บทที่ 331: เขาเก่งเรื่องการเอาใจสุดๆ (1/2)
หลินซื่อฝานถูกน้องสาวประคองเข้ามาในบ้านใหม่ พอนั่งลงปุ๊บ แก้วเคลือบใบหนึ่งก็ถูกยื่นมาให้ถึงมือ
ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร เสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของหลินเจาก็ดังขึ้นไม่ขาดสาย
“พี่สามดื่มน้ำก่อน นั่งแบบนี้ได้ไหม จะโดนแผลหรือเปล่า แล้วนี่พวกพี่หิวกันไหม อยากกินอะไรบอกได้เลยนะ ฉันจะรีบไปทำให้ แป๊บเดียวก็ได้กินแล้ว”
น้องสาวช่างใส่ใจเขาเสียจริง
หลินซื่อฝานยิ้มกว้างเมื่อมองไปที่น้องสาว แก้มของเธอขาวอมชมพู ดวงตาสดใสเป็นประกาย สวยยิ่งกว่าสหายหญิงในคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมเสียอีก ดูแล้วก็รู้ว่าไม่ได้ลำบากอะไรเลย
ในฐานะพี่ชาย เขารู้สึกพอใจมาก
“ไม่เป็นไร พี่ไม่หิว เพิ่งกินกันมาเอง”
แต่คำพูดของเขาเพิ่งจบลง กู้เฉิงหวยก็เดินออกมาจากสวนหลังบ้านพร้อมกับหม้อใบเล็ก
“อวี้เป่า เหิงเป่า เอาน้ำซุปมา” เขาสั่งลูกชาย ก่อนจะหันไปบอกพ่อตาแม่ยายและพี่ภรรยา “นี่เป็นซุปถั่วเขียวดอกลิลลี่ที่เจาเจาทำไว้แล้วเอาไปแช่ในบ่อให้เย็นครับ ช่วยดับร้อนได้ดี พ่อครับแม่ครับ พี่สามลองชิมดูนะ”
หลินซื่อฝานเป็นหนุ่มที่ร่างกายแข็งแรงและมักจะขี้ร้อน ทุกๆ ฤดูร้อนจึงเป็นช่วงเวลาที่ทรมานสำหรับเขา เหงื่อจะไหลท่วมตัวจนเสื้อกล้ามเปียกโชก
เขาจึงไม่เกรงใจ ยกถ้วยขึ้นซดเข้าปากทันที
เพียงไม่นาน ความเย็นก็แผ่ซ่านไปทั่วปาก ความร้อนรุ่มในร่างกายค่อยๆ จางหายไป
“อร่อยดี” หลินซื่อฝานขอบคุณน้องเขยแล้วเอ่ยชม เมื่อเห็นเหิงเป่าอยู่ข้างๆ ก็ยิ้มพลางถาม “หลานจะดื่มไหม”
เหิงเป่าแอบชำเลืองมองหลินเจา พอสบเข้ากับสายตาที่ยิ้มๆ ของแม่ เขาก็รีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่เอาครับ ผมไม่เอา”
เด็กชายรีบอธิบาย “แม่บอกว่าเด็กๆ ดื่มของเย็นมากไม่ได้ เดี๋ยวจะปวดท้องครับ”
หลินเฮ่อหลิงโอบหลานชายเข้ามาในอ้อมแขน พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แม่ของหลานพูดถูกแล้ว เด็กๆ ไม่ควรดื่มของเย็นมากไป”
เหิงเป่าซบหน้าลงบนไหล่ของคุณตา พยายามไม่มองซุปถั่วเขียวหน้าตาน่ากินที่ส่งไอเย็นออกมา ราวกับว่าถ้าไม่มองก็จะไม่รู้สึกอยาก ท่าทางของเขาดูเจ้าเล่ห์ไม่เบา
หลินซื่อฝานอดสงสารหลานชายไม่ได้เลยพูดขึ้น “ดื่มสัก 2-3 คำคงไม่เป็นไรหรอกน่า”
