไม่ผิด ข้างในมีทองคำแท่ง 10 แท่ง กับพวกเครื่องประดับจิปาถะอีกนิดหน่อย”
ขณะที่เขาพูด ซ่งซีเวยก็ย่อตัวลง ยื่นมือออกไป แล้วใช้แรงเพียงครั้งเดียวดึงหีบไม้ออกมา
เศษดินที่เกาะอยู่บนหีบร่วงกราวลงมา
เธอปัดฝุ่นตรงนั้น แล้วเขย่าดินที่อยู่ด้านบนออก เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของหีบไม้
ผิวของหีบแกะสลักเป็นลวดลายดอกไม้อันซับซ้อนและประณีตงดงาม ฝาหีบเป็นทรงโค้งมน มีแม่กุญแจขนาดเล็กห้อยอยู่
เมื่อได้ยินที่พ่อพูด หลินซื่อฝานก็ลากขาที่เจ็บเข้ามาดูใกล้ๆ พอเห็นว่าพ่อกับแม่ขุดสมบัติขึ้นมาได้จริงๆ เขาก็ตกใจจนตาเบิกโพลง
“!”
“พ่อครับ นี่มันอะไรกัน” เขาถามด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
หลินเฮ่อหลิงทำสีหน้าจนใจ แต่ก็ยังตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ใจเย็น “ก็บอกแล้วไง ว่าเป็นทอง”
“ไม่ ไม่ใช่ครับ ผมหมายถึง…” หลินซื่อฝานตกใจจนพูดจาติดๆ ขัดๆ “ผมหมายถึง มันมาจากไหนครับ”
หลินเฮ่อหลิงยิ้ม “ก็ของบ้านเราไง”
หลินซื่อฝานคิดว่าพ่อกำลังล้อเล่นอยู่แน่ๆ เขาเป็นทหารที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง จึงพูดออกไปทันทีว่า “พ่อครับ ของที่ได้มาโดยไม่สุจริต เรารับไว้ไม่ได้นะครับ”