“ดื่มของตัวเองไปเถอะ” ซ่งซีเวยเหลือบมองลูกชาย “คิดว่าเจาเจาจะใจร้ายกับลูกตัวเองหรือไง”
แล้วเธอก็หันไปหาหลินเจา “เจาเจา เข้าไปในห้องกับแม่หน่อยสิ”
หลินเจายังอยากคุยกับพี่ชายต่อ แต่พอได้ยินแม่เรียก แม้จะสงสัยอยู่บ้าง แต่ก็ลุกขึ้นทันที เธอหันไปกำชับให้กู้เฉิงหวยดูแลพ่อกับพี่ชายให้ดี แล้วจึงพาแม่เข้าไปในห้อง
ฝาแฝดทำท่าจะตามเข้าไป แต่ถูกกู้เฉิงหวยเรียกไว้ก่อน
สองพี่น้องจึงได้แต่มองพ่อด้วยสายตาอ้อนวอน
“ไม่ได้” กู้เฉิงหวยยืนกรานคำเดิม
เหิงเป่าทำแก้มป่อง “พ่อลำเอียง”
กู้เฉิงหวยเลิกคิ้ว “พ่อลำเอียงตรงไหนกัน”
“ถ้าเป็นเหยาเป่าขอ พ่อต้องยอมแน่ๆ” เหิงเป่าพูดด้วยสีหน้าดูแคลน ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ เขาดูจะอ่านใจพ่อของตัวเองออกหมดแล้ว
“ไม่หรอก” กู้เฉิงหวยส่ายหน้า
เมื่อเห็นแววตาครึ่งเชื่อครึ่งสงสัยของเหิงเป่า เขาก็พูดต่อ “พ่อจะพาน้องไปเด็ดดอกไม้ต่างหาก จำไว้ว่าบ้านเราทุกอย่างต้องฟังแม่ของลูก”
ช่วงนี้เหยาเป่าชอบเด็ดดอกไม้มาก พอเด็ดดอกไม้สวยๆ มาให้แม่ แล้วได้รับคำชม เด็กหญิงก็จะยิ้มจนตาหยี แถมยังเตะได้แรงขึ้นเป็นกอง
เหิงเป่าเท้าสะเอว “ไม่ยุติธรรมเลย”
หลังจากแสดงความไม่พอใจแล้ว เขาก็เรียกร้องต่อว่า “พ่อต้องง้อผมด้วย”
กู้เฉิงหวยไม่ได้ปฏิเสธในทันที เขาถามกลับ “อยากให้พ่อง้อยังไงล่ะ”
เหิงเป่ากลอกตาครู่หนึ่งแล้วตอบ “พาผมกับพี่ไปซื้อน้ำอัดลมในอำเภอสิครับ”
เขารู้ว่าพ่อรักพวกเขา จึงกล้าต่อรอง และคนที่ชอบต่อรองกับกู้เฉิงหวยก็คือเขานี่แหละ
หลินซื่อฝานไม่ได้เจอหลานๆ มาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นเหิงเป่าในมุมนี้ เขามองอย่างสนอกสนใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ช่างเป็นเด็กฉลาดจริงๆ ท่าทีการเจรจานี่ถอดแบบมาจากน้องสาวของเขาไม่มีผิด
กู้เฉิงหวยแย้ง “เหยาเป่าอายุเท่าไหร่ แล้วลูกล่ะอายุเท่าไหร่ ไม่ใช่ลูกบอกเองเหรอว่าเป็นเด็กโตแล้ว จะมาเปรียบเทียบกับน้องสาวได้ยังไง”
เหิงเป่ามีตรรกะในแบบของตัวเอง แถมยังพูดฉอดๆ “พ่อครับ พ่อทำแบบนี้ไม่ถูกนะ”
“แม่บอกว่าต่อให้พวกเราโตแค่ไหนก็ยังเป็นลูกรักของแม่เสมอ เพราะฉะนั้นต่อให้ผมแก่เหมือนคุณตา มีผมขาวโพลน ก็ยังเป็นลูกของพ่อนะ ทำไมผมจะเทียบกับเหยาเป่าไม่ได้ล่ะ พวกเราก็เป็นลูกของพ่อเหมือนกัน พ่อจะ...จะ...ลำ...อะไรนั่นน่ะ...”
อวี้เป่ารู้ทันว่าน้องชายกำลังจะพูดอะไร จึงช่วยต่อให้จนจบประโยค “ลำเอียงไง”
สำนวนนี้เพิ่งจะเรียนไปเมื่อคืนแท้ๆ เหิงเป่าก็ลืมเสียแล้ว เดี๋ยวกลางคืนต้องโดนลงโทษให้คัดสัก 20 จบ
“ใช่ๆ ก็คือลำเอียงนั่นแหละ” เหิงเป่ายังไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง เขามองพี่ชายด้วยแววตาชื่นชม
กู้เฉิงหวยยกมือนวดขมับ “พรุ่งนี้พ่อจะซื้อให้”
“แล้วก็...” เขาเน้นเสียง “พ่อมั่นใจว่าพ่อปฏิบัติตัวยุติธรรมเสมอ อย่าพูดจาเหลวไหล โดยเฉพาะลูก กู้จือเหิง”
นับตั้งแต่โดนเจาเจาตำหนิครั้งนั้น เขาก็กลายเป็นปรมาจารย์ด้านการวางตัวเป็นกลางไปแล้ว!
เหิงเป่าไม่กล้าไปกระตุกหนวดเสืออีก เขายืนตัวตรงแหน่ว เลียนแบบท่าทางของพ่อ ทำความเคารพแบบทหารที่ดูเก้ๆ กังๆ แล้วขานรับเสียงดัง “รับทราบครับผม”
เมื่อได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว เขาก็เปลี่ยนเป้าหมายไปอ้อนหลินเฮ่อหลิงต่อทันที ขอให้คุณตาเล่านิทานเรื่องใหม่ให้ฟัง
หลินเฮ่อหลิงลูบหัวหลานชายพลางพยักหน้ายิ้มๆ แต่กลับยังไม่เริ่มเล่า เขาถามขึ้นก่อนว่า “วันเกิดแม่ของหลานเป็นยังไงบ้างล่ะ ได้กินบะหมี่อายุยืนไหม”
อวี้เป่านั่งเรียบร้อยอยู่ข้างคุณตา ตอบคำถามอย่างฉะฉาน “พ่อพาพวกเราไปในเมืองครับ พวกเราได้ไปเดินห้างสรรพสินค้าของรัฐ ซื้อของมาเยอะแยะเลย แล้วก็ได้ไปสวนสัตว์ด้วย...พ่อทำบะหมี่อายุยืนให้แม่ด้วยนะครับ มีไข่ดาวน้ำด้วย แม่บอกว่าอร่อยมาก”
พอได้ฟังดังนั้น หลินเฮ่อหลิงก็ยิ่งพอใจในตัวลูกเขยคนนี้มากขึ้นไปอีก
ดีมากจริงๆ ช่างใส่ใจรายละเอียด
ขนาดเรื่องที่เจาเจาต้องกินบะหมี่อายุยืนในวันเกิดก็ยังรู้
เหิงเป่ารีบเสริมขึ้นมาบ้าง “คุณตาครับ รถไฟยาวมากเลย แถมยังนอนได้ด้วยนะ ในเมืองสนุกสุดๆ ไปเลยครับ พวกเรายังพาเสี่ยวจินกลับมาด้วย เสี่ยวจินเป็นลิงจินซือโหว คุณตารู้จักลิงจินซือโหวไหมครับ”
“ลิงจินซือโหวรึ” หลินเฮ่อหลิงทวนคำอย่างแปลกใจ
เมื่ออวี้เป่าเห็นแววตาอยากรู้ของคุณตา เขาก็ลุกพรวดแล้ววิ่งตึกๆ เข้าไปในบ้าน ไม่นานก็กลับออกมาพร้อมกับลิงน้อยขนสวยเป็นมันปลาบ ดวงตาสดใสมีชีวิตชีวาในอ้อมแขน
“คุณตาครับ ลุงสามครับ นี่คือเสี่ยวจิน” เขาเอาแก้มถูไถกับหัวของเสี่ยวจินอย่างเบิกบาน
“เมื่อก่อนมันอยู่คณะละครสัตว์ แต่คณะกำลังจะยุบ เจ้าของเดิมอยากส่งมันไปสวนสัตว์ แต่ผู้อำนวยการสวนสัตว์ไม่รับ พ่อกับแม่เลยรับมันมาเพราะเห็นว่าผมกับเหิงเป่าชอบมัน ตอนนี้มันเป็นสมาชิกในครอบครัวของเราแล้วครับ”
เสี่ยวจินกระโดดขึ้นไปบนตักของหลินเฮ่อหลิงแล้วนั่งนิ่งๆ เงยหน้ามองเขา ท่าทางเชื่องและเรียบร้อย ไม่เหมือนลิงป่าเลยสักนิด
“ดูเรียบร้อยดีนี่” หลินเฮ่อหลิงลูบหัวเสี่ยวจินอย่างอ่อนโยน
เด็กๆ แถวนี้ไม่ค่อยมีอะไรให้ทำ การเลี้ยงลิงไว้สักตัวก็ดูเข้าที
“ใช่ครับ ใช่ครับ เสี่ยวจินเรียบร้อยสุดๆ เลย” เหิงเป่าผู้ช่างเจรจาพูดรัวเร็ว “ลุงใหญ่บอกว่า ตอนเด็กๆ เคยเห็นลิงตัวใหญ่บนภูเขา ลิงป่าดุมาก ชอบแยกเขี้ยวขู่คน แล้วยังเอาหินขว้างหัวคนด้วย”
หลินเฮ่อหลิงอธิบายอย่างใจเย็น “สัตว์ป่าไม่คุ้นเคยกับมนุษย์ การที่มันก้าวร้าวก็เป็นเรื่องปกติ ถ้าเจอแบบนั้นก็ต้องอยู่ให้ห่างๆ”
เหิงเป่าพยักหน้ารับอย่างจริงจัง “พวกเรารู้ครับ”
หลังจากกำชับหลานชายเสร็จ หลินเฮ่อหลิงก็หันไปทางกู้เฉิงหวย “ในเมืองมันวุ่นวาย คราวหน้าถ้าจะพาเด็กๆ ไปอีก ให้หาคนไปด้วยเพิ่มนะ เธอกับเจาเจาสองคน ดูแลเด็ก 4 คนมันลำบาก”
พอได้ยินแบบนั้น กู้เฉิงหวยก็รู้ทันทีว่าพ่อตาแม่ยายและพี่ภรรยายังไม่ได้กลับไปที่กองพลการผลิตตงเฟิง จึงยังไม่รู้เรื่องที่พวกเขารับเมิ่งจิงโม่กับเมิ่งกว่างไป๋มาอยู่ด้วย
ดังนั้น
เขาจึงใช้คำพูดไม่กี่ประโยคเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง
เขาไม่ได้ลงลึกถึงเรื่องของบ้านหยวนมากนัก แค่บอกว่าได้ขอให้สหายร่วมรบที่บ้านอยู่เมืองหลวงช่วยส่งเด็กทั้งสองมาที่เมืองนี้ แล้วเขากับเจาเจาก็ไปรับตัวมา
แต่หลินเฮ่อหลิงเป็นคนฉลาดและละเอียดรอบคอบ เขาสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลในทันที
คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน “เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับบ้านหยวน”
เป็นคำถามที่เฉียบคมและตรงประเด็นอย่างที่สุด
ในเมื่อพ่อตาเอ่ยปากถามตรงๆ แล้ว กู้เฉิงหวยก็ไม่คิดจะปิดบัง เขาเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่รู้มาให้หลินเฮ่อหลิงและหลินซื่อฝานฟังอย่างหมดเปลือก
คิ้วของหลินซื่อฝานขมวดมุ่นจนแทบจะเป็นปม
ก่อนที่เขาจะสบถออกมาเสียงดัง
“แม่มันเถอะ!”
“ไอ้บ้านหยวนสารเลว กล้ามารังแกเด็กบ้านหลิน อยากตายกันรึไง!”